พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

๔. วิเวกกถา ว่าด้วยศีลและวิเวก

 
บ้านธัมมะ
วันที่  26 พ.ย. 2564
หมายเลข  40977
อ่าน  1,194

[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 780

ปัญญาวรรค

๔. วิเวกกถา

ว่าด้วยศีลและวิเวก หน้า 780

อรรถกถาวิเวกกถา หน้า 786

อรรถกถามัคคังคนิเทศ หน้า 788


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]


  ข้อความที่ 1  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 780

ปัญญาวรรค

วิเวกกถา

ว่าด้วยศีลและวิเวก

สาวัตถีนิทาน

[๗๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.

[๗๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล

 
  ข้อความที่ 2  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 781

อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย.

[๗๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ฯ เจริญสัมมาสมาธิอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ สัมมาสังกัปปะ ฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒.

[๗๐๔] สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน.

วิเวก ๕ คือวิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นที่ดับ คือนิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้.

[๗๐๕] สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน.

วิราคะ ๕ คือวิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะ ปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญ

 
  ข้อความที่ 3  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 782

ปฐมฌาน ๑ ฯ นิสสรณวิราคะเป็นที่ดับ คือนิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้.

[๗๐๖] สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน.

นิโรธ ๕ คือวิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ฯ นิสสรณนิโรธเป็นที่ดับ คือนิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้.

[๗๐๗] สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เป็นไฉน.

ความสละ ๕ คือวิกขัมภนโวสสัคคะ ตทังคโวสสัคคะ สมุจเฉทโวสสัคคะ ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ นิสสรณโวสสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ฯ นิสสรณโวสสัคคะเป็นนิโรธ คือนิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้.

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ (๑) เหล่านี้.

[๗๐๘] สัมมาสังกัปปะ ฯ สัมมาวาจา ฯ สัมมากัมมันตะ ฯ สัมมาอาชีวะ ฯ สัมมาวายามะ ฯ สัมมาสติ ฯ.

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน.

วิเวก ๕ คือวิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวก


(๑) นิสัย ๑๒ คือเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก วิราคะ นิโรธ และความสละ.

 
  ข้อความที่ 4  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 783

ในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือนิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้.

[๗๐๙] สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน.

วิราคะ ๕ คือวิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะ ปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ฯ นิสสรณวิราคะเป็นนิโรธ คือนิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้.

[๗๑๐] สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน.

นิโรธ ๕ คือวิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ฯ ปฏิปัสสัทธินิโรธในขณะผล ๑ นิสสรณนิโรธเป็นอมตธาตุ ๑ สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นอยู่ด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้.

[๗๑๑] สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เป็นไฉน.

ความสละ ๕ คือวิกขัมภนโวสสัคคะ ตทังคโวสสัคคะ สมุจเฉทโวสสัคคะ ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ นิสสรณโวสสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ความสละในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทโวสสัคคะของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรค

 
  ข้อความที่ 5  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 784

อันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะในขณะผล ๑ นิสสรณโวสัคคะ เป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิด ฉันทะน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้.

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มี นิสัย ๑๒ เหล่านี้.

[๗๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯ ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ ฯ ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่งพละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ฯ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย.

[๗๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายอย่างไร.

 
  ข้อความที่ 6  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 785

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เจริญวิริยินทรีย์ ฯ เจริญสตินทรีย์ ฯ เจริญสมาธินทรีย์ ฯ เจริญปัญญินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ วิริยินทรีย์ ฯ สตินทรีย์ ฯ สมาธินทรีย์ ฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒.

[๗๑๔] สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน.

วิเวก ๕ คือวิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวกของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือนิพพาน ๑ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้ ฯ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ วิริยินทรีย์ ฯ สตินทรีย์ ฯ สมาธินทรีย์ ฯ.

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน.

วิเวก ๕ คือวิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก ฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ ฉะนี้แล.

จบวิเวกกถา

 
  ข้อความที่ 7  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 786

อรรถกถาวิเวกกถา

บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิเวกกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระสารีบุตรเถระแสดงอาการละ ในลำดับแห่งอภิสมยกถามีการละเป็นที่สุด.

พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อน บทว่า เย เกจิ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นบทรวมยอด (เป็นคำกำหนด) ไม่มีเหลือ.

บทว่า พลกรณียา (ทำด้วยกำลัง) คือพึงทำด้วยกำลังขาและแขน.

บทว่า กมฺมนฺตา (การงาน) คือการงานมีการวิ่ง การกระโดด การไถและหว่านเป็นต้น.

บทว่า กยีรนฺติ (ต้องทำ) คืออันผู้มีกำลังต้องทำ.

บทว่า สีลํ นิสฺสาย (อาศัยศีล) คือทำจตุปาริสุทธิศีลให้เป็นที่อาศัย.

บทว่า ภาเวติ (ย่อมเจริญ) ในที่นี้ ท่านประสงค์เอามรรคภาวนาอันเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ เพราะผู้มีศีลขาดแล้วไม่มีมรรคภาวนา (เจริญภาวนาไม่ขึ้น).

บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ (อาศัยวิเวก) คืออาศัยตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก นิสสรณวิเวก.

บทว่า วิเวโก คือความสงัด จริงอยู่ พระโยคาวจรประกอบด้วยอริยมรรคภาวนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ย่อมเจริญอริยมรรค อันอาศัยตทังควิเวกโดยกิจ อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัธยาศัย ในขณะแห่งมรรค ย่อมเจริญอริยมรรค อันอาศัยสมุจเฉทวิเวกโดยกิจ อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์ ในการ วิราคนิสฺสิตํ (อาศัยวิราคะ) เป็นต้นก็มีนัยนี้ จริงอยู่ วิเวกนั่นแหละ ชื่อว่า วิราคะ ด้วยอรรถว่า คลายกำหนัด ชื่อว่า นิโรธ ด้วยอรรถว่า ดับ ชื่อว่า โวสสัคคะ (ความสละ) ด้วยอรรถว่า สละ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิเวก เพราะสงัดจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า วิราคะ เพราะคลายจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า นิโรธ เพราะดับกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า

 
  ข้อความที่ 8  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 787

โวสสัคคะ เพราะสละกิเลสทั้งหลาย คือสลัดกิเลสทั้งหลาย และเพราะปล่อยจิตไปในนิพพาน อนึ่ง โวสสัคคะมี ๒ อย่าง คือปริจจาคโวสสัคคะ (ปล่อยด้วยการสละ) และปักขันทนโวสสัคคะ (ปล่อยด้วยการแล่นไป).

ในโวสสัคคะ ๒ อย่างนั้น การละกิเลสด้วยตทังคะ (ตทังคปหาน) ในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค ชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ แม้ทั้งสองนั้น ก็สมควรในนัยแห่งการพรรณนาความอันเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระนี้ เป็นความจริงอย่างนั้น ธรรมแต่ละอย่างมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ธรรมนี้อย่างหนึ่งๆ ย่อมสละกิเลสโดยประการตามที่กล่าวแล้ว และย่อมแล่นไปสู่นิพพาน.

บทว่า โวสฺสคฺคปริณามิํ (น้อมไปในความสละ) ท่านอธิบายว่า น้อมไป โน้มไป อบรม บ่มให้แก่กล้าเพื่อความสละ ด้วยคำทั้งสิ้นนี้ ภิกษุผู้ขวนขวายอริยมรรคภาวนานี้ ย่อมเจริญอริยมรรคนั้นโดยประการที่ธรรมหนึ่งๆ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ย่อมอบรมและบ่มให้แก่กล้าเพื่อปล่อยด้วยการสละกิเลส และเพื่อปล่อย (สละ) ให้แล่นไปสู่นิพพาน.

ในบทว่า พีชคามภูตคามา (พืชคามและภูตคาม) นี้ มีอธิบายว่า พืช ๕ อย่าง คือพืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากผล (พม่า. พืชจากข้อ) ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืช (กลุ่มพืช) ชื่อว่า พีชคาม ก็พืชนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า ภูตคาม จำเดิมแต่ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว อธิบายว่า รวมรากหน่อสีเขียวของภูตคามที่เกิดแล้ว (อธิบายว่า กลุ่มหน่อเขียวที่มีรากงอก เกิดแล้ว เป็นแล้ว) อาจารย์บางคนกล่าวว่า เมื่อมีเทวดาหวงแหน ย่อมเป็นพืชตั้งแต่เวลามีหน่อสีเขียว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภูตคาม เพราะเป็นบ้านของภูต คือเทวดาเหล่านั้น.

บทว่า วุฑฺฒิํ (ความเจริญ) คือเจริญด้วยหน่อเป็นต้น.

บทว่า วิรุฬฺหิํ (งอกงาม) คืองอกงามด้วยลำต้นเป็นต้น.

บทว่า เวปุลฺลํ (ไพบูลย์) คือไพบูลย์ด้วยดอกเป็นต้น.

 
  ข้อความที่ 9  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 788

อนึ่ง ในทางธรรม บทว่า วุฑฺฒิํ คือเจริญด้วยความประพฤติธรรมที่ยังไม่เคยประพฤติ บทว่า วิรุฬฺหิํ คืองอกงามด้วยการทำกิจให้สำเร็จ บทว่า เวปุลฺลํ คือความไพบูลย์ด้วยสำเร็จกิจแล้ว ปาฐะว่า วิปุลฺลตฺตํ คือความเป็นผู้ไพบูลย์ ก็มี.

อีกอย่างหนึ่ง บท ๓ เหล่านี้ ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา.

อรรถกถามัคคังคนิเทศ

พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้.

บทว่า สมฺมาทิฏฺิยา (สัมมาทิฏฐิ) เป็นฉัฏฐีวิภัตติ แห่งสัมมาทิฏฐิอันเป็นไปอยู่ จากการประกอบตามสมควร และจากอารมณ์ในฌาน วิปัสสนา มรรค ผล และนิพพาน และในจิตอันสัมปยุตด้วยโลกิยวิรัติ คือแห่งสัมมาทิฏฐิที่เป็นอันเดียวกันโดยเป็นสามัญลักษณะ.

บทว่า วิกฺขมฺภนวิเวโก (วิเวกในการข่ม) วิกขัมภนวิเวก คือความสงัดด้วยการข่มไว้ ด้วยการทำให้ไกล แห่งอะไร แห่งนิวรณ์ทั้งหลาย.

บทมีอาทิว่า ปมชฺฌานํ ภาวยโต (เจริญปฐมฌาน) ท่านกล่าวถึงปฐมฌานด้วยการข่มไว้ เมื่อท่านกล่าวถึงปฐมฌานนั้นก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ฌานที่เหลือด้วยเหมือนกัน ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิวิเวก เพราะมีสัมมาทิฏฐิแม้ในฌานทั้งหลาย.

บทว่า ตทงฺควิเวโก (วิเวกด้วยการละในองค์นั้นๆ) คือความสงัดด้วยวิปัสสนาญาณนั้นๆ.

บทว่า ทิฏฺิคตานํ (ทิฏฐิทั้งหลาย) ท่านกล่าวว่า ทิฏฐิวิเวก (ความสงัดจากทิฏฐิ) เพราะทิฏฐิวิเวกทำได้ยาก และเพราะเป็นประธาน เมื่อท่านกล่าวถึงทิฏฐิวิเวกก็เป็นอันกล่าวแม้วิเวกมีนิจจสัญญาเป็นต้น.

บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธิํ (สมาธิอันเป็นส่วนแห่ง

 
  ข้อความที่ 10  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 789

การทำลายกิเลส) คือสมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา.

บทว่า สมุจฺเฉทวิเวโก (สมุจเฉทวิเวก) คือความสงัดด้วยการตัดขาดกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า โลกุตฺตรํ ขยคามิํ มคฺคํ (โลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป) คือโลกุตรมรรคอันให้ถึงนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไป.

บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก (ปฏิปัสสัทธิวิเวก) คือความสงัดในการสงบกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า นิสฺสรณวิเวโก (นิสสรณวิเวก) คือความสงัดสังขารอันเป็นการนำสังขตธรรมทั้งหมดออกไป (อันเป็นการสลัดออกจากสังขตธรรมทั้งหมด).

บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ (ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ) คือเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น.

บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต (น้อมใจไปด้วยศรัทธา) คือเป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น.

บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺิตํ (มีจิตตั้งมั่นด้วยดี) คือจิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี คือมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น.

ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่า เป็นที่อาศัย เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านกล่าวสมาธิว่า มีจิตตั้งมั่นด้วยดี แม้ในวิราคะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวารดังต่อไปนี้.

ท่านแสดงคำปริยายอื่นจากนิโรธศัพท์ แล้วกล่าวว่า อมตา ธาตุ (อมตธาตุ) พึงทราบในบทที่เหลือต่อไป บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ (เป็นที่ดับ คือนิพพาน) แม้ในบททั้งสองก็เป็นนิพพานเหมือนกัน.

บทว่า ทฺวาทส นิสฺสยา (มีนิสัย ๑๒) คือทำฉันทะ สัทธา จิต อย่างละ ๓ ให้อย่างหนึ่งๆ เป็น ๔ อย่าง มีวิเวกเป็นต้น รวมเป็นนิสัย ๑๒.

แม้สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ก็พึงทราบการประกอบความโดยนัยนี้เหมือนกัน อนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงวิรัติอันเป็นไปอยู่ ด้วยสามารถส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายแห่งฌาน

 
  ข้อความที่ 11  
 
บ้านธัมมะ
วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 790

และวิปัสสนา เพราะไม่มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ในขณะแห่งฌานและในขณะแห่งวิปัสสนา ทำฌานและวิปัสสนาให้อาศัยกัน.

อนึ่ง พึงทราบว่า วิเวก วิราคะ นิโรธ และปฏินิสสัคคะแห่งนิวรณ์และทิฏฐิทั้งหลาย ชื่อว่า วิเวกเป็นต้นแห่งวิรัติทั้งหลายอันเป็นอยู่อย่างนั้น เหมือนที่ตรัสไว้ในอัฏฐกนิบาตว่า ดูก่อนภิกษุ แต่นั้นเธอพึงเจริญสมาธินี้ พร้อมด้วยวิตก พร้อมด้วยวิจาร พึงเจริญ (สมาธิ) แม้เพียงวิจารไม่มีวิตก พึงเจริญแม้ไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจาร พึงเจริญพร้อมด้วยปีติ พึงเจริญแม้ไม่มีปีติ พึงเจริญแม้สหรคตด้วยความพอใจ (ความสำราญ) พึงเจริญแม้สหรคตด้วยอุเบกขา.

ท่านกล่าวเมตตาเป็นต้น และกายานุปัสสนาเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งสมาธิอันเป็นมูลภายในของตน ดุจกล่าวถึงจตุกฌาน (ฌานหมวด ๔) และปัญจกฌาน (ฌานหมวด ๕) แม้ในบทนี้ ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงวิรัติด้วยอำนาจส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเพียงพยัญชนฉายา (เงาแห่งพยัญชนะ) จึงไม่ควรกล่าวตู่ เพราะพระพุทธพจน์ลึกซึ้งมาก พึงเข้าไปหาอาจารย์แล้วเรียนเอาโดยความประสงค์ (เรียนเอาจากคำอธิบาย).

แม้ในโพชฌังควาระ พลวาระและอินทริยวาระ ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล.

จบอรรถกถามัคคังคนิเทศ

จบอรรถกถาวิเวกกถา