Print 
ความเสื่อมอย่างมาก  มาจากใคร
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  4 พ.ค. 2561
หมายเลข  29719
อ่าน  1,291

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาพิเศษ
เรื่อง วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ (ครั้งที่ ๒)
ประเด็น วิกฤตวัด และ วิกฤตคำสอน
ที่บ้านคุณทักษพล – คุณจริยา เจียมวิจิตร
วันศุกร์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑




(ภาพขณะสนทนา)


(ทีมงานอาสาสมัครบันทึกวีดีโอการสนทนาพิเศษในครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ต่อไป)
--------------------------------------------

~ชาวบ้านอยู่บ้าน แต่พระภิกษุอยู่ที่ใด ที่นั่นก็เป็นวิหาร(ที่อยู่) เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ ว่า พระภิกษุท่านสละชีวิตเพื่อที่จะศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะอยู่อย่างผาสุกอย่างเพศบรรพชิตที่มีที่อยู่พอสมควร มีจีวรเครื่องนุ่งห่ม มีรักษาโรค มีอาหาร และเป็นผู้ทำประโยชน์ให้กับชาวโลก เพราะฉะนั้น ชาวโลกเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ก็ถวายการอุปการะทุกอย่างเพื่อที่จะได้ฟังธรรมจากท่าน เพราะพระภิกษุอยู่เพื่อที่จะศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรมแล้วก็อนุเคราะห์คฤหัสถ์ด้วยการกล่าวธรรมให้เข้าใจ

~การบวช (เว้นจากความติดข้อง สละความเป็นคฤหัสถ์ทุกอย่าง)  บวชเพื่ออะไร ไม่ใช่บวชเพื่อสร้างวัด   ต้องตรงและจริงใจอย่างมั่นคง การที่สละเพศคฤหัสถ์ หมายความว่า ไม่กระทำกิจใดๆของคฤหัสถ์อีกต่อไป ธุระหน้าที่ของท่าน ก็คือศึกษาธรรม เพื่อให้คนได้เกิดความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง เพื่อขัดเกลากิเลส(เครื่องเศร้าหมองของจิต) เพราะว่า ถ้าไม่เข้าใจธรรม  ไม่มีทางที่จะขัดเกลากิเลสได้

~เมื่อไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าใจธรรม การเป็นพระภิกษุก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ไปโดยที่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรมเลย  เพราะว่า จุดประสงค์ของการเป็นพระภิกษุเพื่อขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต

~มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตหรือในเพศของคฤหัสถ์ ต้องตรงเพราะเหตุว่า ไม่บวช ก็เป็นพระอริยบุคคลได้ ไม่ใช่บวชเพื่อหลอกลวงหรือไม่จริงใจ เพราะว่าใครเห็นพระภิกษุ ก็ต้องรู้ว่าต่างจากคฤหัสถ์เพราะสละชีวิตของคฤหัสถ์แล้ว

~คิดว่า บวชต้นไม้ได้ (เอาผ้าเหลืองมาผูกต้นไม้ ป้องกันการตัดต้นไม้) เพราะคิดอย่างนี้ทุกเรื่อง จึงช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา โดยไม่เข้าใจเลยว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยกันรักษาให้ถูกต้อง เพราะถ้าคาดเคลื่อนไปเพียงเท่านี้ ไม่คิดหรือว่าจะคลาดเคลื่อนต่อไปอีกมาก บวชต้นไม้ได้อย่างไร ใช้คำว่าบวชกับต้นไม้ คิดดู เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า ไม่ได้มีความเคารพอะไรเลย เป็นการแสดงว่าไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ว่า การบวชสูงส่งแค่ไหน

~จะรักษาต้นไม้ไม่ให้ถูกตัด ด้วยการบวชต้นไม้ นั่นคือ “มักง่าย” เพราะคิดว่าอะไรก็ง่ายๆ ที่จะรักษาสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ว่านั่นไม่ใช่การรักษาเลย เพราะว่าถ้าจะลงโทษผู้กระทำผิดให้หนัก(ตามกฎหมาย)  ยังจะมีคนที่ไม่กล้าทำ คือ ไม่กล้าตัดต้นไม้    แต่ว่าการไปทำลายพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยการคิดว่าต้นไม้ก็บวชได้แล้วใครๆก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ยิ่งผิด หมายความว่าคนที่บวชแล้ว ใครทำอะไรไม่ได้อย่างนั้นหรือ    ทั้งหมดก็ค่อยๆเพิ่มความไม่รู้ เพิ่มความไม่เข้าใจไปเรื่อยๆ

~ถ้าภิกษุเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมวินัย  ไม่มีหรอกที่จะไม่กล่าวพระธรรมวินัย  เพราะฉะนั้น        ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใดที่ประพฤติผิดอย่างนี้ อย่างเช่น การบวชต้นไม้  ก็แสดงว่าไม่รู้จักว่าการบวชคืออะไร  และก็เพราะไม่เข้าใจพระธรรมวินัย  จึงทำสิ่งที่ผิดอย่างมาก

~ถ้าวัด มีรูปปั้นต่างๆ เช่น เทวรูป เป็นต้น และมีสิ่งใดต่างๆมากมาย เพื่อดึงคนเข้าวัด ถ้าคิดอย่างนี้  วัดก็ไม่ใช่ที่ที่ดำรงคำสอนของพระพุทธศาสนา แต่กลับเป็นที่ที่ทำลายคำสอนทั้งหมดเพราะหวังเงิน   ทั้งหมดที่ทำในสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อหวังเงิน  แต่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อการสละ  และเป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่มีการได้ยินได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ใครจะใช้เงินไปสักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งกำลังมีจริงๆในขณะนี้ได้  เพราะฉะนั้น  ถ้าไม่เห็นคุณของพระธรรมจริงๆ   ไม่เข้าใจพระธรรมวินัย  ก็หลอกลวงให้เข้าใจผิด

~ข้อสำคัญที่สุด ก็คือ พระธรรมวินัยที่ชาวพุทธต้องเข้าใจ   ถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัย จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร  เพราะฉะนั้นการกระทำใดๆทั้งหมด เงินทองทั้งหมด(ที่เสียไป) ที่ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง   ก็เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา  เพราะว่าสิ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ ก็ต้องเป็นปัญญาของแต่ละบุคคลนั่นเอง

~ต้องเห็นคุณค่าว่า สิ่งที่เหนือกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น ก็คือ ความจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง แต่ถ้าใครไม่ให้ความจริงอะไรเลย  กลับทำทุกอย่างเพื่อเงินเพราะฉะนั้น  ก็เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี(คุณความดีเพื่อให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)เพื่อให้สร้างพระพุทธรูปหรือว่าให้สร้างวิหาร    แต่ว่า  เพื่อให้พุทธบริษัทได้เข้าใจพระธรรมเพราะฉะนั้น  สิ่งต่างๆเหล่านั้นที่ไม่ได้ทำให้เข้าใจพระธรรมวินัยเลย  ไม่ใช่จุดประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ถ้าพุทธบริษัทเข้าใจพระธรรมคำสอน นั่นคือ พุทธประสงค์อย่างเดียวที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีมา  เมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้ แล้วคนอื่นจะได้เข้าใจด้วย

~วิกฤต(ความเสื่อมอย่างหนัก) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนมองไม่เห็น คือ การไม่ได้เข้าใจพระธรรม  เพราะฉะนั้น  จึงเป็นเหตุให้มีความวิกฤตจากการทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

~เรื่องที่มีชาวบ้านขับไล่พระภิกษุในกรณีเรื่องเงินทอง  นั้น   ก็ชาวบ้านไม่ใช่หรือที่ให้เงินทองแก่พระภิกษุ เห็นไหม นี่คือ การไม่ได้เข้าใจความละเอียดอย่างยิ่งและความถูกต้องของพระธรรมวินัย    ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ   ก็ไม่มีทางที่จะทำให้ดำรงพระพุทธศาสนาไว้ได้

~ต้องการให้วัดเป็นศูนย์กลางของอะไร?  ไม่ใช่พูดง่ายๆ ว่าต้องการให้เป็นศูนย์กลาง  ถ้าต้องการให้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว  วัดไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว   เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจว่าวัดเป็นศูนย์กลางของความรู้คุณความดีทั้งหมด ไม่ใช่ว่าต้องการให้เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เรื่องนั้นเรื่องนี้   แต่ต้องรู้ว่าที่อื่นก็มีตั้งเยอะแยะแล้ว  อย่างเช่น ศูนย์กลางของการค้าขาย ก็มีอีกที่หนึ่ง  เป็นต้น  ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรในวัดก็ได้     แต่สำหรับวัดต้องเป็นศูนย์กลางของความเข้าใจถูกต้องในพระธรรมวินัย   ถ้าใครรู้จักวัด ก็สามารถที่จะเข้าวัดด้วยความสงบเรียบร้อย ด้วยความต้องการเข้าใจธรรม เพราะรู้ว่าเป็นแหล่งที่สามารถจะให้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้   เพราะวัดเป็นที่อยู่ของผู้สงบ  จะไปทำให้เกิดความไม่สงบ ไม่ได้   แม้แต่จะให้วัดเป็นศูนย์กลางของประเพณี ก็ต้องเป็นประเพณีของการฟังธรรม ต้องให้ตรงตามจุดประสงค์ของวัด  จะเปลี่ยนจุดประสงค์ของวัดให้เป็นอย่างอื่น ไม่ได้  

~ถ้าใครจะมาที่วัด ก็มาได้ แต่มาได้ความสงบ ด้วยความเรียบร้อย  มาด้วยการที่ว่า วัดเป็นที่สงบ เป็นที่จะให้ความรู้ที่ถูกต้องได้   แต่ไม่ใช่ว่ามาเพราะว่า สนุก มีทุกสิ่งทุกอย่าง มีเครื่องบันเทิง มีตลาดนัดมีอะไรต่างๆ (ที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย) เขาเลยจะเข้าใจผิดว่านี่หรือคือวัดในพระพุทธศาสนา?

~พระคุณเจ้าทั้งหลาย ท่านบวชเพื่ออะไร? ทั้งชีวิตของท่านเพื่อประโยชน์ในการที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตและก็ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่คนอื่นด้วย

~ต้องไม่ลืมว่าการที่จะสืบทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่รู้เฉพาะตน  ถ้าคนเดียวก็ไม่แพร่หลาย  การที่จะเผยแพร่ธรรม  ก่อนอื่นคนนั้นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วก็คิดธรรมเอง  ซึ่งพระธรรมลึกซึ้งมาก ถ้าไม่เข้าใจธรรม ก็จะทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แทนที่จะเข้าใจถูกต้องก็เผยแพร่ความเห็นผิด

~ถ้าจะอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น มารดาบิดา เป็นต้น   ไม่ยากเลย ทุกวัน เป็นคนดี ไม่ต้องลำบากเดือดร้อนเลย

~ถ้าตามพระธรรมวินัยจริงๆ วัด หายาก  น้อยมาก  หรือแม้แต่กระทั่งที่กล่าวว่า วัดจริงๆ มีน้อยมาก   แล้วความเข้าใจพระธรรมวินัย ยิ่งน้อยมาก เพราะถึงแม้ว่าจะยังคงมีวัดที่เป็นวัดจริงๆ แต่ถ้ากล่าวถึงพระธรรมวินัยที่จะมีผู้ศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ก็น้อยกว่า

~วัดคือที่อยู่ของผู้ที่สงบ ผู้เข้าใจพระธรรมและขัดเกลากิเลสตามสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้  ที่สำคัญที่สุด คือ คนที่ไม่เข้าใจธรรมจะไม่เห็นโทษภัยแม้เพียงเล็กน้อยซึ่งจะนำไปสู่โทษภัยใหญ่ เพราะฉะนั้น จะห้ามเรื่องใหญ่ แต่ไม่คิด ว่า เรื่องเล็กๆน้อยๆนั่นแหละนำไปซึ่งเรื่องใหญ่   แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงว่าตราบใดที่ยังมีกิเลส ไม่เข้าใจความจริง ก็จะทำให้ยังคงมีกิเลสต่อไป ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่ากิเลสเพียงเล็กน้อยก็จะนำมาสู่กิเลสอย่างใหญ่

~การเข้าใจธรรม ดีกว่า อยากบวชแต่ไม่เข้าใจธรรมหรือเปล่า?  เพราะว่าการบวชโดยไม่เข้าใจธรรมไม่มีประโยชน์เลย ไม่ใช่การดำรงพระพุทธศาสนา  พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความเข้าใจธรรมที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้ง ๔ ในครั้งนั้น (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา)  ในครั้งนี้ก็มีเพียง ๓ (ภิกษุ อุบาสกและอุบาสิกา)  ก็เป็นผู้ที่จะดำรงพระพุทธศาสนาเมื่อเข้าใจ ไม่ว่าในเพศใดทั้งสิ้น

~พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด  แต่อยู่ที่ความเข้าใจธรรม

~ผู้ใดจะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ไม่ใช่โดยแค่ได้ยินได้ฟังว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติที่ไหน  ทรงตรัสรู้เมื่อไหร่  แต่ต้องได้ฟังคำของพระองค์  และผู้นั้นเห็นความลึกซึ้งของธรรมจึงรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา  ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าไม่ฟังคำของพระองค์  เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรจะตระหนักถึงความละเอียดความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ว่า กว่าที่พระองค์จะได้ตรัสคำให้เราได้ฟังแต่ละคำ จากการทรงตรัสรู้ซึ่งต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก เพื่อเรา จะได้ฟังแต่ละคำ

~ถ้าเข้าใจผิด  ไม่รู้ความจริง ไม่มีทางที่จะละคลายกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้กระทำชั่ว ได้เลย, ความชั่ว ทุจริตทั้งหลาย ไม่สามารถที่จะลดน้อยลงไปได้หรือดับหมดไปได้ ถ้าไม่ได้เข้าใจความจริงว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษ 

~หลงผิดไปในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลย เช่นไปสำนักปฏิบัติ หรือ ก่อนตายฟังสวดโพชฌงค์หรืออะไรก็ตามแต่ หรือคิดว่าจะเป็นพระโสดาบันหรือจะได้ไปสู่สุคติภูมิ  ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีความถูกต้องในเหตุผลเลยทั้งสิ้น   เพราะฉะนั้น ก็ทำลายตัวเองไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว   ชาตินี้ยังไม่สามารถที่จะพิจารณาไตร่ตรองให้รู้ว่าความจริงคืออะไร   ห่างไกลจากความจริงออกไปทุกขณะ  เพราะฉะนั้น  ชาติต่อๆไปก็เหมือนพวกเดียรถีย์ปริพาชก แม้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับ ทรงแสดงธรรม  ก็ไม่ไปเฝ้า ไม่ฟังธรรม  เพราะฉะนั้น  อีกนานเท่าไหร่ ประมาณไม่ได้เลย ก็จะต้องเกิดตายๆ ไม่มีหนทางออกจากสังสารวัฏฏ์

~ภัยใหญ่หลวงมาจากการบิดเบือนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโทษภัยสำหรับตนเองแล้วยังทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไป  โทษขนาดไหน   เพราะฉะนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ที่เห็นผิด  คนเดียว  เป็นโทษมากแค่ไหน  เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นโทษสำหรับเขาเท่านั้น  แต่ยังเผยแพร่ความเห็นผิดต่อไปด้วย

~รู้ไหมว่าขณะนี้กำลังวิกฤต   ถ้าไม่รู้  ก็ไม่เห็น  ไม่มีการแก้ไข   แต่ถ้าฟังแล้วพิจารณาว่า สิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ทั้งหมดทั้งสิ้น  สมควรไหมที่จะเริ่มทำให้ถูกต้อง  ต่างคนต่างคิดนี้แน่นอน  ใครก็คิดว่าตัวเองถูก   แต่พระธรรมวินัยมีไว้สำหรับให้เข้าใจถูกต้อง ว่า อะไรถูก อะไรผิด   เพราะฉะนั้น  เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมและส่วนตัวที่จะเข้าใจถูกต้อง  ก็ร่วมกันพิจารณาธรรม   พุทธบริษัทต้องพร้อมเพรียงกันที่จะรักษาพระธรรมวินัย   โดยสิ่งใดถูก ก็ต้องถูก สิ่งใดผิด ก็ต้องละทิ้ง

~วิกฤตต่างๆ เกิดจากใคร?  ก็ต้องเกิดจากพระภิกษุและคฤหัสถ์ที่ไม่ได้เข้าใจพระธรรมวินัย

~เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ซึ่งเคารพสูงสุดในพระรัตนตรัย ที่จะต้องช่วยกันทำทุกทางที่จะดำรงรักษาพระธรรมวินัย  ไม่ใช่ไปมอบให้ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งไม่เข้าใจธรรม  อย่างพระภิกษุเป็นหัวหน้าของพุทธบริษัทเมื่อเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมและประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ก็คือ ไม่ใช่หัวหน้าของพุทธบริษัทที่ถูกต้อง   เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจธรรม

~โรค(คือกิเลส) มาก  ยาก็หายาก แต่ก็มี  สำคัญที่สุด  ก็คือ ไม่มียาอย่างอื่นนอกจากพระธรรมวินัยที่ได้ทรงบัญญัติไว้แล้ว  

~พุทธบริษัท หมายความว่าอะไร ก็ต้องหมายความถึงบริษัท(กลุ่มชน)ที่ได้ฟังพระธรรมและมีศรัทธามั่นคงที่จะดำรงรักษาพระธรรม  ทั้ง ๔ บริษัทในครั้งอดีต  และในปัจจุบันนี้ ก็คือว่าไม่ใช่ภิกษุเท่านั้น แต่ต้อง อุบาสกอุบาสิกา ด้วย(ที่จะช่วยกันดำรงรักษาพระพุทธศาสนา)

~จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงต่อไป ก็ต้องรักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงต่อไป ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่แก้ไข   (แก้ไข ไม่ได้)  เพราะเหตุว่า ผู้ที่ทรงบัญญัติ  เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
peem
วันที่ 4 พ.ค. 2561 23:06 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
thilda
thilda
วันที่ 4 พ.ค. 2561 23:33 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Selaruck
Selaruck
วันที่ 4 พ.ค. 2561 23:40 น.

กราบขอบพระคุณแทบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
panasda
วันที่ 5 พ.ค. 2561 05:50 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kukeart
kukeart
วันที่ 6 พ.ค. 2561 13:07 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Dechachot
วันที่ 6 พ.ค. 2561 16:22 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 7 พ.ค. 2561 08:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
วิริยะ
วันที่ 8 พ.ค. 2561 10:38 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เจียมจิต
เจียมจิต
วันที่ 11 พ.ค. 2561 11:59 น.

กราบขอบพระคุณ และ

อนุโมทนา. ค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
สุณี
สุณี
วันที่ 13 พ.ค. 2561 11:32 น.
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
ประสาน
วันที่ 27 มิ.ย. 2561 04:39 น.

เห็นด้วยอย่างยิ่ง ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Somporn.H
Somporn.H
วันที่ 29 มิ.ย. 2561 20:41 น.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ 

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ