Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  10 ส.ค. 2560
หมายเลข  29065
อ่าน  971

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันเสาร์ ที่ ๑๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจาก รศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ (คุณหมอหนุ่ม) อาจารย์หมอจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช เพื่อไปสนทนาธรรมที่บ้านพัก ในจังหวัดนนทบุรี ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ - ๑๕.๓๐ น.

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากพี่แอ๊ว(ฟองจันทร์ วอลช) ซึ่งเป็นสมาชิกและผู้ประสานงานของกลุ่มศึกษาธรรมชาวต่างชาติ (Dhamma Study Group -DSG) ที่ศึกษาพระธรรมกับท่านอาจารย์มานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งโดยปรกตินอกจากที่จะมีการสนทนาธรรมภาคภาษาอังกฤษกับท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่มูลนิธิฯ ในทุกๆบ่ายของวันเสาร์แล้ว ท่านอาจารย์ยังเมตตาให้โอกาสเป็นพิเศษสำหรับการมาสนทนาธรรมที่บ้านคุณหมอหนุ่มแห่งนี้ เป็นครั้งคราวในวันเสาร์ ซึ่งปรกติท่านอาจารย์จะอยู่สนทนาธรรมที่มูลนิธิฯตลอดวัน

ข้าพเจ้าชอบบ้านที่มีบรรยากาศสดชื่นสบายๆ แบบบ้านของคุณหมอ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ พันธ์ุไม้มากมายหลายชนิด ปลูกคละเคล้ากันไปตามความชื่นชอบของท่านเจ้าบ้าน ไม่ใช่การปลูกแบบมีแบบแผนใดๆ หรือมีกฏเกณฑ์อะไร นอกจากการที่จะรู้จักชนิดของพรรณไม้ว่าชอบอยู่ในที่ร่มหรือที่รำไรหรือในที่ที่มีแสงแดดปกติ ทำให้สวนของคุณหมอดูสบายๆ ให้ความรู้สึกเป็นกันเองตั้งแต่แรกพบ แสดงให้เห็นถึงอัธยาศัยที่สบายๆ และเป็นกันเองของคุณหมอ นอกจากนี้ ตามฝาผนังบางส่วนภายในบ้านของคุณหมอยังประดับประดาไปด้วยภาพเขียนที่คุณหมอเป็นผู้วาดด้วยตนเอง เห็นถึงความสะสมของคุณหมอ ในความเป็นผู้มีศิลปะและความละเอียดอ่อน 

ตามโต๊ะ และมุมต่างต่างของบ้าน มีแจกันดอกไม้ขนาดและแบบต่างๆ รวมถึงขวดและแก้วน้ำ ที่นำมาใส่ดอกไม้ที่เก็บจากในสวนรอบบ้านวางไว้อย่างง่ายๆแต่ดูเก๋ไก๋ แม้แต่โมบายที่แขวนอยู่ ยังมีดอกไม้สีสวยสดปักไว้ด้วย ทราบว่าเป็นฝีมือภริยาของคุณหมอ แสดงถึงอัธยาศัยที่เรียบง่าย น่ารัก และประการสำคัญคือ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความละเอียด ของท่านเจ้าบ้านทั้งสอง ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมและนึกถึงคำที่ท่านอาจารย์กล่าวเสมอๆว่า ผู้ที่ศึกษาธรรม ที่จะเข้าใจธรรมะได้นั้น เป็นผู้ที่ละเอียด เพราะธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น ละเอียด ลึกซึ้ง ยากแก่การเข้าใจได้โดยง่าย 

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำภาพและความการสนทนาบางตอน ซึ่งในครั้งนี้ จะขอนำความการสนทนาที่ท่านอาจารย์ได้ให้ความละเอียด ลึกซึ้ง ของคำว่า "อาลัย" แม้จะเป็นความการสนทนาเพียงสั้นๆ แต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ครับ

คุณกนกวรรณ  ท่านอาจารย์คะ ทุกคนที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่มีปัญญาเกิด ยังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมะตามความเป็นจริง ไม่ได้ประจักษ์ อาลัยในความเป็นเรา นี้มีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว 
ท่านอาจารย์  แต่ไม่ปรากฏ!!
คุณกนกวรรณ  ไม่ปรากฏ ทำให้เราก็เลยไม่ทราบว่าเรามีอาลัย ความเป็นเรา อยู่ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์  เมื่อไหร่เป็น "อาลัย" ไม่เห็น
คุณกนกวรรณ  ท่านอาจารย์คะ แล้วถ้าคนที่ไม่มีภาระแล้ว และเขารู้สึกว่า ถ้าสมมุติว่าจะสามารถเกิดขึ้นเป็นนางฟ้า เป็นเทพบุตรได้ ณ ขณะนี้ ก็ย่อมดีกว่าชีวิตที่อยู่ปัจจุบัน ก็สามารถที่จะไม่อาลัยในคนๆนี้

ท่านอาจารย์  เราพูดธรรมะทุกอย่าง แต่ว่ายังไม่รู้แม้แต่คำที่เราได้ยิน แต่ละคำ เพียงแค่รู้ ว่ามีจริงๆ ถ้าเราบอกว่า เดี๋ยวนี้เห็นพวงมาลัย "อาลัย" หรือเปล่า?
คุณกนกวรรณ  ถ้าเดิมก็จะไม่ได้คิดว่าอาลัยอะไร
ท่านอาจารย์  ชอบเท่านั้นเอง!!
คุณกนกวรรณ  ชอบค่ะ
ท่านอาจารย์  ธรรมะต้องตรงสิคะ แค่ไหนก็แค่นั้น!!! พอเห็นแล้วชอบก็ต้องชอบ จะถึงกับอาลัยไหม?
คุณกนกวรรณ  ไม่ค่ะ

ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะถึงต้องเข้าใจธรรมะ พอเราเข้าใจธรรมะ เราก็สามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำอื่นๆด้วย เพราะว่า ความละเอียดของธรรมะแต่ละอย่าง เวลานี้ทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นผิด ยึดถือพวงมาลัย อย่างนั้นอย่างนี้ แค่ชอบ!! แค่ชอบก็คือแค่ชอบ!! แล้วก็หมดแล้ว!!

 

แต่...กว่าจะเห็น "ความอาลัย" ก็ต้องมีสภาวะที่ "อาลัย" ปรากฏให้เห็น ถึงจะรู้ว่า ขณะนั้น ยังมี "เยื่อใยของความพอใจ" ซึ่ง "ลักษณะ" ของเขา ถึงกับเป็น "อาลัย" ยังไม่ขาด ยังไม่หมด!!!

ฟังไว้ รู้ไว้ แต่ยังไม่เห็นภาวะนั้น รู้สิคะว่า "นิกันติ" คือ อะไร?

คุณพาณี  ยางเหนียวที่สลัดยาก
ท่านอาจารย์ ค่ะ เห็นแค่ดอกไม้นี้ อาลัยหรือ? แต่ว่าขณะที่..สภาพธรรมะ..แม้ปรากฏ...ยังเป็นเรา ใช่ไหม? ยังอาลัยในการที่จะละทิ้งสิ่งนั้น ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น โลภะที่เกิดก็ต่างกันไป ใช่ไหม? แสดงให้เห็น "ขั้น" ว่า ธรรมดา ธรรมดา นี้ ก็เป็นโลภะที่เรามีความต้องการ อยากได้ พอใจ น้อยมาก แค่ไหน? อย่างเห็นสิ่งซึ่งเป็น ดอกไม้อย่างนี้ ใครอยากจะเอากลับบ้าน ใครจะขอคุณหมอกลับบ้านบ้าง? ใช่ไหม? ยังไม่ถึงขนาดนั้น!! แต่ให้รู้ว่า แค่พอใจ!! แค่ไม่เกลียด!! แค่ชอบนิดหน่อย!! หรือ แค่มากมาย...

และเราก็รู้ได้ว่า ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นอย่างนี้!! ให้ "เข้าใจความจริงที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน" ที่ละเอียดขึ้น!! ลึกซึ้งขึ้น!! เพราะว่าบางคน รีบร้อนที่จะหมดโลภะ!! ได้อย่างไร?? นอกจากเพิ่มโลภะโดยไม่รู้ตัว ว่าขณะนั้นก็มีความเป็นเรา

เพราะฉะนั้น "อาลัย" จริงๆนี่ อาลัย..ในอะไร??? ในสิ่งที่ปรากฏความเป็นสิ่งนั้น!! แต่ยังไม่หมดเยื่อใย ที่ยังคงยึดถือ "สิ่งนั้น" ว่าเป็นเรา!!!

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าคำพูดที่มีในพระไตรปิฎก พอเราอ่าน อ่าน อ่าน แล้วเราก็เข้าใจ แค่เข้าใจว่า ก็เป็นโลภะ ก็เป็นโลภะ ก็เป็นโลภะ แต่ว่า..แล้วจิตล่ะ? ขณะนี้มีปรากฏไหม? แค่คำถามอย่างนี้ ตอบว่าอย่างไร? ไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่ปรากฏ!! เจตสิกล่ะ? พูดหมดทุกอย่าง ทุกเจตสิก แล้วปรากฏไหม? ก็ไม่ปรากฏ!! 

เพราะฉะนั้น ต้องมีขณะที่สภาพธรรมะปรากฏ!! นี่ต้องต่างกับขณะที่เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรมะ "แต่ไม่รู้" จึงไม่เข้าใจความเป็น "ภาวะ" ของธรรมะ ว่า "ไม่ใช่เรา"

เพราะฉะนั้น กว่าจะฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่มีแบบศึกษาว่าเราจะต้องทำวิธีไหน อย่างไร อะไรๆ ไม่ใช่เลย!! ฟัง แล้วก็ พิจารณา!!! เข้าใจก็คือเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจก็ฟังต่อไป พิจารณาต่อไป ความเข้าใจเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่า ไม่ใช่เรา ค่อยๆเข้าใจในความไม่ใช่เรานี้ อย่างหยาบๆ จนกระทั่ง ถึงแม้ว่าสภาพธรรมะนั้นปรากฏ ตอนนี้แหละ ระดับไหนล่ะ? ที่จะ "ยังอาลัย"

ก็แสดงชัดว่า ต่างจากที่เราเคยคิดใช่ไหม? ว่าก็คือโลภะนั่นแหละ ก็คือโลภะ ไม่ใช่ไม่ใช่โลภะ แต่...ระดับไหน?...อย่างไร?...ขณะไหน?...

เสียดาย..กับ..อาลัย...เป็นอย่างไร? ถ้าสภาพธรรมะนั้นไม่ปรากฏ เราก็แค่ "คิด" สภาพธรรมะนั้นปรากฏ ก็ไปเรียกชื่อ!!! แล้วอย่างไรถึงจะรู้!! 

เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่า ปัญญาระดับไหน? อย่างไร? ซึ่งไม่มีชื่อ!! แต่สามารถที่จะรู้ในความติดข้องในขณะนั้นว่า ติดข้องระดับไหน? เพราะฉะนั้น ฟังแล้วก็รู้ว่า ขณะนี้ไม่ปรากฏ ถ้ายังไม่ปรากฏ แล้วเราพยายามจะไป "หาทางให้รู้" ก็เป็นไปไม่ได้!! แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจขึ้น สภาพธรรมะปรากฏ ก็เข้าใจขึ้น!! ตามสมควรแก่ฐานะ!!!

คุณพาณี  ท่านอาจารย์คะ ถ้าพูดถึงว่าความเสียดาย กับความอาลัย น้อยมีความรู้สึกว่า ความอาลัยนี้ลึกซึ้งมาก 
ท่านอาจารย์  ปรากฏหรือยัง?
คุณพาณี  ก็มีบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ว่ายังเป็นเราอยู่ค่ะ
ท่านอาจารย์  เห็นไหม? ขณะนั้นน่ะ เราไม่ต้องเรียกชื่อ!! แต่เราจะ "รู้ลักษณะ" ที่ "ต่างกัน" จนถึงขั้นที่ แม้เป็นภาวะที่ปรากฏในความเป็นธรรมะ..กว่าจะละ..ความติดข้อง!!...ก็จะเห็นได้เลยว่า..."นิกันติ"...ความที่อาลัย...ยังไม่สามารถที่จะตัดขาดจากการที่จะเข้าใจว่า...ไม่ใช่เรา..ได้!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์ และครอบครัว 
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

..........

ขอเชิญคลิกชมบันทึกการสนทนาธรรมที่บ้านคุณหมอหนุ่มครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ...

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์ จ.นนทบุรี ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๙


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
papon
papon
วันที่ 10 ส.ค. 2560 19:57 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
thilda
thilda
วันที่ 11 ส.ค. 2560 00:27 น.

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 11 ส.ค. 2560 04:20 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 13 ส.ค. 2560 20:28 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
chvj
วันที่ 15 ส.ค. 2560 07:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 17 ส.ค. 2560 10:58 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ