พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคล
 
furita_6
furita_6
วันที่  16 ธ.ค. 2562
หมายเลข  31373
อ่าน  222

ขอเรียนสอบถามท่านอาจารย์ครับ

พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคล ทำไมถึงต้องเป็น ๔ คู่ ๘ บุคคล และ ๔ คู่ ๘ บุคคล หมายถึงท่านใดบ้างครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 ธ.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 พระอริยบุคคล  เป็นผู้ที่ประเสริฐ   สามารถดับกิเลสได้ ตามลำดับขั้น  ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ พระอรหันต์เท่านั้นที่เป็นผู้ที่ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้น ไม่มีเหลือ
พระอริยสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มี ๔ ระดับขั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และ พระอหันต์  เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน มีแต่สภาพธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป    ที่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ก็คือ ขณะที่มรรคจิต และ ผลจิต เกิดขึ้นเป็นไป นั้นเอง ครับ  เรียกตามขณะจิต  ได้  ๘  คือ มรรคจิต ๔ และ ผลจิต ๔   เมื่อมรรคจิต เกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นปัจจัยให้ผลจิต เกิดสืบต่อทันดี ไม่มีจิตอื่นคั่น   จึงกล่าวเรียกว่า พระอริยบุคคล ๔ คู่  ๘  บุคคล   

หมายความว่า   เมื่อนับโดยคู่ ได้ ๔ คู่ ได้แก่ 
โสดาปัตติมรรค   โสดาปัตติผล เป็นที่ ๑
สกทาคามิมรรค  สกทาคามิผล เป็นคู่ที่ ๒  
อนาคามิมรรค   อนาคามิผล เป็นคู่ที่ ๓  
อรหัตตมรรค  อรหัตตผล เป็นคู่ที่ ๔       

ถ้านับเรียงโดยบุคคลได้ ๘ บุคคล คือ
๑.โสดาปัตติมรรค  
๒.โสดาปัตติผล  
๓.สกทาคามิมรรค    
๔.สกทาคามิผล  
๕.อนาคามิมรรค  
๖.อนาคามิผล    
๗.อรหัตตมรรค  
๘.อรหัตตผล


ข้อความบางตอนจากคำบรรยายของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มีดังนี้ ครับ

"การให้ผลของโลกุตตรกุศลให้ผลทันที ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าเพราะกุศลและอกุศลอื่น ๆ ยังต้องรอภพชาติ เช่น ผู้อบรมเจริญสมถภาวนา และฌานจิตเกิด ยังไม่สามารถที่จะเป็นพรหมบุคคลในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่เวลาที่ฌานจิตไม่เสื่อม เกิดก่อนจุติจิต เมื่อจุติจิตดับ ทำให้ปฏิสนธิจิตที่เป็นรูปาวจรจิต ถ้าเป็นผลของรูปฌานกุศล หรือว่าอรูปาวจรจิตซึ่งเป็นวิบาก เป็นผลของอรูปาวจรกุศลเกิดขึ้นในรูปพรหมภูมิ หรือในอรูปพรหมภูมิ เป็นพรหมบุคคล
นั่นยังต้องคอยกาลเวลาที่จะให้ผล แต่กุศลประเภทเดียวซึ่งไม่คอยกาลที่จะให้ผลเลย คือ โลกุตรกุศล ทันทีที่โลกุตตรกุศลจิตดับ โลกุตตรวิบากจิตเกิดสืบต่อทันที ให้ผลโดยที่ไม่มีกาลระหว่างคั่นเลย ไม่ต้องทำปฏิสนธิกิจด้วยนะคะ สำหรับโลกุตตรวิบาก

เวลาที่โสตาปัตติมรรคจิตเกิดขึ้นดับกิเลส โสตาปัตติผลจิตเกิดต่อ มีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยสภาพที่ดับกิเลสแล้ว ในขณะที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นผลจิต นี่เป็นคู่ที่ ๑

ซึ่งใช้คำว่า พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคคล ก็ได้แก่ พระโสดาบันบุคคลซึ่งโสตาปัตติมรรคจิตเกิดแล้วดับไป โสตาปัตติผลจิตเกิดสืบต่อ นี่ก็เป็น ๑ คู่ ๒บุคคล

และเมื่ออบรมเจริญปัญญาต่อไป สกทาคามิมรรคจิตเกิดขึ้น ประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานอีกครั้งหนึ่ง ชั่วขณะจิตเดียวที่ดับกิเลส ตามขั้นของพระสกทาคามีบุคคล ดับไปแล้ว สกทาคามิผลจิต ซึ่งเป็นโลกุตรวิบากจิตเกิดสืบต่อ ประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน มีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยสภาพที่ดับกิเลสขั้นของสกทาคามีบุคคล

เมื่ออบรมเจริญปัญญาต่อไป โลกุตตรจิตซึ่งเป็นอนาคามิมรรคจิตเกิดขึ้นดับกิเลสตามขั้นของอนาคามีบุคคล เมื่ออนาคามมิมรรคจิตดับไป อนาคามิผลจิตก็เกิดต่อ

และเมื่ออบรมเจริญปัญญาต่อไป ก็จะบรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ โดยที่อรหัตตมรรคจิตเกิดขึ้นดับกิเลสที่เหลือทั้งหมด เพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะนั้น เมื่ออรหัตตมรรคจิตดับไปแล้ว อรหัตตผลจิตก็เกิดต่อมีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยสภาพที่ดับกิเลสทั้งหมดแล้ว เป็นพระอรหันตบุคคล

รวมเป็นพระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคล

แล้วเฉพาะจิต ๘ ดวงนี้ จำแนกเป็นโลกุตตรจิต เพราะเป็นจิตที่มีนิพพานเป็น
อารมณ์ และดับกิเลส"

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆท่านครับ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ