สำนักปฏิบัติ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า_สนทนาธรรม ไทย - ฮินดี วันเสาร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕

 
khampan.a
วันที่  23 เม.ย. 2565
หมายเลข  43036
อ่าน  606

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



" สำนักปฏิบัติ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า "

ถอดจากคำสนทนาของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

สนทนาธรรม ไทย - ฮินดี

วันเสาร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕



~ ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน และเดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่มี เป็นธรรม เพราะฉะนั้น เราพูดถึงอะไรก็ตาม ทั้งหมด ต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ที่เป็นธรรม เท่านั้น เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม ว่า ทุกอย่างที่มีจริง เมื่อไหร่ วันไหน ขณะไหน ที่ไหน ก็เป็นธรรมเท่านั้น

~ กำลังฟังเรื่องของสิ่งที่กำลังมีจริง เริ่มรู้จักว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งถ้าไม่ฟัง ไม่มีทางที่จะรู้เลย

~ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้และประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มั่นคงจริงๆ ก็ลืม คิดว่า ธรรมอยู่ในหนังสือ อยู่ที่คำที่ได้ยิน แต่ไม่รู้ว่า แท้ที่จริง สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ต่างหาก ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มี ทั้งหมด ๔๕ พรรษา

~ พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทุกครั้ง เพื่อไม่ลืมว่า ไม่มีเรา แล้วเห็นไม่ใช่เราด้วย ไม่ใช่เพียงตอบว่า มีเห็น เห็น ไม่ใช่เรา แต่เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น นั่นแหละ ไม่ใช่เรา เพื่อเป็นการปลูกฝังความเข้าใจเห็นเดี๋ยวนี้ทีละเล็กทีละน้อย ให้มั่นคง ว่า เห็น ไม่ใช่เรา แล้วเห็นคืออะไร? เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม ลึกซึ้ง เพราะเหตุว่า จะต้องเป็นการเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่จำ เพราะฉะนั้น กำลังศึกษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ในความลึกซึ้งที่ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจคำที่พระองค์ตรัส จึงจะรู้ว่า ขณะนี้ ไม่ใช่ตอบว่า นามธรรม แต่เห็นเดี๋ยวนี้ คืออะไร? เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นธรรม เพราะอะไร? กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ คือ มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น รู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม ว่า แม้แต่ได้ยินคำว่า เห็น กำลังเห็น หรือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แค่นี้ ลืมเสมอ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เช้า ลืมตลอดเวลาว่า เห็น กำลังรู้หรือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น เพราะฉะนั้น อีกนานไหม กว่าจะไม่ลืมเห็นที่กำลังเห็นว่าเป็นขณะที่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น

~ สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ต้องเข้าใจประโยชน์และคุณค่าอย่างยิ่ง ว่า ไม่ใช่เพียงฟัง จำได้ ผ่านไป แต่เป็นการเริ่มที่จะปลูกฝังความเข้าใจมั่นคง ว่า ไม่มีเรา ทีละเล็กทีละน้อย

~ สิ่งที่เราพูดถึง มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ และความจริงก็เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิด ก็ไม่มีอะไร แต่ขณะนั้นที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วก็ลืมสิ่งที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้น ก็จะรู้ได้ว่า สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังเดี๋ยวนี้ สามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ไหม? (ตอนนี้ยังไม่รู้) สิ่งที่ได้ฟังแม้เป็นอย่างนี้ สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น แต่ไม่ใช่ขณะนี้เพียงได้ยินได้ฟัง

~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาให้เป็นผู้มีความเห็นที่ถูกต้อง ทุกอย่างต้องมาจากเหตุ ถ้ายังไม่สามารถที่จะเข้าใจความจริงที่กำลังเป็นจริงเดี๋ยวนี้ ก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงที่เป็นอริยสัจจธรรมได้

~ ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจความจริงยิ่งขึ้น คิดว่า หนทางอื่น ทำอย่างอื่น แล้วจะรู้ความจริงที่กำลังเกิดดับขณะนี้ ถูกหรือผิด? (ผิด) ความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคง จะป้องกันไม่ให้ไปในทางที่ผิด เพราะเหตุว่า สังสารวัฏฏ์ต้องมีต่อไปอีกนานมาก แต่ความเข้าใจธรรมที่ปลูกฝังแล้วก็มั่นคง ที่จะรู้ว่าอะไรผิด แล้วก็ไม่ไปตามทางที่ผิด


~
ความเห็นถูกซึ่งเป็นปัญญา สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ต้องอาศัยความมั่นคงของความเข้าใจว่า อะไรถูก อะไรผิด เป็นสัจจบารมี

~ คนที่ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจ สะสมมาแล้วที่จะรู้ความจริง ท่านพระสารีบุตรฟังท่านพระอัสสชิรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ไปสำนักไหน? นอกจากไปตรงที่มีคำที่แสดงความจริงให้เข้าใจได้ ไม่ต้องเป็นสำนักโน้นสำนักนี้เลย ตรงไหนก็ได้ ที่ตรงนั้นเป็นที่ที่คนนั้นอยู่แล้วก็รู้ความจริงเข้าใจความจริงได้

~ ที่เทวโลกมีสำนักปฏิบัติไหม? เทวดาทั้งหลาย ฟังธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรม

~ ต้องมีความเข้าใจถูกตั้งแต่ต้น หมดจดจริงๆ จึงสามารถที่จะเข้าใจธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไปได้

~ คนที่ไปสำนักปฏิบัติรู้ไหม ว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรม?

~ ถ้ารู้จักธรรม จะไปสำนักปฏิบัติไหม? เพราะฉะนั้น คนที่ไปสำนักปฏิบัติ รู้จักธรรมหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น เป็นคนตรง ถ้ารู้ว่าผิด ต้องทิ้ง ถ้าไม่ทิ้งก็ผิดต่อไป

~ คนที่ไม่เข้าใจธรรม บวชไหม? คนที่ไม่เข้าใจธรรม บวชทำไม?

~ ท่านอนาถบิณฑิกะ ฟังธรรม เป็นพระโสดาบัน ทำไมไม่บวช แล้วคนที่ฟังธรรมแล้วบวช ต่างกันตรงไหน? ทำไมบางคนบวช ทำไมบางคนไม่บวช เพราะอะไร?

~ ละซึ่งชีวิตคฤหัสถ์ทั้งหมด แล้วจึงบวช ถ้าไม่ละชีวิตคฤหัสถ์ เป็นพระไม่ได้ ไม่ใช่พระ

~ คนที่สามารถรู้ความจริงดับกิเลสเป็นพระอนาคามีบุคคล ไม่บวช ก็มี

~ ถ้าไม่เข้าใจ ว่า "เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริงและปัญญาความเข้าใจถูกอาศัยการฟังและไตร่ตรอง จึงสามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม" แล้วไปสำนักปฏิบัติ ไปทำอะไร และรู้อะไร?

~ ไม่ต้องบวช ไม่ต้องไปสำนักปฏิบัติ สิ่งที่มีจริง ก็คือ เดี๋ยวนี้ใช่ไหม?

~ เมื่อจะพูดถึงสำนักปฏิบัติ ต้องรู้ว่าสำนักปฏิบัติคืออะไร และสำนักปฏิบัติทำอะไร และสำนักปฏิบัติสามารถทำให้เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ได้หรือเปล่า? เพราะฉะนั้น เข้าใจมั่นคงหรือยังว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีสำนักปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจธรรมจริงๆ ไม่มีสำนักปฏิบัติแน่นอน เพราะมีธรรมเดี๋ยวนี้ เข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ได้ รู้แจ้งธรรมเดี๋ยวนี้ได้ ที่ไหนก็ได้ เมื่อมีปัจจัยพร้อม คือ สามารถที่จะอบรมความเข้าใจที่จะรู้ความจริง ว่า เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา

~ คนที่มีปัญญาที่จะอบรมปัญญาในเพศบรรพชิต เพราะเข้าใจการสะสมของตนเอง รู้ว่า การบวชทั้งหมด เพื่อเข้าใจธรรม เพื่อละความติดข้อง

~ คนที่มีความเข้าใจมั่นคงที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ต้องศึกษาธรรม เพื่อละความไม่รู้และขัดเกลากิเลสโดยประพฤติตามพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติแล้ว เพื่อการละคลายกิเลส

~ พระภิกษุรับเงินทองไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นภิกษุรับเงินทอง จะเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยที่จะขัดเกลากิเลสหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น บวชเป็นพระภิกษุ เพื่อขัดเกลากิเลสด้วยการศึกษาธรรมด้วยความเคารพที่จะต้องเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น ภิกษุที่มีสำนักปฏิบัติ รู้จักธรรมหรือเปล่า? รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า? เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?

~ ปัญญาเห็นประโยชน์ของความเข้าใจถูกอย่างยิ่ง จึงสามารถที่จะทำทุกอย่างให้คนอื่นได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริงด้วย เพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

~ ถ้าเข้าใจผิด พูดสิ่งที่ผิด จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้ฟังไหมหรือเป็นโทษอย่างยิ่ง?

~ คนที่ไม่เข้าใจความจริง พูดสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด

~ พร้อมที่จะเป็นคนตรง เข้าใจความจริง เห็นประโยชน์ของการรู้ความจริงที่ถูกต้อง จะทำให้เขาสามารถที่จะเห็นประโยชน์สำคัญที่สุดของการเกิดมาไม่ว่าในชาติไหน ขณะนี้กำลังเริ่มเข้าใจความจริง เพราะฉะนั้น มั่นคงที่จะเข้าใจความจริงต่อไปทุกชาติ

~ เมื่อมีปัญญาที่เห็นถูกต้อง อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ ความชั่วทั้งหมดมาจากความไม่รู้ เป็นโทษอย่างยิ่ง ความค่อยๆ เข้าใจความจริงจะทำให้ไม่ทำสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นการขัดเกลากิเลสซึ่งสามารถที่จะค่อยๆ มั่นคงขึ้นได้ในคุณความดี นี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่าที่กล่าวให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะเหตุว่า การรู้ความจริงเท่านั้นที่จะทำให้ความไม่รู้ค่อยๆ ลดน้อยลงและความไม่ดีทั้งหลายก็ค่อยๆ ลดน้อยลงด้วย นี่เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งที่ทรงอนุเคราะห์ด้วยคำที่ทำให้เริ่มเข้าใจความจริงถึง ๔๕ พรรษา แสดงว่าเป็นสิ่งที่รู้ยาก แต่จะค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจและเริ่มรู้จักพระองค์ได้

~ มีอะไรที่มีประโยชน์และมีคุณค่ากว่าความเข้าใจสิ่งที่กำลังนี้เดี๋ยวนี้หรือไม่? เพราะฉะนั้น จึงศึกษาทั้งพระธรรมและพระวินัย เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส และรู้ว่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไร ซึ่งเป็นความจริงทุกขณะ

~ ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมวินัย จะรู้ไหม ว่า สำนักปฏิบัติ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้ที่เป็นพระภิกษุจริงๆ ต้องสละเพศคฤหัสถ์ ขัดเกลากิเลสด้วยการศึกษาพระธรรม ด้วยความเคารพและประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทั้งหมด อย่าลืมว่า ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา แต่ความเห็นที่ถูกต้อง เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีจริง ซึ่งตรงต่อความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ทุกคำที่เกิดจากปัญญา ไม่ผิด


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของคุณสุคิน ผู้แปลการสนทนา
จากภาษาไทยเป็นภาษาฮินดี
และยินดีในความดีของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เมตตา
วันที่ 23 เม.ย. 2565

    ...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของคุณสุคิน ผู้แปลการสนทนาจากภาษาไทยเป็นภาษาฮินดี

ยินดีในความดีของ อ.คําปั่น
และยินดีในความดีของทุกๆ ท่านค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
swanjariya
วันที่ 23 เม.ย. 2565

กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบยินดีในกุศลของคุณสุคินและทุกท่าน

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
chatchai.k
วันที่ 23 เม.ย. 2565

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
petsin.90
วันที่ 23 เม.ย. 2565

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปาริชาตะ
วันที่ 23 เม.ย. 2565

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
tim7755tim
วันที่ 23 เม.ย. 2565

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กราบอนุโมทนากุศลธรรมค่ะท่านอาจารย์และกัลยาณมิตรทุกท่าน

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
มังกรทอง
วันที่ 23 เม.ย. 2565

ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ไพรศรี
วันที่ 23 เม.ย. 2565

อนุโมทนาสาธุครับ.

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Sea
วันที่ 23 เม.ย. 2565

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง กราบขอบพระคุณอาจารย์คำปั่น และกราบอนุโมทนาในความดีของคุณสุคินผู้แปลการสนทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เข้าใจ
วันที่ 24 เม.ย. 2565

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
Jans
วันที่ 24 เม.ย. 2565

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Thanapolb
วันที่ 24 เม.ย. 2565

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

และยินดีในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่น

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Lai
วันที่ 24 เม.ย. 2565

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น

กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ด้วยความเคารพ และอนุโมทนา ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
jaturong
วันที่ 25 เม.ย. 2565

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
tim7755tim
วันที่ 26 เม.ย. 2565

ขอนอบน้อมแด่พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ