Print 
สิ่งที่ปรากฏกับ เห็น
 
luck_kit
วันที่  14 ธ.ค. 2558
หมายเลข  27302
อ่าน  873

ช่วยอธิบายลักษณะที่แตกต่างด้วยครับ ดูเหมือนจะเกิดขึ้นพร้อมกัน


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 14 ธ.ค. 2558 14:11 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   

     คำว่า  เห็น  กับ สิ่งที่ปรากฏทางตา   เป็นคำพูดภาษาไทยที่ส่องให้เข้าใจตัวจริงของสภาพธรรม    ซึ่งมีลักษณะจริง ๆ  ไม่ใช่เป็นเพียงคำหรือชื่อเท่านั้น  เพราะเหตุว่าในภาษาบาลี    หรือ ภาษาของชาวมคธ   ซึ่งเป็นภาษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ในการประกาศพระศาสนา ไม่มีคำว่า "เห็น"  แต่มีคำว่า    "จักขุวิญญาณ"  ไม่มีคำว่าสิ่งที่ปรากฏทางตา  แต่มีคำว่า "รูปารัมมณะ, วัณณะ, รูปะ"  เป็นต้น       ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพธรรมที่ต่างกัน  คือ เป็นนามธรรม (สภาพธรรมที่น้อมไปสู่อารมณ์, รู้อารมณ์  ได้แก่ จิต และ เจตสิก)  กับ  รูปธรรม (สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร) เห็น กับ สิ่งที่ปรากฏทางตา  ต่างกันอย่างแน่นอน  เพราะเห็น เป็นนามธรรม เป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นผลของกรรม  เกิดขึ้นที่จักขุปสาทะ  แล้วดับไป  เพียงชั่วขณะสั้น ๆ เท่านั้น และเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ก็จะต้องมีเจตสิก ๗ ประเภทเกิดร่วมด้วย    คือผัสสะ  เวทนา  สัญญา  เจตนา  เอกัคคตา  ชีวิตินทรีย์  และ มนสิการะ  ทั้งจิตเห็น  และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เป็นธรรม เป็นนามธรรม ไม่ใช่เรา ส่วนสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นรูปธรรมประเภทหนึ่ง ไม่รู้อารมณ์เหมือนอย่างนามธรรม

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ธ.ค. 2558 20:57 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ธรรม ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันเลย มีจริงๆในชีวิตประจำวันและเป็นจริงทุกขณะด้วย ไม่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องใด ไม่พ้นธรรม  เพราะธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ  เห็น มีจริงๆ เป็นธรรม เป็นนามธรรม ที่รู้สีเป็นอารมณ์  จิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เห็น  ไม่ใช่เราที่เห็น  และเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา คือ สี เท่านั้น โดยสิ่งที่ปรากฏทางตา นั้น ก็มีจริง เป็นรูปธรรม   ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ก่อนจะมีจิตเห็นเกิด ก็มีจิตขณะอื่นที่เกิดก่อน แสดงถึงความเกิดดับสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสายของสภาพธรรม  ซึ่งหาความเป็นสัตว์เป็นบุคคลไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 15 ธ.ค. 2558 04:25 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kullawat
วันที่ 15 ธ.ค. 2558 08:05 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 15 ธ.ค. 2558 11:52 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ธ.ค. 2558 10:36 น.

ในโลกนี้มี 2 อย่าง คือนามธรรม กับรูปธรรม   นามเป็นสภาพรู้ ธาตุรู้   ส่วนรูปไม่ใช่สภาพรู้  ไม่รู้สึก ไม่คิดนึก   เพราะฉะนั้น  สี เป็นรูปธรรม   เห็น เป็นนามธรรม ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 19 ธ.ค. 2558 11:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
nong
วันที่ 31 ธ.ค. 2558 05:20 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 1 ม.ค. 2559 11:41 น.

   เห็น เป็นนามธรรม เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่เพียงปรากฏกับเห็นซี่งเป็นรูปธรรม คือ สี เท่านั้น  แต่ด้วยความเกิดดับอย่างรวดเร็วของสภาพธรรม  ทันทีที่เห็นจึงเหมือนตั้งขึ้นพร้อมนิมิต  ขณะที่เห็น เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น แต่เพราะคิดเกิดขึ้นหลังเห็น  คิดถึงนิมิตสัณฐาน เป็นสัตว์ บุคคล สิ่งของต่างๆ มากมาย...  ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านค่ะ    

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
wirat.k
wirat.k
วันที่ 6 ม.ค. 2559 02:09 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
นิตยา
นิตยา
วันที่ 21 ม.ค. 2559 18:31 น.

เห็นมีจริง สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีจริงจะทราบได้ด้วยปัญญาตามลำดับไม่ข้ามขั้นฟังพระธรรมจนเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งไม่ใช่เราเป็นธรรมแต่ละหนึ่งกราบอนุโมทนาในกุศลศรัทธาสาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
s_sophon
วันที่ 17 ก.พ. 2559 07:13 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ