Print 
สิ่งใดผิด รีบทิ้ง สิ่งใดถูก รีบทำ
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  7 พ.ย. 2561
หมายเลข  30233
อ่าน  428

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



ประมวลสาระสำคัญ
จาการสนทนาธรรม
ที่โรงแรมชัยคณาธานี จ.พัทลุง
วันพุธที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑







 








~ฟังพระธรรมแล้ว  ก็จะเข้าใจว่าก่อนได้ฟัง เราไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนาตามที่เป็นพระพุทธศาสนาที่แท้จริง แต่ว่าเราจะมีพิธีกรรมต่างๆ ถ้าถามว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร สอนอะไร ก็ไม่มีใครที่จะสามารถตอบได้โดยละเอียด

~คำของผู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะไม่เหมือนกับคำของบุคคลอื่น แต่จะนำมาซึ่งแสงสว่างที่จะทำให้ค่อยๆเข้าใจสิ่งที่มีอยู่ในความมืด  เพราะว่า ขณะนี้ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

~สิ่งที่เคยหลงเข้าใจว่าเป็นเราหรือว่ามีเราจริงๆ  แท้จริงแล้วสภาพนั้นเป็นอะไร เช่น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้มีจริงๆ เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย นี่คือสิ่งที่มีจริงในชีวิต ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง

~ไม่ใช่ว่าจะต้องไปเคร่งเครียดอะไร แต่ฟังพระธรรมแล้วเริ่มรู้จักความจริง รู้ว่ามีผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง มีผู้ที่ทรงพระมหากรุณาให้คนอื่นได้รู้ด้วย มิฉะนั้นก็อยู่ในความมืดตลอดทุกชาติ เหมือนเกิดมาเป็นเราสนุกสนานทุกวันอาหารอร่อยบ้าง สุขบ้างแล้วก็หมดไปเป็นชาติหนึ่งไม่เหลืออะไรเลย โดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ก็เป็นอย่างนี้ทุกชาติมานานแสนนานแล้วก็จะเป็นต่อไป ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะละความไม่รู้ได้

~ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ไปท่องจำ

~คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด  ประมวลไปสู่ความเห็นที่ถูกต้องว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นจริง เมื่อเกิดแล้วต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้น จึงมีคำว่าอนัตตา, ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา(ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น) ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา ก็ไม่ใช่เรา 

~คนที่จะเข้าใจพระธรรม ไม่จำกัดเลยว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ใครก็ได้ ฟังแล้วก็สามารถเข้าใจได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาเป็นใคร

~คนที่เข้าใจธรรมไม่บวช ได้ไหม? ได้  เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจธรรมในสมัยพุทธกาลที่ไม่บวชแล้วก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคล มีมาก เช่น   ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น  

~ถ้าไม่เป็นผู้ตรง จะไม่ได้สาระจากพระธรรม เพราะพระธรรม ตรง ผิดคือผิด ถูกคือถูก ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็มีความเห็นผิดๆมากมาย มีคนเชื่อถือมากมาย มีครูเยอะแยะ   แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงท่ามกลางความเชื่อของคนที่ไม่เคยฟังคำของพระองค์จึงเข้าใจผิด

~ผู้ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงอย่างจริงใจ ก็รู้ว่า ไม่มีผู้ใดทั้งสิ้นที่จะเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ธรรมทุกประการถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง จึงเป็นที่เคารพอย่างยิ่งเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด และการเคารพสูงสุด ก็คือ การศึกษาธรรมให้เข้าใจ

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี(ความดีที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) เพื่อที่จะทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น เมื่อได้ทรงตรัสรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงพระธรรม ไม่ใช่ให้ไปจุดธูปกราบไหว้บูชาด้วยดอกไม้ของหอม แต่ว่าต้องเข้าใจธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าเพียงแค่บูชาด้วยดอกไม้ของหอม แต่ไม่ศึกษาธรรมเลย จะรู้จักพระสัมมาสัมสัมพุทธเจ้าไหม?

~การสนทนาธรรม เป็นมงคล เพราะทำให้มีความเข้าใจถูก เพราะต่างคนก็ต่างอ่าน ต่างคนก็ต่างคิด ก็เป็นโอกาสที่จะได้ร่วมกันพิจารณา ว่า สิ่งใดถูก ก็รับสิ่งที่ถูก  แล้วก็ทิ้งสิ่งที่ผิด

~ถ้าบวชโดยไม่เข้าใจธรรม ไม่ใช่การบวช เพราะไม่ได้สละกิเลส  แต่เมื่อฟังพระธรรมแล้วรู้ ว่า มีความไม่รู้อีกมากที่นำมาซึ่งกิเลสทั้งหลาย  และชีวิตก็สั้นและผู้นั้นก็ต้องสะสมปัญญาที่สามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์และก็ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตได้ จึงจะเป็นการบวช 

~คนที่บวช จะต้องเป็นผู้ที่จริงใจ พร้อมที่จะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตที่จะประพฤติตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติสิกขาบท(สื่งที่จะต้องศึกษาและประพฤติตาม) ไว้

~ชาวบ้านคฤหัสถ์ในครั้งพุทธกาล รู้พระธรรมวินัย   (เมื่อ)ภิกษุทำผิด เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ที่จะเพ่งโทษให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นโทษ สิ่งนั้นทำไม่ได้  ติเตียน ว่า ไม่ควรทำ ไม่เหมาะควรแก่การที่จะเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย และโพนทะนาให้รู้ทั่วกันว่ามีการประพฤติที่ผิดอย่างนี้ๆ เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหมด ก็พร้อมเพรียงกันที่จะศึกษาธรรมแล้วก็อนุเคราะห์พระพุทธศาสนาโดยการที่เมื่อบริษัทใดทำไม่ถูกต้อง ก็กล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์ให้เขาได้เข้าใจถูกต้องแล้วก็ทำสิ่งที่ถูกต้อง

~ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจพระธรรมวินัยถูกต้อง   เราก็อนุเคราะห์พระพุทธศาสนาด้วยความกตัญญู ความกตัญญูต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออย่างไร?  คือ ประกาศ กล่าวคำของพระองค์ให้เป็นที่เข้าใจกัน  เพราะพระพุทธประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่ออย่างเดียว คือ อนุเคราะห์ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ทางที่จะกตัญญูต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือ ประกาศ กล่าวพระธรรมวินัยตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงให้คนอื่นได้เข้าใจ ว่า นี่คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

~จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ เป็นบุคคลนี้ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียว แต่ว่าใครก็ยับยั้งการเกิดดับของจิตไม่ได้  ทันทีที่จิตขณะนี้ดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที 

~ถ้ามีบุคคลที่สิ้นชีวิตแล้ว แล้วเราจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็คือ ทำความดี เพราะฉะนั้น ความดีที่ทำไปแล้วทั้งหมดอุทิศส่วนกุศลได้

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เกื้อกูลให้เกิดปัญญาความเข้าใจความจริงที่ถูกต้อง ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดบุญกุศล แต่หลงผิดเข้าใจผิดว่าเป็นบุญกุศล ก็ไม่ทำให้สามารถเข้าใจความจริงได้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้วเข้าใจ มีความกล้าที่จะทำความดีและความถูกต้อง  เพราะว่า ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมไม่กล้าที่จะทำ และ ถ้าไม่ทิ้งสิ่งที่ผิดโดยเร็ว ก็จะสะสมสิ่งที่ผิดนั้นติดตามไปอีกมาก  เพราะฉะนั้น คนที่มีความเข้าใจถูกต้อง ก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่หวั่นไหว

~ชีวิตสั้นมาก อาจจะเป็นแค่เย็นนี้หรือพรุ่งก็ได้ ก็ควรที่จะได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับตัวเอง  คือ สิ่งใดที่ผิด ก็ทิ้งเสีย และสิ่งใดที่ถูก ก็ต้องรีบทำ หมายความว่า ไม่รีรอ 

~ถ้าเราสามารถที่จะกล่าวพระธรรมวินัยให้ใครได้เข้าใจถูก ก็เป็นการให้เขาได้พ้นจากความเห็นผิด ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้  แต่ในสังสารวัฏฏ์ด้วย เพราะะเมื่อมีความเห็นผิดในชาตินี้ ชาติต่อไปก็เห็นผิด แม้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม ผู้ที่มีความเห็นผิด ก็ไม่มาเฝ้า 

~พูดคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกาศทุกอย่างที่จะให้คนที่สามารถเข้าใจได้ ได้เข้าใจ นั่นก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้เพียงหนึ่งคน  ก็เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น เราค่อยๆแก้ไขด้วยความเข้าใจถูกเห็นถูก ด้วยความไม่หวั่นไหว ด้วยความไม่ท้อถอย ด้วยความกล้าที่จะทำความดี  เพราะว่า ความดี จริงๆแล้ว  ถึงใครจะรู้หรือไม่รู้ ใครจะคิดอย่างไร ก็เปลี่ยนความดีให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

~ใครก็ตามที่ประพฤติตามพระธรรมวินัย แม้คฤหัสถ์ก็ไม่(ทำ)ผิดกฎหมาย

 ~ถ้าเป็นผู้ที่เคารพในพระธรรมวินัยจริงๆ ภิกษุต้องเป็นภิกษุตามพระธรรมวินัยและนอกจากภิกษุแล้ว ผู้ที่สนใจธรรมที่เป็นคฤหัสถ์ ก็เป็นผู้เข้าใกล้พระพุทธศาสนาเพื่อที่จะฟังและประพฤติปฏิบัติตาม ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นอุบาสก ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นอุบาสิกา  คฤหัสถ์ ถึงเป็นพระอริยบุคคล ก็เป็นอุบาสก อุบาสิกา

~ไม่มีอะไรที่จะนำแสงสว่างของคุณความดีมาให้ใครได้ นอกจากความเข้าใจถูกตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  เมื่อรู้อย่างนี้เราสามารถที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา คือ มีความเป็นมิตรกับคนอื่น โดยการที่แสดงความจริงตามพระธรรมวินัยให้คนอื่นได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่เข้าใจธรรม ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาใดๆได้เลยต้องมีทุจริตทุกวงการเหมือนเดิม แต่จะลดน้อยลงไปได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจธรรมและประพฤติปฏิบัติตามธรรมยิ่งขึ้น

~หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหา ก็คือ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเมื่อมีความเข้าใจถูกแล้วมีหรือที่จะไม่ประพฤติตาม และถ้ามีความเข้าใจธรรมมากขึ้น ทุกคนพร้อมกันที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศชาติก็แก้ไขปัญหาได้มากขึ้น.



...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 8 พ.ย. 2561 19:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Thanapolb
Thanapolb
วันที่ 9 พ.ย. 2561 06:02 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ขอบพระคุณและอนุโมทนายิ่งครับอาจารย์คำปั่น

แต่ละข้อความมีค่าควรแก่การจดจำและทำให้ได้เข้าใจว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
siraya
วันที่ 12 พ.ย. 2561 07:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ