Print 
ลักษณะบุญในการแผ่ผลบุญ ให้ผู้ที่ล่วงลับเขาได้อย่างไร
 
Myjoom
Myjoom
วันที่  9 พ.ค. 2561
หมายเลข  29728
อ่าน  446

รบกวนสอบถามค่ะ

เวลาที่เราทำบุญและแผ่อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เขาได้บุญอย่างไรบ้างค่ะ (มีความสงสัยค่ะ)

● ทำบุญแบบสังฆทานอาหารคาวหวาน  คือได้รับสิ่งของที่ถวายสังฆทานและอาหารใช่ไหมค่ะ

● ทำบุญด้วยการสวดมนต์และแผ่เมตตา ลักษณะบุญที่ได้เป็นอย่างไร?

● ทำบุญด้วยการนั่งสมาธิ ลักษณะบุญที่ได้เป็นอย่างไร?

ขอคำชี้แนะค่ะ

ขอบคุณค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 10 พ.ค. 2561 23:03 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  สิ่งที่จะอุทิศ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องเป็นความดี เท่านั้น  ถ้าทำในสิ่งที่ผิด ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่ความดี  เมื่อไม่ใช่ความดี ก็ไม่เป็นที่ชื่นชมสรรเสริญของผู้อื่น แม้แต่การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ การแผ่เมตตา  ควรพิจารณาว่า ทั้งหมดทั้งปวง ถูกต้องหรือไม่ หรือว่าทำตามๆ กันไป  เป็นไปกับความไม่รู้ทั้งหมด

เพราะเหตุว่า 
-สวดมนต์ พูดคำที่ไม่รู้จัก  ไม่เข้าใจ  จะเป็นบุญไม่ได้  เพราะเหตุว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สำหรับฟัง สำหรับศึกษาเพื่อให้มีความเข้าใจถูกเห็นถูก    ไม่ใช่นำเอาคำบาลีมาสวดแล้วก็ไม่มีความเข้าใจอะไร  เสียเวลาอีกด้วย  

-เมตตา หมายถึง ความเป็นมิตร เป็นเพื่อน ควรเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า เมตตา ไม่เป็นโทษสำหรับตนเองและผู้อื่น  เป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เพราะถ้ามีเมตตา ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ดีงามมีความเป็นมิตรเป็นเพื่อน หวังดีต่อผู้อื่น แล้ว  ความมุ่งร้าย หวังร้าย ประทุษร้าย ด้วยกาย วาจา ต่อผู้อื่นจะไม่เกิดขึ้นเลย  ไม่มีเลยแม้แต่น้อย,    เมตตาเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม   ไม่ใช่เรื่องแผ่  แต่เป็นธรรมที่ควรอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน   เพราะเมตตายังไม่มีกำลังถึงขั้นฌาน จึงยังไม่สามารถแผ่ได้    แม้แต่บุคคลรอบข้าง ใกล้เคียง เรามีเมตตาต่อเขาหรือเปล่า?

-นั่งสมาธิ  ที่ทำตามๆกันมา  เป็นการประพฤติปฏิบัติที่ผิด  ตั้งต้นด้วยความไม่รู้ ย่อมพอกพูนความไม่รู้ต่อไป  เพราะการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน  เป็นเรื่องของปัญญาที่เจริญขึ้นจากการได้ฟังคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่แสดงให้เข้าใจถึงสิ่งที่มีจริงๆว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่งที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน   

แม้แต่การให้ทาน เพื่ออุทิศเพื่อผู้ที่จะจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องทำกับพระภิกษุ แม้บุคคลทั่วไป ก็เป็นประโยชน์ สามารถอุทิศได้เหมือนกัน  ซึ่งถ้าผู้นั้นรับรู้ เกิดกุศลจิต อนุโมทนา  ผลก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นไป ตามควรแก่ผู้นั้น  เช่น พ้นจากความทุกข์ยากเดือดร้อนในขณะนั้น  เป็นต้น   แต่ถ้าทำกับภิกษุผู้ทุศีล ไม่รักษาพระธรรมวินัย  ก็ไม่เป็นที่ชื่นชมสรรเสริญของผู้ที่จะจากโลกนี้ไปแล้ว 
 
จุดประสงค์ของการอุทิศส่วนกุศล ก็เพื่อให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้ กุศลจิตที่อนุโมทนาย่อมเป็นกุศลของผู้อนุโมทนาเอง ซึ่งกุศลที่เกิดขึ้นด้วยการอนุโมทนานี้จะเป็นเหตุให้ได้รับผลที่ดี คือกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น  ไม่ใช่เราหยิบยื่นกุศลของเราให้คนอื่น  แต่การที่เราทำกุศล แล้วเป็นเหตุให้คนอื่นที่รู้อนุโมทนายินดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนก็ตาม  ขณะใดที่เขาอนุโมทนายินดีด้วย ขณะนั้นก็เป็นกุศลของเขา ซึ่งจะต้องเป็นกุศลจิตของผู้ที่อนุโมทนาเท่านั้นจริงๆ ดังนั้น ทั้งการอุทิศส่วนกุศล และการอนุโมทนาในกุศลที่ผู้อื่นได้กระทำ ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ควรที่จะอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวัน ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
วิริยะ
วันที่ 11 พ.ค. 2561 08:35 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Myjoom
Myjoom
วันที่ 11 พ.ค. 2561 17:44 น.

ขอบพระคุณและ อนุโมทนาสาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
patchaneechanpen
patchaneechanpen
วันที่ 11 พ.ค. 2561 19:51 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
thilda
thilda
วันที่ 12 พ.ค. 2561 00:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ตรงและละเอียด 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
สุณี
สุณี
วันที่ 13 พ.ค. 2561 08:19 น.
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 23 พ.ค. 2561 16:03 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ