การนั่งหลับตาจะทำให้เข้าใจพระธรรมได้อย่างไร
 
Bom
วันที่  11 เม.ย. 2550
หมายเลข  3399
อ่าน  1,304
ไม่น่าจะเข้าใจได้   แต่ทำไมคนส่วนมากจึงนิยมทำกันอย่างนั้นคับ

  ความคิดเห็น 1  
 
study
วันที่ 11 เม.ย. 2550


   การจะเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมคำสอน

โดยละเอียดจึงจะเริ่มเข้าใจได้ ถ้าเพียงไปนั่งหลับตาไม่อาจเข้าใจพระธรรมคำสอนได้

เพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรมอย่างละเอียดจึงไปทำตามๆ กันไปด้วยความไม่รู้  ผลคือการ

ไม่รู้ต่อไป


 

 
  ความคิดเห็น 2  
 
ใบโพธิ์อ่อน
วันที่ 11 เม.ย. 2550

เห็นด้วยกับความเห็นที่ ดีมากๆ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 11 เม.ย. 2550


   การจะเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ต้องอาศัยท่านอาจารย์ที่มีคุณธรรม

มีความรู้และศึกษาพระธรรมคำสอน มี 3   คือ ปริยัติ   คือ  จากการฟัง การอ่าน  ปฏิบัติ   คือ  ฟังแล้วเข้าใจสติปัฏฐานเกิด ปฏิเวธ   คือ  การบรรลุ  มรรค  ผล  นิพพาน   ต้องศึกษาไปตามลำดับค่ะ

 

 
  ความคิดเห็น 4  
 
แล้วเจอกัน
วันที่ 11 เม.ย. 2550

การนั่งหลับตาจะทำให้เข้าใจพระธรรมได้อย่างไร 

ไม่น่าจะเข้าใจได้  แต่ทำไมคนส่วนมากจึงนิยมทำกันอย่างนั้นคับ?

 
พระธรรมจึงเป็นศาสดาแทนพระองค์ คือการศึกษาธรรมจนเข้าใจ ธรรมนั้นแหละจะปฏิบัติหน้าที่ของเขาเอง  จึงชื่อว่าปฏิบัติธรรม  ลืมตาแต่ก็ปฏิบัติได้  เพราะ

ธัมมะปฏิบัติ และไม่เลือก(สติ)ที่จะเกิดเฉพาะตอนหลับตาครับ

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

 
  ความคิดเห็น 5  
 
ปุถุชนคนหนึ่ง
วันที่ 11 เม.ย. 2550
ขนาดลืมตายังไม่รู้เลย  แล้วหลับตาจะรู้อะไร???
 
  ความคิดเห็น 8  
 
Guest
วันที่ 12 เม.ย. 2550

G00475   สมถภาวนาไม่ใช่การทำสมาธิ

เนื้อหา


สมถภาวนาไม่ใช่การทำสมาธิ  สมาธิเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งได้แก่  เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง   เมื่อจิตฝักใฝ่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ   ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิก ก็ปรากฏเป็นสมาธิ คือ  ตั้งมั่นแน่วแน่  อยู่ที่อารมณ์ใด   อารมณ์หนึ่ง   เพียงอารมณ์เดียว เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตเป็นมิจฉาสมาธิ  เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเป็นสัมมาสมาธิ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 9  
 
Guest
วันที่ 12 เม.ย. 2550

Q00080   การปฏิบัติวิปัสสนาจำเป็นต้องฝึกสมาธิก่อนหรือไม่

เนื้อหา

การอบรมเจริญภาวนา   ทั้งการอบรมเจริญความสงบซึ่งเป็นสมถภาวนา และ

การอบรมเจริญปัญญาคือวิปัสสนาภาวนา ต้องอาศัยปัญญาจึงจะเจริญได้  เพราะ

เหตุว่า  ถ้าไม่รู้ลักษณะสภาพของจิตที่ต่างกันระหว่างกุศลจิตและอกุศลจิต  ก็ย่อม

จะเจริญสมถะ คือ ความสงบ หรือ วิปัสสนาไม่ได้

ฉะนั้น การอบรมเจริญความสงบของจิต  จึงต้องมีสติสัมปชัญญะที่สามารถ

รู้สภาพที่ต่างกันของกุศลจิตและอกุศลจิตในขณะนี้เสียก่อน   แล้วจึงจะอบรมเจริญ

กุศลที่เป็นความสงบหรือที่เป็นวิปัสสนาได้

ก่อนการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค ฯ ก็มีผู้ที่อบรมเจริญความสงบของจิตถึง

ขั้นอรูปฌานขั้นสูงสุด คือ ขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   แต่ไม่ใช่หนทางดับ

กิเลส ไม่ใช่หนทางดับทุกข์  การอบรมเจริญสมถภาวนา จึงเป็นการเจริญกุศลจิต

ซึ่งสงบจากอกุศล   จนจิตสงบมั่นคงเป็นสมาธิขั้นต่างๆ

เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ทรงตรัสรู้แล้ว  จึงทรงแสดง

พระธรรมเพื่ออนุเคราะห์บุคคลอื่น   ให้อบรมเจริญปัญญาจนสามารถรู้แจ้งอริยสัจจ

ธรรมดับกิเลสได้   การอบรมเจริญวิปัสสนา เป็นการอบรมเจริญปัญญาที่ดับกิเลส

ฉะนั้น  ผู้ที่อบรมเจริญวิปัสสนา  ทั้งในสมัยที่พระผู้มีพระภาค ฯ  ยังไม่ปรินิพพาน

ตลอดมาจนถึงสมัยนี้และทุกสมัย  จึงไม่จำเป็นต้อง อบรมเจริญสมถภาวนา ถึงขั้น

ของฌานจิต  แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เจริญกุศลขั้นสมถะ  เพราะเหตุว่า กุศล

ทุกขั้นควรเจริญ   กุศลขั้นทานก็ควรเจริญ  กุศลขั้นศีลก็ควรเจริญ  กุศลขั้นความ

สงบก็ควรเจริญ  คือ มีเมตตา  กรุณา  มุทิตาและอุเบกขาต่อบุคคลอื่น ระลึกถึงคุณ

ของพระผู้มีพระภาค คุณของพระธรรม  คุณของพระสงฆ์  ระลึกถึงคำสอนที่ทำให้

จิตใจพ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง  ในขณะนั้นก็เป็นกุศลขั้นความสงบ

เป็นการอบรมเจริญสมถะในชีวิตประจำวัน

เมื่อศึกษาโดยละเอียด   จะเห็นได้ว่า  การอบรมเจริญวิปัสสนานั้น  เป็นการ

อบรมเจริญปัญญาที่สามารถรู้ชัด   ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม  ที่กำลัง

ปรากฏในขณะนี้ คือ ขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดนึก   กำลังเป็นสุขเป็น

ทุกข์ในขณะนี้นั่นเอง

ฉะนั้นที่ถามว่า  การปฏิบัติวิปัสสนาจำเป็นจะต้องฝึกสมาธิก่อนหรือไม่  ก็ขอ

เรียนให้ทราบตามหลักมหาสติปัฎฐานสูตรว่า  ไม่จำเป็น  เพราะเหตุว่าเห็น  เป็น

สภาพธรรมที่มีจริง  ไม่ใช่สัตว์   ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน  เป็นอนัตตา

สติจะต้องระลึกจนกว่าจะรู้ชัดว่าได้ยินขณะนี้ก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นอนัตตา

สติจะต้องระลึกจนกว่าจะรู้ชัดว่า  ขณะที่กำลังคิดนึกไม่ใช่ตัวตน เป็นจิตที่กำลังคิด

เรื่องราวต่างๆ   จิตแต่ละขณะแต่ละประเภทเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เป็นอนิจจัง  ทุกขัง

อนัตตา สติจะต้องระลึกรู้จนกว่าปัญญาจะประจักษ์แจ้ง


 

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 10  
 
neo
neo
วันที่ 12 เม.ย. 2550

  แล้วไม่ใช่พระพุทธองค์หรือ  ที่เป็นเอกอัครบุรุษของโลก  ที่นั่งหลับตาแล้วได้

ทรงตรัสรู้เห็นแจ้งทุกสรรพสิ่ง  เพื่อแสดงธรรมอันประเสริฐให้มนุษย์ทั้งหลายที่ยังมี

อวิชชา ให้รู้จักหนทางดับทุกข์

  นัตถิ  สันติ  ปรมัง  สุขัง ความสุขอื่นใด ยิ่งไปกว่าความสงบนั้นไม่มี  เจริญพร

 
  ความคิดเห็น 11  
 
อิสระ
อิสระ
วันที่ 12 เม.ย. 2550

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 12  
 
kusala
วันที่ 13 เม.ย. 2550


ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นผู้รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง   พระองค์จะทรงลืมตาหรือ

หลับตาก็ทรงรู้แจ้งทุกอย่างด้วยปัญญา ส่วนปุถุชนจะหลับตาหรือลืมตาก็ยังไม่รู้ ปัญญา

เกิดจากการฟังธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่อาจรู้เองได้ด้วยการนั่ง

หลับตานานๆ   ยิ่งทำก็ยิ่งไม่รู้  เป็นการเสียเวลาเปล่าๆ นะครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ