การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว[อสัมปทานชาดก]
 
paderm
paderm
วันที่  16 มี.ค. 2558
หมายเลข  26321
อ่าน  1,170

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 514

๑.  อสัมปทานชาดก การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว

   [๑๓๑]  " ไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่ง   ซึ่งเป็นคนพาล   

   ย่อมเป็นโทษ   ก่อให้เกิดการแตกร้าวกัน 

   เพราะไม่รับของไว้  เพราะฉะนั้น   

   เราจึงรับเอาข้าวลีบ   กึ่งมานะ  ไว้ด้วยมาคิดว่า 

  ไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย 

  ขอให้ไมตรีของเรานี้   ดำรงยั่งยืน   ต่อไปเถิด."   

จบ  อสัมปทานชาดกที่  ๑

อรรถกถาอสัมปทานวรรคที่  ๑๔

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 515

อรรถกถาอสัมปทานชาดกที่  ๑

   พระศาสดาเมื่อประทับอยู่  ณ  พระเวฬุวันมหาวิหาร  ทรงปรารภพระเทวทัต   ตรัสพระธรรมเทศนานี้  มีคำเริ่มต้นว่า  อสมฺปทาเนนิตรีตรสฺส  ดังนี้.

   ความย่อว่า ในครั้งนั้น  ภิกษุทั้งหลาย  ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในโรงธรรมว่า  อาวุโสทั้งหลาย   พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณของพระตถาคต    พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า  ดูก่อน  ภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร?  เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว  ตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น  ที่พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญู  แม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน    แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก  ดังต่อไปนี้ :-

   ในอดีตกาล ครั้งพระราชามคธพระองค์หนึ่ง  เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครราชคฤห์  แคว้นมคธ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐี(ในรัชกาล)ของพระราชาพระองค์นั้น มีสมบัติ   ๘๐  โกฏิ  ชื่อว่า  สังขเศรษฐี  ในพระนครพาราณสี มีเศรษฐีมีสมบัติ  ๘๐  โกฏิ  ชื่อว่า  ปิลิยเศรษฐี  เศรษฐีทั้งสองนั้นเป็นสหายกัน  ในเศรษฐีทั้งสองนั้น  ปิลิยเศรษฐี   ในพระนครพาราณสี   ประสบภัยอย่างมหันต์ด้วยหน้าที่การงานบางอย่างถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว  กลายเป็นคนขัดสนไร้ที่พำนัก   ชวนภรรยาเดินทางไปหมายพึ่งท่านสังขเศรษฐี  ออกจากพระนครพาราณสี  มุ่งไปสู่พระนครราชคฤห์ด้วยเท้าเปล่า  จนถึงนิเวศน์ของท่านสังขเศรษฐี ท่านสังขเศรษฐีเห็นเขาแล้ว  กล่าวว่า เพื่อนของเรามาแล้ว  ต้อนรับแข็งแรง  แสดงความเคารพนับถือ  ให้พักอยู่สองสามวัน  วันหนึ่งจึงถามว่า  เพื่อนรัก   ท่านมาด้วยต้องการอะไร? ปิลิยเศรษฐีตอบว่า เพื่อนยาก ภัยบังเกิดแก่ข้าพเจ้า  ถึงสิ้นเนื้อประดาตัว  ช่วยอุดหนุนข้าพเจ้าด้วยเถิด 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 516

   ฝ่ายสังขเศรษฐีก็กล่าวว่า  ดีละเพื่อน   อย่ากลัวไปเลย   แล้วสั่งให้เปิดคลัง  แบ่งเงินให้  ๔๐ โกฏิ  แล้วยังแบ่งครึ่งสวิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของตนทุกอย่าง    อันเป็นบริวารตามกำหนด  ส่วนที่เหลือให้อีกด้วย  ปิลิยเศรษฐีขนสมบัติกลับไปพระนครพาราณสี  ตั้งหลักฐานได้

   ในเวลาต่อมา   ภัยเช่นเดียวกันนั่นแหละ    ก็เกิดแก่ท่านสังขเศรษฐีบ้าง  ท่านสังขเศรษฐีใคร่ครวญถึงที่พำนักของตน  คิดได้ว่า  เราได้ทำอุปการะอย่างใหญ่หลวงไว้แก่สหาย   แบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง   เขาเห็นเราแล้วคงไม่ทอดทิ้ง   เราจักไปหาเขา  ดังนี้แล้ว    พาภรรยาเดินทางไปพระนครพาราณสีด้วยเท้าเปล่า  กล่าวว่า   นางผู้เจริญ   เธอจะเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับพี่ดูไม่ควรเลย  เธอคอยขึ้นยานที่พี่ส่งมารับไปกับบริวารจำนวนมากภายหลัง   จงคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพี่จะส่งยานมารับ  

   ดังนี้แล้วให้นางพักที่ศาลา   ตนเองเข้าสู่พระนคร  ไปสู่เรือนเศรษฐี   ให้คนบอกท่านเศรษฐีว่า  สหายของท่านชื่อ   สังขเศรษฐีมาจากพระนครราชคฤห์  ปิลิยเศรษฐีให้คนไปเชิญมา  ครั้นเห็นสังขเศรษฐีแล้ว  ก็มิได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง   ไม่กระทำปฏิสันถารเลย  เอ่ยถามอย่างเดียวว่า   ท่านมาทำไม?   สังขเศรษฐีตอบว่า   ข้าพเจ้ามาเพื่อพบท่าน  ถามว่า  ท่านพักที่ไหนล่ะ?  ตอบว่า  ที่พักของข้าพเจ้ายังไม่มีดอก    ข้าพเจ้าให้แม่บ้านหยุดคอยที่ศาลาแล้วมาก่อน  ปิลิยเศรษฐีกล่าวว่า  ที่พักของท่านที่นี่ก็ไม่มี  ท่านจงรับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 517

อาหารไปให้เขาหุงต้มกิน  ณ  ที่แห่งหนึ่ง  แล้วพากันไปเสียเถิด  อย่ามาพบเราอีกเลย พลางสั่งทาสว่า  เจ้าจงตวงข้าวลีบ ๔ ทะนานห่อชายผ้าสหายของเราให้ไปเถิด  ได้ยินว่า  วันนั้น  ปิลิยเศรษฐีให้คนฝัดข้าวสาลีแดงไว้ประมาณพันเกวียน   ขึ้นยุ้งไว้เต็มทั้งที่ได้รับทรัพย์  ๔๐  โกฏิมา  ยังเนรคุณ  เป็นเหมือนมหาโจร  บอกให้ข้าวทะนานเดียวแก่เพื่อนได้  ทาสตวงข้าวลีบ  ๔  ทะนานใส่กระเช้าแล้วไปหาพระโพธิสัตว์   พระโพธิสัตว์คิดว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ   ได้ทรัพย์  ๔๐  โกฏิจากสำนักของเรา  บัดนี้สั่งให้ข้าวลีบ  ๔  ทะนาน  เราจะรับหรือไม่รับดีหนอ  ครั้นแล้วมีปริวิตกว่า   คนผู้นี้เป็นคนเนรคุณ  ประทุษร้ายมิตรทำลายมิตรภาพระหว่างเราเสียแล้ว    ด้วยความเป็นคนตัดรอนอุปการะที่เราทำไว้  ถ้าเราไม่รับข้าวลีบ  ๔  ทะนานที่เขาให้   เพราะเป็นของเลวไซร้  ก็จักต้องทำลายมิตรภาพ   คนอันธพาลที่ไม่ยอมรับสิ่งของที่ตนได้เล็กน้อย  ย่อมยังมิตรภาพให้สลายไป  แต่เรารับข้าวลีบที่เขาให้  จักยังดำรงมิตรภาพไว้ได้ด้วยอำนาจของเรา  แล้วก็ห่อข้าวลีบ ๔  ทะนาน  ที่ชายผ้าลงจากปราสาทไปสู่ศาลา  ครั้งนั้น  ภรรยาถามท่านว่า ท่านเจ้าข้า ท่านได้สิ่งไรมาบ้าง?  ตอบว่า  ปิลิยเศรษฐีสหายของเราให้ข้าวลีบมา   ๔  ทะนาน  แล้วสลัดเราเสียในวันนี้เลยทีเดียว  นางกล่าวว่า  ท่านเจ้าข้า  ท่านรับมาทำไม  มันสมควรแก่ทรัพย์  ๔๐  โกฏิละหรือ  แล้วเริ่มร้องไห้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นางผู้เจริญ   เธออย่าร้องไห้เลย  พี่เกรงจะเสียไมตรีกับเขา    

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 518

จึงรับมาเพื่อดำรงมิตรภาพไว้ด้วยอำนาจของพี่   เธอจะร้องไห้ไปทำไม  ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า

" ไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่ง  ซึ่งเป็นคนพาล

   ย่อมเป็นโทษ  ก่อให้เกิดแตกร้าวกัน 

   เพราะไม่รับของไว้  เพราะฉะนั้น 

   เราจึงรับเอาข้าวลีบกึ่งมานะ  ไว้ด้วยมาคิดว่า 

  ไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย

  ขอให้ไมตรีของเรานี้ ดำรงยั่งยืน  ต่อไปเถิด "  ดังนี้.

   บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  อสมฺปทาเนน  ความว่า  เพราะไม่ยอมรับของไว้  เข้าสนธิกันโดยลบสระ  ได้ความว่า  เพราะไม่ถือเอาสิ่งของไว้  บทว่า   อิตรีตรสฺส  ได้แก่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  แม้จะเลวหรือไม่เลยก็ตาม  บทว่า  พาลสฺส  มิตฺตานิ  กลี  ภวนฺติ  ความว่า  ไมตรีของคนโง่ๆ   ไร้ปัญญา  ย่อมชื่อว่าเป็นกลี  คือเป็นเช่นกับตัวกาฬกรรณี  อธิบายว่า ย่อมทำลายได้.

   ด้วยบทว่า  ตสฺมา  หรามิ  ภุส  อฑฺฒมมาน นี้ พระโพธิสัตว์แสดงว่า ด้วยเหตุนั้น  พี่จึงหอบหิ้ว  คือยอมรับข้าวลีบตุมพะหนึ่ง(๔ ทะนาน) ที่สหายเขาให้  อธิบายว่า มานะหนึ่งเท่ากับ ๘ ทะนาน

๑  มานะ เป็นชื่อมาตรา, ๘ ทะนานเท่ากับ ๑ มานะ, กึ่งมานะเท่ากับ ๔ ทะนาน. 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 519

กึ่งมานะเท่ากับ  ๔  ทะนาน  และ  ๔  ทะนาน  ชื่อว่า  หนึ่งดุมพะ

ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า  ปลาปตุมฺพ  บทว่า  มา  เม  มิตฺติ  ภิชฺชิตฺถ  สสฺสตาย  ความว่า  ไมตรีของเรากับสหายอย่าแตกกันเสียเลย  ขอให้ไมตรีนี้จงยั่งยืนอยู่ต่อไปเถิด 

   ก็เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่อย่างนี้   ภรรยาคงร้องไห้อยู่นั่นเอง  ในขณะนั้น  ทาสผู้ทาการงานที่ท่านสังขเศรษฐีมอบให้แก่ปิลิยเศรษฐี  ผ่านมาทางประตูศาลา  ได้ยินเสียงภรรยาของท่านเศรษฐีร้องไห้   จึงเข้าไปยังศาลา   เห็นเจ้านายเก่าของตน   ก็หมอบลงแทบเท้า   ร้องไห้คร่ำครวญ   พลางถามว่า   ข้าแต่นายท่านพากันมาที่นี่ทำไม  ?  ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด  ทาสผู้ทำงานจึงปลอบท่านทั้งสองว่า   ช่างเถิดนาย  ท่านทั้งสองอย่าคิดเลย  แล้วพาไปเรือนของตน   ให้อาบน้ำหอม  ให้บริโภคอาหาร  เรียกทาสทั้งหลายที่เหลือมาประชุมกัน    แสดงให้รู้ว่า เจ้านายของพวกท่านมาแล้ว  รออยู่สองสามวัน ก็พาทาสทั้งหมดไปสู่ท้องพระลานหลวง  แล้วร้องตะโกนโพนทนาขึ้น  พระราชารับสั่งให้เรียกมาตรัสถามว่า   นี่เรื่องอะไรกัน ?   ทาสเหล่านั้นพากันกราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา    พระราชาทรงสดับคำของพวกทาสแล้ว   รับสั่งให้เรียกเศรษฐีทั้งสองเข้ามาเฝ้าตรัสถามท่านสังขเศรษฐีว่า  มหาเศรษฐี  ได้ยินว่า  ท่านให้ทรัพย์  ๔๐  โกฏิ  แก่ปิลิยเศรษฐี  จริงหรือ ?  พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 520

ข้าแต่มหาราชเจ้า  มิใช่แต่ทรัพย์อย่างเดียวเท่านั้น  ที่ข้าพระองค์ให้แก่สหายผู้นึกถึงข้าพระองค์  แล้วบ่ายหน้ามาสู่พระนครราชคฤห์  ข้าพระองค์แบ่งสวิญญาณกทรัพย์  และอ-วิญญาณกทรัพย์ที่เป็นสมบัติทุกอย่าง  ออกเป็นสองส่วน  แล้วแบ่งเท่าๆ กัน  พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามปิลิยเศรษฐีว่า   ข้อนั้นเป็นความจริงหรือ ?  ปิลิยเศรษฐีกราบทูลว่า  ข้าแต่สมมติเทพ  เป็นความจริงพระเจ้าข้า  ตรัสถามต่อไปว่า  ก็เมื่อเขานึกถึงท่าน  มาหาถึงนี่แล้ว  ท่านยังจะได้กระทำสักการะ  สัมมานะ  อะไรบ้างเล่า ?  เขานิ่งเสีย  รับสั่งถามต่อไปว่า  ยังอีกข้อหนึ่งเล่า  เจ้าได้ให้ทาสตวงข้าวลีบดุมพะหนึ่งใส่ชายผ้าให้เขาไป ยังจะจริงหรือ ? ปิลิยเศรษฐีแม้จะฟังพระดำรัสนั้น  ก็คงนิ่งอึ้งอยู่นั่นเอง  พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่า  ควรทำอย่างไร  ทรงบริภาษปิลิยเศรษฐี  แล้วตรัสว่า  ไปกันเถิดท่านทั้งหลาย  จงไปเอาสมบัติในเรือนของปิลิยเศรษฐี  ให้แก่สังขเศรษฐีเถิด   พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า   ข้าแต่มหาราชเจ้า  ข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเลย  ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานส่วนที่ข้าพระองค์ให้แก่เขาเท่านั้นเถิด   พระเจ้าข้า  พระราชารับสั่งให้พระราชทานสมบัติอันเป็นส่วนของพระโพธิสัตว์  พระโพธิสัตว์ได้คืนสมบัติที่ตนให้ไปทั้งหมดแล้ว  แวดล้อมด้วยทาสกลับไปสู่พระนครราชคฤห์   นั่นแหละ   ตั้งหลักฐานได้แล้ว    กระทำบุญทั้งหลาย    มีให้ทานเป็นต้น  แล้วไปตามยถากรรม.

   พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  ทรงประชุมชาดกว่า  ปิลิยเศรษฐีในครั้งนั้น  ได้มาเป็นเทวทัต  ส่วนสังขเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอสัมปทานชาดกที่ ๑


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ