ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๐๕

 
khampan.a
วันที่  26 มี.ค. 2566
หมายเลข  45719
อ่าน  1,380

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจาก
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้


ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๐๕



~ ต้องรู้จักทุกอย่างที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ละเอียดชัดเจน จึงจะค่อยๆ ละความเป็นเราหรือเป็นของเราได้ นี่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วก็ทรงรู้ว่าคนอื่นรู้ไม่ได้ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา


~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพื่อทุกคนที่สะสมมาแต่ละอัธยาศัยที่เมื่อฟังแล้วจะเป็นประโยชน์ คือ ยากที่จะละอกุศล แต่อย่างน้อยที่สุดรู้ว่า อกุศล ควรละ ก็ยังเป็นหนทางที่จะทำให้ค่อยๆ ฟังพระธรรมเข้าใจขึ้น จนกระทั่งปัญญามีกำลังและปัญญาก็ทำหน้าที่ของปัญญาได้

~ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำ ตั้งแต่ตรัสรู้ จนกระทั่งใกล้จะปรินิพพาน พูดถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ที่สามารถที่จะเข้าใจได้จากคำของพระองค์ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง จึงทรงแสดงความจริงโดยละเอียดอย่างยิ่งให้เข้าใจตามลำดับ

~ ผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรม ก็จะไม่ละเลยในการฟังพระธรรม เพราะรู้ว่าหนทางเดียวที่จะรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ฟังแล้วก็มีความเข้าใจว่า ทั้งหมดจากการที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ ลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่ง

~ ประโยชน์ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ แต่ประโยชน์ คือ ความเห็นที่ถูกต้องในความจริงว่าอะไรถูก อะไรผิด ถ้ามีความเข้าใจแล้วจะไม่ทำสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้น ใครที่ยังผิดอยู่ก็เพราะว่าไม่เข้าใจ

~ ประโยชน์ คือ ความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่าลืม แม้แต่เมตตา ถ้าไม่รู้ ก็ท่อง เพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นที่รัก เป็นที่เมตตา แต่ถ้าเข้าใจถูกต้องรู้เลยว่า ขณะนั้นเป็นกุศลหรืออกุศลที่ต้องการให้คนอื่นเมตตา เป็นโลภะของตัวเอง ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น จิตไม่สงบในขณะที่ท่อง เพราะต้องการผลประโยชน์ คือ ความเมตตาจากบุคคลอื่น

~ พระไตรปิฎก ก็ยาก เพราะฉะนั้น ต้องอดทน มีวิริยะ มีขันติ มีความตั้งใจมั่นที่จะพิจารณาจนกระทั่งได้เหตุผลและเป็นความเข้าใจจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจ ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่ายังไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจก็ต้องรู้ว่า เข้าใจ ถ้าเข้าใจยังน้อยอยู่ ก็ต้องรู้ว่า เป็นความเข้าใจที่น้อยอยู่

~ ไม่มีใครอยากมีทุกข์เลย แต่ทุกข์ก็เกิด เมื่อไหร่ใครจะรู้ แต่เมื่อมีเหตุ จึงเกิดได้ แก๊สระเบิด อะไรก็ตามแต่ ใครคิดว่าวันไหนเวลาไหนจะเป็นอย่างนั้น สำคัญที่เข้าใจว่าธรรม ไม่ใช่เรา ถ้าไม่มีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้น ก็เป็นไม่ได้ ใครจะได้รับการกระทบกระเทือนแค่ไหน แต่ละคนไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน ไปเปลี่ยนให้เหมือนกันได้ไหม? เพราะฉะนั้น ฟังธรรม ต้องรู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจความจริงถึงที่สุดที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้


~ วันหนึ่งๆ ก็เริ่มพิจารณาว่า มีอกุศล คือ ความไม่รู้แน่นอน มากขึ้นๆ ทุกขณะ ทุกวัน เพราะฉะนั้น ไม่สงบ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่จะทำให้สงบ ก็คือ ความเข้าใจถูกความเห็นถูก มิฉะนั้นแล้ว ไม่มีทางที่จะให้หมดความไม่รู้ซึ่งนำมาสู่ความไม่สงบได้เลย

~ พระธรรมทุกคำ นำไปสู่ความเข้าใจถูกต้อง ว่า ไม่มีเรา สำคัญที่สุด “อนัตตา” ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จะเป็นอย่างที่อยากเป็น ก็ไม่ได้ จะไม่เป็นอย่างที่กำลังเป็น ก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่า เกิดแล้ว เป็นแล้วทั้งหมด

~ อกุศลที่มี ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่กุศล คือ สภาพธรรมที่ดีงามทีละเล็กทีละน้อยแต่ละหนึ่ง ก็จะสามารถสละความยึดมั่นหรือความเห็นแก่ตัวและกิเลสอื่นๆ จนกระทั่งสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา แม้ฟังก็เข้าใจ แล้วก็มีความมั่นคง ว่า สภาพธรรมเป็นอย่างนี้และสามารถที่จะรู้ได้

~ ถามใจจริงทุกคน ว่า อยากเป็นคนดีไหม? แค่นี้ คือคำตอบ ที่จะนำทางไปสู่ชีวิตที่ดีได้

~ ไม่รู้อะไรเลยมานานมากตั้งแต่เกิด และก่อนเกิดทุกๆ ชาติ แล้วก็มีความรู้เกิดขึ้น ดีที่สุดในชีวิตในสังสารวัฏฏ์หรือเปล่า? เพราะฉะนั้น เริ่มเป็นคนตรงต่อความจริง ก่อนจะตาย ต้องเห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจพระธรรม เพื่อที่ต่อไปมีโอกาสจะได้ฟังอีกเข้าใจอีกแล้วก็สามารถที่จะละคลายอกุศลจนกระทั่งดับกิเลสได้

~ ทุกคนมีกิเลสมาก สะสมกิเลสมามาก แล้วก็จะสะสมกิเลสต่อไปอีกมากถ้าไม่มีการเข้าใจความจริงของธรรมที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

~ คนที่เราโกรธกำลังสบาย กำลังเป็นสุขสนุกสนาน เราคนเดียวกำลังเดือดร้อน กำลังไม่สบายเลยสักนิดเดียว จิตใจกำลังขุ่นมัวเต็มที่ แล้วใครทำให้ เราทำเอง ถ้ามีปัญญาจริงๆ เห็นโทษของอกุศล ขณะนั้น เป็นสติ (ระลึกเป็นไปในกุศล) ไม่ใช่เราอีกเหมือนกัน

~ กว่าจะละความไม่รู้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ เมื่อวานก็ไม่รู้ ต่อไปก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม หรือถ้าฟังเพียงเล็กน้อย ก็ละความไม่รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น กว่าจะมีความรู้มากมายมหาศาล ก็ต้องอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานมากในการอบรมกว่าจะค่อยๆ รู้ รู้เมื่อใด ก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ในขณะที่เริ่มเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย จนหมดสิ้นได้

~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะทำให้มีความเข้าใจถูกต้อง ซึ่งสามารถละความไม่รู้และความเห็นผิด แล้วลองคิดดู มีกิเลสกับไม่มีกิเลส อะไรเป็นทุกข์? (มีกิเลสเป็นทุกข์) จะหมดทุกข์ได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีกิเลส ไม่มีใครที่จะหมดทุกข์ได้ตราบใดที่ยังมีกิเลส

~ กว่าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะได้ฟังคำจริงที่ทำให้ค่อยๆ เข้าใจเป็นปัญญาของตนเองโดยพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าใครจะได้โดยง่าย ถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังเลยจะไม่มีโอกาสเข้าใจ ได้ยินได้ฟังแล้วผ่านหูไปเฉยๆ ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใจ แต่ต้องไตร่ตรองและเป็นคนตรง ถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรม

~ ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้องและมีความหวังดี กล่าวคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว กลัวอะไร? ไม่มีอะไรที่จะน่ากลัว เพราะกุศลทั้งหลาย นำมาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์

~
คนที่ทำอกุศลมามาก ควรแก่การสงสารหรือเปล่า ควรแก่การเห็นใจว่าเขาจะต้องได้รับผลแน่นอน และมีทางใดที่จะช่วยให้เขาได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อที่จะมีประโยชน์ต่อไปกับชีวิตของเขา ที่จะไม่ประพฤติอย่างนั้นอีก ไม่ดีกว่าหรือ?



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๐๔



... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
tim7755tim
วันที่ 26 มี.ค. 2566

กราบอนุโมทนากุศลค่ะท่านอาจารย์และกัลยาณมิตรทุกท่าน

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
tim7755tim
วันที่ 26 มี.ค. 2566

ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยจิตบริสุทธิ์

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jaturong
วันที่ 26 มี.ค. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
puttara2424
วันที่ 26 มี.ค. 2566

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
swanjariya
วันที่ 26 มี.ค. 2566

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Lai
วันที่ 29 มี.ค. 2566

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เมตตา
วันที่ 30 มี.ค. 2566

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง และยินดีในกุศลจิต อ.คำปั่นด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
mon-pat
วันที่ 1 เม.ย. 2566

ถ้าไม่เข้าใจ ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่ายังไม่เข้าใจ ถ้าเข้าใจก็ต้องรู้ว่า เข้าใจ ถ้าเข้าใจยังน้อยอยู่ ก็ต้องรู้ว่า เป็นความเข้าใจที่น้อยอยู่

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาอาจารย์คำปั่น อักษรวิลัย ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
สิริพรรณ
วันที่ 21 พ.ย. 2566

หนทางแรกไม่ใช่ละความติดข้องที่สะสมมามากมายและยาวนาน แต่ต้องเป็นการละความไม่รู้ความจริงที่ไม่รู้มาแสนนาน

ฟังพระธรรม เพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ
สะสมความรู้ไปเท่านั้น ไม่มีทางอื่นเลย

หนทางอื่นที่จะเป็นหนทางลัดไม่มี เพราะหนทางลัดก็คือหนทางผิด ลัดคือไม่รู้

การฟังพระธรรมเป็นการค่อยๆ ละความไม่รู้ เป็นผู้ที่ละเอียด เป็นผู้ที่ตรงที่จะรู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริง ไม่มีทางที่จะละความติดข้องได้เลย ถ้าไม่รู้ความจริง ของสิ่งที่ปรากฏ

กราบเท้าบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบขอบพระคุณอ.คำปั่นและยินดีในกุศลสหายธรรมทุกท่านด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ