Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหมอทวีป คุณพรทิพย์ ถูกจิตร ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  4 ม.ค. 2559
หมายเลข  27350
อ่าน  1,452

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และ คณะวิทยากร ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ อ.ธิดารัตน์ หอมจันทร์ และ อ.ธีรพันธ์ ครองยุทธ ได้รับเชิญจากคุณหมอทวีป และ คุณพรทิพย์ ถูกจิตร เพื่อไปสนทนาธรรมที่บ้านพักย่านตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

เป็นการเดินทางมาสนทนาธรรมประจำปี ที่ท่านเจ้าภาพทั้งสองท่านมีกุศลศรัทธาจัดให้มีการสนทนาธรรมที่บ้าน โดยพี่หมอและคุณทิพย์ เป็นผู้ที่เตรียมการทุกอย่างด้วยตนเอง กล่าวคือ ขับรถไปซื้อปลากระพงสดๆ ตัวใหญ่เกือบยี่สิบกิโล จากตลาดมหาชัย มาทำข้าวต้มปลาเลี้ยงทุกๆท่านในตอนเช้า ซึ่งข้าพเจ้าเคยกล่าวแล้วในครั้งก่อนๆ ว่า ควรจะเรียกว่าปลาต้มข้าวมากกว่า เพราะเวลาที่ตักข้าวต้ม พบแต่เนื้อปลาก้อนโตๆ หาข้าวแทบไม่เจอ แถมมีเครื่องปรุงที่ครบเครื่อง คือ ข่าแห้งป่น เต้าเจี้ยว คึ่นช่ายซอยหยาบ พริกไทย กระเทียมเจียว และ ตังฉ่าย ไว้ให้ใส่ได้ตามชอบ

ข้าวต้มปลาสูตรของพี่หมอ เป็นข้าวต้มปลาอย่างเลิศที่สุดในโลกไม่มีใครเสมอเหมือน พี่หมอมีวิธีต้มแบบพิถีพิถันมาก ปลากับข้าว มีความเนียนเข้ากัน หอมทั้งข้าวหอมมะลิและกลิ่นปลาสดไม่คาวเลย และมีรสชาติที่คุณแอ๊ว(นภา จันทรางศุ)กล่าวว่า "นัว" มากๆ หารับประทานที่ไหนในโลกไม่ได้แน่นอน ร้านข้าวต้มปลาแถวถนนจันท์ชามละห้าร้อยยังต้องชิดซ้ายเทียบกันไม่ได้เลย

ที่สำคัญ วันนี้พี่หมอตั้งใจทำหอยทอดให้ทุกๆคนได้รับประทานเป็นจานพิเศษสำหรับมื้อกลางวัน (ที่บางท่านรับประทานเป็นจานหลักถึงสองจาน ไม่รับประทานอาหารอื่นๆเลย) ในระยะหลัง ท่านอาจารย์ปรารภว่าการทำหอยทอดทำให้พี่หมอต้องเสียเวลาที่จะฟังพระธรรม แต่ด้วยความที่พี่หมอชื่นชอบอย่างยิ่งที่จะทำให้ทุกๆท่านได้รับประทานกัน พี่หมอจึงต่อลำโพงไปฟังขณะทำหอยทอดด้วย พี่หมอกล่าวกับข้าพเจ้าอย่างดีใจหลายหนว่า วันนี้ท่านโชคดีได้หอยแมลงภู่ตัวอ้วนโตมาหลายกิโล ซึ่งก็ปรากฏว่าพี่หมอยืนทอดหอยทอดให้ทุกท่านนานเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะครบทุกคน ไม่เพียงแค่นั้น พี่หมอยังใจดีทำหอยทอดใส่กล่องให้บางท่านนำกลับไปฝากคนที่บ้านอีกด้วย กราบอนุโมทนาพี่หมอจริงๆครับ

การสนทนาธรรมที่บ้านพี่หมอทวีปทุกครั้ง ถ้าไม่กล่าวถึงเรื่องอาหารที่ท่านเจ้าภาพเตรียมไว้ต้อนรับผู้เข้าร่วมสนทนาธรรม ก็คงจะไม่ใช่การสนทนาธรรมที่บ้านพี่หมอทวีปเป็นแน่ เพราะเหตุว่าท่านเจ้าภาพคือพี่หมอทวีป เป็นผู้ที่มีฝีมือ เชี่ยวชาญและชื่นชอบในการทำอาหารมาก และประการที่สำคัญ คือ การทำอาหารอร่อยๆจากวัตถุดิบที่สดและมีคุณภาพให้ทุกคนได้รับประทาน เป็นความสุขของท่านจริงๆครับ ขอกราบอนุโมทนาขอบพระคุณพี่หมอด้วยใจจริงครับ และนอกจากนั้น ต้องขออนุโมทนาคุณแอ๊ว นภา จันทรางศุ ที่นำน้ำพริกกุ้งสดรสเยี่ยมฝีมือคุณยายมาร่วมเจริญกุศล พร้อมทั้งดอกไม้สวยงามน่ารักมากๆ และคุณขจีรัตน์ แก้วทานัง นำขนมหวานอร่อยๆนานาชนิดมาจากร้านมีชัยของคุณขจีรัตน์ที่หัวหิน มาร่วมเจริญกุศลด้วย รวมถึงคุณแม่ของคุณพรทิพย์ ที่นำกระเพาะปลาอร่อยเจ้าเดิม และน้ำยาปลาช่อนเลิศรส มาร่วมเจริญกุศลเหมือนทุกๆครั้งที่ผ่านมา กราบอนุโมทนาทุกๆท่าน ครับ

อันดับต่อไป ก็จะขอนำความการสนทนาธรรมบางตอนในวันนั้น มาฝากให้ทุกๆท่านได้พิจารณาเช่นเคย รับประกันได้ว่าทุกท่านจะไม่พลาดที่จะอ่านและพิจารณาด้วยความละเอียด เช่นเคยครับ

คุณมน(มลฑา วิเศษสุมน)   ท่านอาจารย์คะ เมื่อคืนฟังประโยคหนึ่ง ความดีเป็นเรื่องละ ไม่ใช่เรื่องติด ก็คือ ความดีที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างว่า ความไม่โกรธเป็นความดี อยากให้ท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมค่ะ

ท่านอาจารย์   ขณะที่ไม่โกรธ หมายความว่า ขณะนั้น ละความโกรธหรือเปล่า? ดีไหม?

คุณมน   ดีค่ะ ตอนแรกก็เคยเข้าใจว่า ความดีเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ แต่ว่า พอได้ยินคำว่าเป็นสิ่งที่ควรละ ไม่ควรติด ก็เลยเหมือนกับว่า มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยได้ยินตามปกติทั่วไป 

ท่านอาจารย์   พระธรรมลึกซึ้งมากนะคะ แต่ละคำ ที่เราคิดว่าเราเข้าใจแล้ว ความจริงลึกซึ้งกว่านั้นมาก แม้แต่ความดี ก็ต้องรู้ว่า ไม่ใช่เรา มิฉะนั้น ก็เป็นเราทุกชาติ  รู้ว่าไม่ใช่เรา ถูกไหม? ถ้าฟังธรรมะ รู้ว่าเป็นธรรมะ เห็นไหม? ฟังธรรมะ รู้ว่าเป็นธรรมะ แต่ก็ลืมว่าเป็นธรรมะ!!!

เพราะฉะนั้น แม้แต่ได้ยินคำว่า "ดี" ก็ต้องรู้ว่า "เป็นธรรมะ" ทำ ก็ต้องเป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น การเข้าใจธรรมะ แม้แต่คำพูดธรรมดาว่า ทำดี ก็ต้องรู้ว่า ทั้ง ทำ และ ดี เป็นธรรมะ ทุกอย่างเป็นธรรมะ ละเอียดขึ้นทุกครั้ง ที่เข้าใจขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การเข้าใจถูก ตั้งแต่คำแรก ว่า ธรรมะ ทุกอย่างเป็นธรรมะ นี่ สามารถที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์

คุณมน   จากการฟังพระธรรม อย่างที่บ้าน พี่ชายทำให้มนหวั่นไหว พี่ชายบอกว่า น้องถอยออกมาก้าวหนึ่ง คือจากที่มนได้ฟัง แล้วก็ได้สื่อออกไปทางออนไลน์ต่างๆ แล้วเขาเหมือนกับว่า เป็นธรรมะไม่ใช่เรา ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีก เป็นเช่นนี้ เขาเหมือนกับว่า คนที่ไม่เคยฟังเรา ก็เหมือนกับว่า น้องถอยออกมาก้าวหนึ่ง

ท่านอาจารย์   เดี๋ยวก่อนค่ะ ไม่ถามหรือ ว่าถอยไปไหน?

คุณมน   มนก็มัวแต่ตกใจ(หัวเราะ)

ท่านอาจารย์   เพราะว่าจริงๆ ในการสนทนากัน ควรจะได้ละเอียด อย่างมีคนบอกว่า ดิฉันพูดว่าอย่างนี้ ก็ต้องบอกว่า พูดคำไหน? ที่ไหน? ว่าอย่างไร? กับใคร? ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ทุกอย่าง ต้องละเอียดมาก แม้แต่ใครจะบอกให้ถอย ถอยไปไหน? บอกให้ถอย ถอยไปไหน? ไม่รู้ไม่ได้!!!

คุณมน   ก็ถ้ามีโอกาสหรืออย่างไร มนก็คงจะต้องอธิบายให้ได้เข้าใจว่า สิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่ถูกต้องและพิสูจน์ได้

ท่านอาจารย์   วิธีที่ดีที่สุด คือ คำถาม ไม่ใช่เราไปบอก แต่เรามีโอกาสที่จะถาม ให้เขาแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเป็นการสนทนากัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะฉะนั้น ก็เป็นคำพูดที่เลื่อนลอย ให้ถอยออกก้าวหนึ่ง ไปไหนก็ไม่รู้!!!

คุณหมออำไพขนิษฐ   กราบท่านอาจารย์และอาจารย์วิทยากรค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ได้ถามว่า ขณะนี้ มืดหรือสว่าง? ณ ตอนนั้น ตอบว่าสว่างค่ะอาจารย์คะ 

แต่หลังจากที่ได้ฟังอาจารย์ต่อเนื่องมา จึงได้ทราบว่า ที่อาจารย์ได้สอบถาม ณ ตอนนั้น ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของมืด ก็คือ มืด เพราะว่ายังไม่มีปัญญา ยังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นธรรมะอย่างถูกต้องค่ะอาจารย์ ไม่ทราบว่า ตรงนี้ อาจารย์จะช่วยกรุณาอธิบายเพิ่มเติมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ท่านอาจารย์   ถ้าไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จะกล่าวว่าสว่าง ได้ไหม? เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ทั้งวัน ทั้งเดือน มีทั้งสว่าง มีทั้งกลางคืน กลางวัน ก็ตามแต่ แต่ว่า เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆนั้นถูกต้องหรือเปล่า? ถ้าไม่เข้าใจ ก็คือ มืด 

อย่าง "เห็น" เดี๋ยวนี้ มีเห็นจริง แต่ขณะใดที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเห็นที่มีจริงๆนี้ เกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย แล้วก็ดับแล้วด้วย แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่ละคำ ไม่ใช่พูดให้ผ่านไป แต่พูดที่จะให้ไตร่ตรอง จนกระทั่งค่อยๆเข้าใจ

ขณะนี้ "เห็น" เมื่อกี้นี้ ดับแล้ว แล้วก็ เห็นก็เกิด ก็ไม่รู้ และ เห็นก็ดับไปอีก ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น จะสว่างได้อย่างไร? ก็ต้องอยู่ในความมืด เพราะ ความไม่รู้!!! สิ่งใดๆก็ตาม ทั้งวัน ไม่รู้เลย ก็ต้องมืด เพราะฉะนั้น เหมือนกับ เห็น ในความมืด สนุกสนานในความมืด ทุกข์โศกในความมืด แต่ความจริงก็คือว่า ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะยังไม่ตื่น!!

เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตาม เริ่มรู้ว่า "เห็น" มีจริงๆ ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น กำลังเห็นขณะนี้ เพียงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดเมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิด แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย สว่างไหม? ที่ได้เข้าใจถูกต้อง!!! ว่า "เห็น" ขณะนี้ เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างที่เคยคิดว่า "เราเห็น" แต่ว่าเป็นการที่จะค่อยๆเข้าใจถูกต้องว่า เห็นขณะนี้ เกิด ไม่ใช่เราสักอย่างเดียว ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นของใครได้ เพราะเหตุว่าเป็นธรรมะ เมื่อมีปัจจัยก็เกิด แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ค่อยๆ สว่างขึ้น ที่จะรู้ว่า ความจริงเป็นอย่างนี้!!!

เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะ ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น ฟังสิ่งที่กำลังมี!!! แล้วก็ได้ยินอย่างนี้ ถูกหรือผิด? ถ้าเข้าใจว่าถูกต้อง ก็มีปัญญาที่เข้าใจถูก นิดหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะเห็น ไม่ว่าได้ยิน ไม่ว่าคิด ไม่ว่าจำ ทุกอย่างหมด ละเอียดมาก ในหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดดับเร็ว จนกระทั่งไม่ปรากฏว่าไม่ใช่เราเลย แต่เป็นธรรมะ หมายความว่า แต่ละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะนี้ เป็นอย่างนี้ "ฟัง" เพื่อเข้าใจ ต้องไปทำอะไรไหม? ถ้าทำ ผิดหรือถูก? ผิดทันที!!เข้าใจเมื่อกี้นี้ ดับไหม? ดับไป แต่ก็มีสิ่งที่เกิด สืบต่อ เหมือนไม่มีอะไรดับไปสักอย่างเดียว

คุณกนกวรรณ   กราบเท้าท่านอาจารย์ กราบวิทยากรทุกท่านค่ะ ท่านอาจารย์คะ ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ไม่ควรรีรอที่จะเข้าใจ ที่ไม่มีตัวตน

ท่านอาจารย์   ถ้ามีคนบอกคุณกนกวรรณว่า อย่าเพิ่งรู้เลย ว่าไม่ใช่เรา ทำไมถึงต้องให้รอ? ก็เป็นเรามาตั้งนานแล้ว ที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ควรจะรอต่อไปอีกหรือเปล่า? รอไปก็เหมือนเก่า เหมือนเดิม ที่ไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ถ้ามีคำพูดบอกว่า ยังไม่ต้องรู้หรอก อย่าเพิ่งรู้เลย ถูกไหม? 

คุณกนกวรรณ   ไม่ถูกค่ะ 

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเชื่อทุกคำที่ใครพูด แต่ฟัง แล้วก็พิจารณา แล้วก็เข้าใจ ว่าถูกหรือเปล่า? ก็เป็นเรามาตั้งนาน หลายแสนโกฏกัปชาติ แล้วก็ไม่รู้ว่า ความจริง ไม่มีเรา แล้วก็จะให้ไม่รู้ต่อไป อย่าเพิ่งไปรู้เลย ว่าไม่ใช่เรา

ถ้าคำพูดนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่ให้คนอื่นเห็นประโยชน์ของการที่ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก กว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่เราจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังแล้วรู้เลย ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เริ่มฟังให้เข้าใจก่อน แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่? ระหว่างที่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา ก็เป็นเราต่อไปอีก 

คุณกนกวรรณ   คือเขาบอกว่า ศึกษาไปว่าไม่ใช่เรา แต่ก็ยังเป็นเรา แน่นอนอยู่แล้ว

ท่านอาจารย์   ถูกต้อง ถูกต้อง เป็นเรามานานแสนนาน แค่ฟังแค่นี้ เพียงได้ยินได้ฟังว่าไม่ใช่เรา แต่ถ้าได้ยินได้ฟังว่าไม่ใช่เรา แล้วไม่ใช่เราจริงๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องทรงแสดงพระธรรมมากมาย 

คุณกนกวรรณ   แต่ความผูกพัน ใน...

ท่านอาจารย์   ความผูกพัน เป็นธรรมะหรือเปล่า? 

คุณกนกวรรณ   เป็นค่ะ

ท่านอาจารย์   นี่ไง อย่าเพิ่งไปรู้เลยว่าเป็นธรรมะหรือ? จะได้ผูกพันต่อไปหรืออย่างไร? หรือต้องรู้ แม้ความผูกพันซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา มีใครบ้างที่ไม่มีความผูกพัน ไม่มีความติดข้อง? เพราะไม่รู้ ก็ต้องมี เพราะฉะนั้น จะค่อยละคลาย ลดน้อยลงไปได้ ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้น ถึงขั้นที่สามารถที่จะดับการยึดถือสภาพธรรมะว่าเป็นตัวตน ก็เป็นละความผูกพัน ที่ยึดถือธรรมะว่าเป็นตัวตน

คุณกนกวรรณ   แล้วความรู้สึกที่ยึดท่านอาจารย์เป็นที่พึ่งทางธรรมล่ะคะ

ท่านอาจารย์   ก็ลืมคำแรก ทุกอย่างเป็นธรรมะ ใครจะยึดใครเป็นที่พึ่ง ถูกต้องไหม? เพราะว่า ทุกคนมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พึ่งคนอื่นไม่ได้แน่นอน แต่ ทุกคำ ที่ได้ตรัสไว้ดีแล้วเป็นที่พึ่ง

คุณกนกวรรณ   แต่ถ้าไม่มีท่านอาจารย์มาบรรยาย ก็ไม่ทราบค่ะ ไปฟังที่ไหนก็....

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครพูด อย่าลืม ไม่ว่าใครพูด ถ้าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้อง เป็นความจริง ทั้งหมด เป็นพระพุทธพจน์ ไม่ว่าใคร 

คุณกนกวรรณ   เมื่อเสาร์ก่อน ที่ฟังท่านอาจารย์ในชั่วโมงพระสูตร ท่านอาจารย์บอกว่า ไม่มีใครในห้องนี้ หนูใจหาย

ท่านอาจารย์   ใจหาย ก็เป็นธรรมะ ต้องไม่ลืมคำนี้เลย จนกว่าปัญญาสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฟัง แต่ว่าสภาพธรรมะขณะนี้เป็นอย่างนี้ แล้วฟังว่าเป็นอย่างนี้ แต่ยังไม่ได้รู้ความจริงอย่างนี้ จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้น และการละคลายความเป็นเรา ที่ติดข้องในทุกสิ่ง ทุกอย่าง ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ค่อยๆน้อยลง

คุณกนกวรรณ   พอใจหายเสร็จ ก็รู้สึกเศร้า ที่ว่าฟังมาตั้งนานแล้ว ไม่เข้าใจ

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกนกวรรณจะพูดกับใคร แล้วคนนั้นบอกว่า เป็นธรรมะ หรือเปล่า? จะว่าอย่างไร? กำลังเศร้า เป็นธรรมะหรือเปล่า?

คุณกนกวรรณ   เป็นค่ะ

ท่านอาจารย์   ลืมแล้ว ใช่ไหม?

คุณกนกวรรณ   ลืม

ท่านอาจารย์   เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังจนกว่าไม่ลืม

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ หน้าที่ ๓๕๗

เรื่องการฟังธรรม

*ข้อความเบื้องต้น*

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภการฟังธรรมตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   "อปฺปกา  เต  มนุสฺเสสุ"  เป็นต้น.

*คนอาศัยภพแล้วติดภพมีมาก*

 ดังได้สดับมา  พวกมนุษย์ผู้อยู่ถนนสายเดียวกัน ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน    ถวายทานโดยรวมกันเป็นคณะแล้ว  ก็ให้ทำการฟังธรรมตลอดคืนยังรุ่ง, แต่ไม่อาจฟังธรรมตลอดคืนยังรุ่งได้;   บางพวกเป็นผู้อาศัยความยินดีในกาม  ก็กลับไปเรือนเสียก่อน, บางพวก เป็นผู้อาศัยโทสะ  ไปแล้ว,  แต่บางพวกง่วงงุนเต็มที  นั่งสัปหงกอยู่ในที่นั้นนั่นเองไม่อาจจะฟังได้. ในวันรุ่งขึ้น   พวกภิกษุยังถ้อยคำให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมเจาะจงถึงเรื่องนั้น.  พระศาสดาเสด็จมา  ตรัสถามว่า  "ดูกร ภิกษุทั้งหลายบัดนี้   พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?"  เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า  "ด้วยเรื่องชื่อนี้"   จึงตรัสว่า   "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย    ธรรมดาสัตว์เหล่านี้    อาศัยภพแล้ว เลยข้องอยู่ในภพนั่นเอง  โดยดาษดื่น,  ชนิดผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย,"  เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-    

"บรรดามนุษย์   ชนผู้ถึงฝั่งมีจำนวนน้อย,  ฝ่ายประชานอกนี้  เลาะไปตามตลิ่งอย่างเดียว,  ก็ชนเหล่าใดแล  ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่เรากล่าวชอบแล้ว,  ชนเหล่านั้นล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้ยากอย่างเอกแล้ว  จึงถึงฝั่ง."

...ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหมอทวีป คุณพรทิพย์ ถูกจิตร...

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณหมอทวีป คุณพรทิพย์ ถูกจิตร
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
panasda
วันที่ 4 ม.ค. 2559 19:36 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
abhirak
abhirak
วันที่ 4 ม.ค. 2559 20:55 น.

ซาบซึ้งในคำสอนจากท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ขอกราบอนุโมทนาแด่คุณหมอและ

เหล่าผู้มีศรัทธา มีกุศลจิตทุกๆท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 5 ม.ค. 2559 05:20 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 5 ม.ค. 2559 08:22 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 5 ม.ค. 2559 13:41 น.

สาธุ อนุโมทนา ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 5 ม.ค. 2559 15:47 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 5 ม.ค. 2559 18:15 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
napachant
napachant
วันที่ 6 ม.ค. 2559 11:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 6 ม.ค. 2559 15:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 6 ม.ค. 2559 16:58 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
nong
วันที่ 8 ม.ค. 2559 07:11 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
kullawat
วันที่ 8 ม.ค. 2559 08:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
Boonyavee
วันที่ 8 ม.ค. 2559 10:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
chvj
วันที่ 9 ม.ค. 2559 15:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
ปวีร์
วันที่ 11 ม.ค. 2559 18:34 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
ch.
ch.
วันที่ 14 ม.ค. 2559 21:29 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
thilda
thilda
วันที่ 17 ม.ค. 2559 17:08 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 21 ม.ค. 2559 22:22 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ