๓. อภิสมยกถา ว่าด้วยความตรัสรู้
[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 770
ปัญญาวรรค
๓. อภิสมยกถา
ว่าด้วยความตรัสรู้ หน้า 770
อรรถกถาอภิสมยกถา หน้า 775
อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 770
ปัญญาวรรค
อภิสมยกถา
ว่าด้วยความตรัสรู้
[๖๙๕] คำว่า ความตรัสรู้ ความว่า ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยญาณ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกามาวจรจิตและญาณซิ ย่อมตรัสรู้ด้วยกามาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณไม่ได้ (แต่) ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะโลกุตรมรรค.
[๖๙๖] ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะแห่งโลกุตรมรรคอย่างไร.
ในขณะโลกุตรมรรค จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งญาณ จิตอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น มีนิโรธเป็นโคจร ญาณเป็นใหญ่
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 771
ในการเห็น และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งจิต ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น มีนิโรธเป็นโคจร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและด้วยญาณในขณะแห่งโลกุตรมรรคอย่างนี้.
[๖๙๗] ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ.
ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโลกุตรมรรค ความตรัสรู้ด้วยความเห็น (เป็นทัสสนะ) เป็นสัมมาทิฏฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริ (ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) เป็นสัมมาสังกัปปะ ความตรัสรู้ด้วยความกำหนด (ความกำหนดถือ) เป็นสัมมาวาจา ความตรัสรู้ด้วยความเป็นสมุฏฐาน (สภาพที่ตั้งขึ้น) เป็นสัมมากัมมันตะ ความตรัสรู้ด้วยความขาวผ่อง (ผ่องแผ้ว) เป็นสัมมาอาชีวะ ความตรัสรู้ที่เป็นความประคองไว้เป็นสัมมาวายามะ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่น (เป็นความปรากฏ) เป็นสัมมาสติ ความตรัสรู้ด้วยความไม่ฟุ้งซ่านเป็นสัมมาสมาธิ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่น (เป็นความปรากฏ) เป็นสติสัมโพชฌงค์ ฯ ความตรัสรู้ด้วยการพิจารณาหาทางเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นสัทธาพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้านเป็นวิริยะพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความประมาทเป็นสติพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะเป็นสมาธิพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในอวิชชาเป็นปัญญาพละ ความตรัสรู้ด้วยความน้อมใจเชื่อเป็นสัทธินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความประคองไว้เป็นวิริยินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่น (ความปรากฏ) เป็นสตินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่ฟุ้งซ่านเป็นสมาธินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความเห็น (เป็นทัสสนะ) เป็นปัญญินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยอินทรีย์ด้วยความว่า เป็นใหญ่ ความตรัสรู้ด้วยพละด้วยความว่า ไม่หวั่นไหว ความตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ด้วยความว่า นำออก ความตรัสรู้ด้วยมรรคด้วยความว่า เป็นเหตุ ความตรัสรู้ด้วยสติปัฏฐานด้วยความว่า ตั้งสติมั่น (ปรากฏ) ความตรัสรู้ด้วยสัมมัปปธานด้วยความว่า ตั้งไว้ ความตรัสรู้ด้วยอิทธิบาทด้วยความว่า ให้สำเร็จ ความตรัสรู้
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 772
สัจจะด้วยความว่า เป็นของแท้ ความตรัสรู้ด้วยสมถะด้วยความว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ความตรัสรู้ด้วยวิปัสสนาด้วยความว่า พิจารณาเห็น ความตรัสรู้ด้วยสมถะและวิปัสสนาด้วยความว่า มีกิจเป็นอันเดียวกัน ความตรัสรู้ด้วยธรรมคู่กันด้วยความว่า ไม่ล่วงเกินกัน ความตรัสรู้ด้วยศีลวิสุทธิด้วยความว่า สำรวม ความตรัสรู้ด้วยจิตตวิสุทธิด้วยความว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ความตรัสรู้ด้วยทิฏฐิวิสุทธิด้วยความว่า เห็น ความตรัสรู้ด้วยอธิโมกข์ด้วยความว่า หลุดพ้น ความตรัสรู้ด้วยวิชชาด้วยความว่า แทงตลอด ความตรัสรู้ด้วยวิมุตติด้วยความว่า บริจาค (สละ) ความตรัสรู้ด้วยญาณในความสิ้นไปด้วยความว่า ตัดขาด ความตรัสรู้ด้วยฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นมูลเหตุ ความตรัสรู้ด้วยมนสิการเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นสมุฏฐาน (สภาพที่ตั้งขึ้น) ผัสสะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่รวม เวทนาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่ประชุม สมาธิเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นประธาน สติเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นใหญ่ ปัญญาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิมุตติเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นสารธรรม นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่สุด.
[๖๙๘] ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ.
ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติมรรค ความตรัสรู้ด้วยความเห็น (ที่เป็นทัสสนะ) เป็นสัมมาทิฏฐิ ฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่สุด.
ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ.
ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติผล ความตรัสรู้ด้วยความเห็น (ที่เป็นทัสสนะ) เป็นสัมมาทิฏฐิ ฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้นเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า ระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นมูลเหตุ ฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่สุด.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 773
ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ.
ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะสกทาคามิมรรค ฯ ในขณะสกทาคามิผล ในขณะอนาคามิมรรค ในขณะอนาคามิผล ในขณะอรหัตมรรค ในขณะอรหัตผล ความตรัสรู้ด้วยความเห็น (ทัสสนะ) เป็นสัมมาทิฏฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริ (ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์) เป็นสัมมาสังกัปปะ ฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้นเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า ระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นมูลเหตุ ฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่า เป็นที่สุด บุคคลนี้นั้นย่อมละได้ซึ่งกิเลสทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน.
[๖๙๙] คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีต ความว่า บุคคลย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ทำกิเลสที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ทำกิเลสที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำกิเลสที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ทำกิเลสที่หมดแล้วให้หมดไป ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็นอดีต หาได้ไม่.
คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคต ความว่า บุคคลย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ละกิเลสที่ยังไม่เกิด ละกิเลสที่ยังไม่บังเกิด ละกิเลสที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ละกิเลสที่ยังไม่ปรากฏ ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็นอนาคต หาได้ไม่.
คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบัน ความว่า บุคคลย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบันหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กำหนัดก็ละราคะได้ ผู้ขัดเคืองก็ละโทสะได้ ผู้หลงก็ละโมหะได้ ผู้มีมานะผูกพันก็ละมานะได้ ผู้ถือผิดก็ละทิฏฐิได้ ผู้ถึงความฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะได้ ผู้ลังเลไม่แน่ใจก็ละวิจิกิจฉาได้ ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรงก็ละอนุสัยได้ ธรรมฝ่ายคำและธรรมฝ่ายขาวซึ่งเป็นคู่กันย่อมเป็นไป มรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลสนั้นก็มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต กิเลสที่เป็นอนาคต กิเลสที่เป็นปัจจุบัน หาได้ไม่.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 774
[๗๐๐] บุคคลย่อมละกิเลสที่เป็นอดีตหาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นอนาคตหาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันหาได้ไม่หรือ ถ้าอย่างนั้น มรรคภาวนาก็ไม่มี การทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี การละกิเลสก็ไม่มี ธรรมาภิสมัยก็ไม่มี.
หามิได้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การละกิเลสมีอยู่ ธรรมาภิสมัยมีอยู่ เหมือนอะไร เหมือนต้นไม้กำลังรุ่น ยังไม่เกิดผล บุรุษพึงตัดต้นไม้นั้นที่ราก ผลที่ยังไม่เกิดแห่งต้นไม้นั้น ก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิด ก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏเลย ฉันใด ความเกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในความเกิดขึ้นแล้ว จึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น กิเลสเหล่าใดพึงบังเกิดเพราะความเกิดขึ้นเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิด ก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏเลย ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุแห่งความเป็นไป เพราะเหตุแห่งสังขารเป็นนิมิต เพราะเหตุแห่งกรรม กรรมที่ประมวลมาเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในกรรมแล้ว จึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม กิเลสเหล่าใดพึงบังเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิด ก็ไม่บังเกิดเลย ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏ ก็ไม่ปรากฏเลย เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วยประการฉะนี้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การละกิเลสมีอยู่ ธรรมาภิสมัยมีอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอภิสมยกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 775
อรรถกถาอภิสมยกถา
บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังมิได้พรรณาแห่งอภิสมยกถา อันพระสารีบุตรเถระผู้แสดงอภิสมัยอันเป็นฤทธิ์อย่างยิ่งในลำดับแห่งอิทธิกถากล่าวแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิสมโย (ความตรัสรู้) คือถึงพร้อมด้วยธรรมเป็นประธานแห่งสัจจะทั้งหลาย อธิบายว่า แทงตลอด อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความตรัสรู้อรรถ.
บทว่า เกน อภิสเมติ (ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร) ท่านอธิบายไว้อย่างไร ท่านกล่าวความตรัสรู้ว่า ความตรัสรู้ เป็นรสนั้นใดในบทแห่งสูตรมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้แล เมื่อความตรัสรู้นั้นเป็นไปอยู่ บุคคลผู้ตรัสรู้ย่อมตรัสรู้สัจจะด้วยธรรมอะไร เป็นผู้มีธรรมเป็นประธานย่อมถึงพร้อม อธิบายว่า แทงตลอด นี้เป็นคำถามของผู้ท้วงก่อน.
บทว่า จิตฺเตน อภิสเมติ (ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต) คือแก้อย่างนั้นเพราะเว้นจิตเสียแล้วไม่มีความตรัสรู้.
บทมีอาทิว่า หญฺจิ (หากว่า) เป็นการท้วงอีก หญฺจิ แปลว่า ถ้าว่า (ผิว่า หรือ ยทิ) เพราะท่านกล่าวว่า ด้วยจิต ผู้ท้วงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เตนหิ อญฺญาณี อภิสเมติ (บุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ).
บทว่า น อญฺาณี อภิสเมติ (บุคคลผู้ไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้) คือปฏิเสธ เพราะไม่มีความตรัสรู้โดยเพียงจิตเท่านั้น.
บทว่า าเณน อภิสเมติ (ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยญาน) เป็นการรับรอง.
บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้ง เป็นการท้วงว่า ผู้ไม่มีความรู้ (ไม่มีญาณ) ย่อมตรัสรู้เพราะไม่มีจิตได้ซิ (ผู้ไม่มีญาณ ไม่มีจิต ย่อมตรัสรู้ได้ซิ) เพราะท่านกล่าวว่า าเณน (ด้วยญาณ).
บทว่า น อจิตฺตโก อภิสเมติ (บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้) เป็นการปฏิเสธ เพราะผู้ไม่มีจิตตรัสรู้ไม่ได้.
บทมีอาทิว่า จิตฺเตน จ (ด้วยจิต) เป็นการรับรอง.
บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้ง เป็นการท้วงด้วยอำนาจทั่วไปแห่งจิตและญาณทั้งหมด แม้ในการท้วงและการแก้ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 776
บทว่า กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ าเณน จ (ด้วยกัมมัสสกตาจิตและด้วยญาณ) คือด้วยจิตอันเป็นไปแล้วด้วยกัมมัสสกตา อย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน และด้วยญาณ.
บท สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ าเณน จ (ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและด้วยญาณ) คือด้วยจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนา กล่าวคือ สัจจานุโลมิกญาณ เพราะช่วย (เกื้อกูล) การแทงตลอดสัจจะและด้วยวิปัสสนาญาณ.
บทว่า กถํ (อย่างไร) เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเองตอบเอง) เหมือนอภิสมัย.
บทว่า อุปฺปาทาธิปเตยฺยํ (จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น) ได้แก่ เพราะเมื่อไม่มีจิตเกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เพราะจิตเป็นธรรมชาติยึดอารมณ์ เจตสิกก็เกิดพร้อมกับจิตนั้น เมื่อไม่มีอารมณ์จะยึด (เมื่อจิตไม่ยึดอารมณ์) จักเกิดได้อย่างไรเล่า แม้ในอภิธรรม ท่านก็จำแนกเจตสิกไว้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งจิตนั่นแหละ ฉะนั้น จิตจึงเป็นใหญ่ในการเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณ.
บทว่า าณสฺส (แห่งญาณ) คือแห่งมรรคญาณ.
บทว่า เหตุ ปจฺจโย จ (เป็นเหตุเป็นปัจจัย) คือเป็นเหตุให้เกิดและเป็นปัจจัยอุปถัมภ์.
บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ (อันสัมปยุตด้วยญาณนั้น) คือจิตสัมปยุตด้วยญาณนั้น.
บทว่า นิโรธโคจรํ (มีนิโรธเป็นโคจร) คือมีนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ (ญาณเป็นใหญ่ในการเห็น) คือเป็นใหญ่ในการเห็นนิพพานและในกิจแห่งการเห็นสิ่งที่เหลือ (๑).
บทว่า จิตฺตสฺส (แห่งจิต) คือแห่งจิตสัมปยุตด้วยมรรค.
บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ (อันสัมปยุตด้วยจิตนั้น) คือญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น (อันประกอบด้วยจิตนั้น).
เพราะปริยายแม้นี้ มิใช่ความตรัสรู้ด้วยจิตและญาณเท่านั้น ที่แท้ธรรม คือจิตและเจตสิกอันสัมปยุตด้วยมรรค แม้ทั้งหมดชื่อว่า เป็นความตรัสรู้ด้วยอำนาจยังกิจ คือความตรัสรู้สัจจะ ให้สำเร็จ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงปริยายแม้นั้น จึงถามว่า กินฺนุ เอตฺตโกเจว อภิสมโย (ความตรัสรู้มีเท่านั้นหรือ) ปฏิเสธว่า น หิ (ไม่ใช่มีเท่านั้น) แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ (ในขณะแห่งโลกุตรมรรค).
(๑) พม่า. เป็นใหญ่ในการเห็นนิพพานเพราะไม่มีกิจแห่งการเห็นสิ่งที่เหลือ.
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 777
บทว่า ทสฺสนาภิสมโย (ความตรัสรู้ที่เป็นทัสสนะ) คือความตรัสรู้อันเป็นความเห็น แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า สจฺจา (สัจจะ) คือสัจจญาณ มรรคญาณนั่นแล ชื่อว่า วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นพระนิพพาน.
บทว่า วิโมกฺโข (วิโมกข์) คือมรรควิโมกข์.
บทว่า วิชฺชา (วิชชา) คือมรรคญาณนั้นแหละ.
บทว่า วิมุตฺติ (วิมุตติ) คือสมุจเฉทวิมุตติ.
นิพพาน ชื่อว่า อภิสมโย (ความตรัสรู้) เพราะตรัสรู้ ธรรมที่เหลือ ชื่อว่า อภิสมยา (ความตรัสรู้) เพราะเป็นเหตุตรัสรู้.
พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงจำแนกอภิสมัย (ความตรัสรู้) ด้วยมรรคและผล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กินฺนุ (หรือ) ดังนี้ อนึ่ง ในที่นี้ เพราะญาณย่อมไม่ได้ในความสิ้นไป ด้วยอรรถว่า ตัดขาดในขณะผล (อนึ่ง ในข้อนี้ ในขณะแห่งผล เพราะญาณในความสิ้นไป ด้วยอรรถว่า ตัดขาด ย่อมไม่มี) ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท าณํ (ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ด้วยอรรถว่า ระงับ) พึงทราบบทที่เหลือตามสมควร.
บัดนี้ เพราะเมื่อมีการละกิเลส ความตรัสรู้ก็ย่อมมีได้ และเมื่อมีความตรัสรู้การละกิเลสก็ย่อมมีได้ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ ประสงค์จะแสดงถึงการละกิเลส อันมีการท้วงเป็นเบื้องต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวายํ (บุคคลนี้นั้น) ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สฺวายํ (บุคคลนี้นั้น) คือพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคนี้นั้น คำ ๔ คำในบทนี้มี เอวํ (อย่างนี้) เป็นอาทิ เป็นการถามของผู้ท้วง.
บทนี้ว่า อตีเต กิเลเส ปชหติ (ละกิเลสที่เป็นอดีต) เป็นคำแก้เพื่อให้โอกาสแก่การท้วง.
บทว่า ขีณํ (กิเลสที่สิ้นไปแล้ว) คือสิ้นไปแล้วด้วยความดับ.
บทว่า นิรุทฺธํ (กิเลสที่ดับแล้ว) คือดับด้วยไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยสันดาน.
บทว่า วิคตํ (กิเลสที่ปราศไป) คือปราศไปจากขณะที่กำลังเป็นไปอยู่.
บทว่า วิคเมติ (ทำให้ปราศไป) คือให้ปราศไป.
บทว่า อตฺถงฺคตํ (กิเลสที่ถึงการดับไป กิเลสที่หมดแล้ว) คือถึงความไม่มี.
บทว่า อตฺถงฺคเมติ (ทำให้หมดไป) คือให้ถึงความไม่มี.
ครั้นแสดงโทษในข้อนั้นแล้ว พระเถระจึงกล่าวปฏิเสธว่า น อตีเต กิเลเส ปชหติ (บุคคลนั้นละกิเลสอันเป็นอดีต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 778
หาได้ไม่).
พึงทราบวินิจฉัยในคำท้วงกิเลสที่เป็นอนาคตต่อไป บทว่า อชาตํ (กิเลสที่ยังไม่เกิด * สิ่งที่ไม่เกิด) คือยังไม่เกิดขึ้น (ที่ไม่ถึงความเกิด).
บทว่า อนิพฺพตฺตํ (กิเลสที่ยังไม่บังเกิด * ไม่ปรากฏ ไม่ถึงพร้อม) คือกิเลสที่ยังไม่ถึงสภาวะ.
บทว่า อนุปฺปนฺนํ (กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น) คือยังไม่ปฏิบัติ (ไม่ดำเนินสูงขึ้น) ในอนาคตจำเดิมแต่เกิด.
บทว่า อปาตุภูตํ (กิเลสที่ยังไม่ปรากฏ) คือไม่ปรากฏแห่งจิตโดยความเป็นปัจจุบัน เมื่อละกิเลสที่เป็นอดีตและอนาคต ความพยายามไม่มีผลย่อมได้รับ (ความพยายามย่อมไร้ผล) เพราะไม่มีสิ่งที่ควรละ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธแม้ทั้งสองอย่าง.
บทว่า รตฺโต ราคํ ปชหติ (บุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะได้) คือบุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะนั้นได้ด้วยราคะที่กำลังเป็นไปอยู่ แม้ในกิเลสที่กำลังเป็นไปอยู่ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ถามคโต (ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรง) คือผู้ถึงสภาพมั่นคง.
บทว่า กณฺหสุกฺกา (ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว) คือธรรมที่เป็นอกุศลและกุศลซึ่งเป็นคู่กันกำลังเป็นไป คือย่อมถึงเสมอกัน เพราะฉะนั้น ความพยายามจึงไร้ผล.
บทว่า สงฺกิเลสิกา (มรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลส) คือเมื่อความหม่นหมองที่สัมปยุตกันมีอยู่ มรรคภาวนาที่ประกอบด้วยความหม่นหมอง ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อละกิเลสในปัจจุบันอย่างนี้ มรรคภาวนาอันเป็นความหม่นหมองย่อมมีได้ และความพยายามก็ไม่มีผล เพราะมีสิ่งที่ควรละกับความพยายาม เพราะยังไม่มีการแยกจิตออกจากกิเลสอันเป็นปัจจุบัน (เพราะว่า ขึ้นชื่อว่า กิเลสอันเป็นปัจจุบันที่วิปปยุตจากจิต ย่อมไม่มี).
บทว่า น หิ (ไม่มี หรือหามิได้) คือปฏิเสธคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ๔ ส่วน.
บทว่า อตฺถิ (มีอยู่) คือเป็นการรับรอง.
บทว่า ยถา กถํ วิย (เหมือนอะไร) เป็นการถาม เพื่อชี้ให้เห็นอุทาหรณ์แห่งความมี คือมีเหมือนโดยประการไร มีเหมือนอะไร อธิบายว่า มีราวกะอะไร.
บทว่า ยถาปิ (แม้ฉันใด) คือชื่อฉันใด.
บทว่า ตรุโณ รุกฺโข (ต้นไม้กำลังรุ่น) คือถือเอาต้นไม้รุ่นเพื่อจะได้ไห้ผล.
บทว่า อชาตผโล (ผลที่ยังไม่เกิด) คือแม้เมื่อยังมีการให้ผลอยู่ก็ฉวยเอาก่อนเวลาจากการได้ผล.
บทว่า ตเมนํ (ต้นไม้นั้น) คือต้นไม้
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 779
นั้น.
บทว่า เอนํ เป็นเพียงนิบาต หรือคือ ตํ เอตํ.
บทว่า มูลํ ฉินฺเทยฺย (พึงตัดราก) คือพึงตัดตั้งแต่ราก.
บทว่า อชาตผลา คือผลที่ยังไม่เกิด.
บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ.
ท่านกล่าวถึงการสืบต่อขันธ์อันเป็นปัจจุบัน แม้ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือการเกิด ๑ ความเป็นไป ๑ นิมิต ๑ การประมวล (กรรม) ๑ มรรคญาณใดๆ เกิดขึ้นในขันธสันดานใด ขันธสันดานนั้นย่อมไม่เป็นพืชของกิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณนั้นๆ เพราะขันธสันดานนั้นไม่เป็นพืช กิเลสนั้นๆ ที่มีขันธสันดานนั้นเป็นปัจจัยที่ยังไม่เกิดขึ้นนั่นแหละ ย่อมไม่เกิดขึ้น.
บทว่า อาทีนวํ ทิสฺวา (เห็นโทษ) คือเห็นโทษโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ท่านกล่าวถึงนิพพานเท่านั้นด้วยบท ๔ บท มีอาทิว่า อนุปฺปาโท (นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น).
บทว่า จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ (จิตแล่นไป) คือจิตสัมปยุตด้วยมรรค วย่อมแล่นไป.
บทว่า เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ (เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ) คือเพราะความไม่เกิดสันดานอันเป็นพืชของกิเลสทั้งหลายดับ ก็เป็นอันดับความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อันเป็นขันธ์ในอนาคต เพราะความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างนี้ดับ จึงเป็นอันดับความไม่เกิดแห่งทุกข์ด้วย พระสารีบุตรเถระกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ มคฺคภาวนา (มรรคภาวนามีอยู่) เพราะมีข้อยุติในการละกิเลส ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบกถาพิสดารแห่งการละกิเลสที่ท่านกล่าวแล้วว่า ด้วยคำนี้ว่า กิเลสที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด ท่านแสดงถึงอะไร ท่านแสดงถึงการละกิเลสทั้งหลายที่เป็นภูมิลัทธะ (กิเลสอันได้ภูมิเกิดขึ้นแล้ว * ภูมิอันได้แล้ว) ก็ภูมิที่ได้นั้นเป็นอดีตหรืออนาคตหรือ หรือเป็นปัจจุบัน กิเลสเหล่านั้น ก็ชื่อว่า ภูมิลัทธุปปันนะนั่นแหละ (เกิดขึ้นโดยได้ภูมิ มิใช่อดีต อนาคต หรือปัจจุบัน) โดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศแห่งสุตมยญาณกถา แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอภิสมยกถา

