เกี่ยวกับกุศลหรืออกุศลวิบาก
 
thilda
thilda
วันที่  25 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25963
อ่าน  1,112

      เรียนถามอาจารย์ค่ะ การที่จิตเห็นเกิด เป็นกุศลวิบาก ก็คือจิตเห็นสีที่น่าพอใจ และเป็นอกุศลวิบาก ก็คือจิตเห็นสีที่ไม่น่าพอใจ  การที่เห็นแล้วนึกพอใจหรือไม่พอใจ ก็เป็นจิตต่อๆ มาที่เกิดขึ้นนึกคิดพอใจหรือไม่พอใจตามกิเลสที่สั่งสมมา คราวนี้สมมติว่า เราไปที่เว็บไซต์แห่งหนึ่งที่สวยงาม แต่มีความคิดเห็นที่เขียนด่าเรา สงสัยว่า จิตเห็นที่เกิดขึ้นเห็นสีในส่วนข้อความนั้น  จะเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากก็ได้ แล้วแต่สีนั้นๆ ที่จิตเกิดขึ้นเห็นใช่ไหมคะ  เนื่องจากการที่จะรู้ว่าเป็นการเขียนด่าเป็นจิตคิดที่เกิดขึ้นจึงรู้ว่าเป็นการเขียนด่า เช่นนี้ การให้ผลของกรรมที่เป็นกุศลวิบาก และอกุศลวิบาก จะต่างกันอย่างไรคะ  เพราะกุศลกรรมก็ย่อมให้ผลเป็นกุศลวิบาก อกุศลกรรมก็ย่อมให้ผลเป็นอกุศลวิบาก อย่างเช่นในกรณีนี้คือมีผู้เขียนด่า

     ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่  รบกวนอาจารย์ทุกท่านอธิบายเพื่อความเข้าใจต่อไปด้วยค่ะขอบพระคุณและขออนูโมทนาอย่างยิ่งค่ะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 25 ธ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

            

     ขณะที่เห็น ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ซึ่งก็แล้วแต่ว่า เห็นขณะนั้นเป็นกุศลวิบาก  ก็มีสีที่ดี รูปที่ดีเป็นอารมณ์  ส่วนขณะที่เห็นที่เป็นอกุศลวิบากก็มีสี  ที่เป็นรูปไม่ดีเป็นอารมณ์ แต่หลังจากนั้นก็คิดต่อในรูปร่างสัณฐานของสี เช่น เส้นสีดๆ สีต่างๆ  ก็เพราะจำ สัญญาที่จำได้  ตามภาษาที่เรียนมา แปลความหมาย  ก็คิดเป็นคำด่า อย่างนี้ก็คิดนึกแล้วไม่เกี่ยวกับกุศลวิบาก อกุศลวิบาก สีดี สีไม่ดี แล้วก็จิตเป็นกุศล อกุศล  ตามการสะสมของแต่ละบุคคลที่สะสมมา  เพราะฉะนั้น ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้เลยว่า สีอย่างนี้ แบบนี้เป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบากได้อย่างละเอียด เพราะล่วงเลยปัญญาของปุถุชน  เพียงแต่เข้าใจถูกตามความเป็นจริงว่า  ถ้าเห็น เป็นกุศลวิบาก ก็เป็นสีที่ดี ถ้าเห็นเป็นอกุศลวิบากก็เห็นสิ่งที่ไม่ดี ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 25 ธ.ค. 2557

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       ความเป็นจริงของธรรม เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องฟังพระธรรมต่อไป ไม่มีหนทางอื่น ในเมื่อธรรมะความจริงก็คืออย่างนี้  สิ่งที่ปรากฏทางตาจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม ก็ต้องเป็นรูปชนิดหนึ่งสามารถปรากฏเมื่อกระทบกับจักขุปสาท (ตา) โดยมีกรรมเป็นปัจจัยทำให้มีการเห็นเกิดขึ้น   ถ้าเห็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ก็เป็นกุศลวิบาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจก็เป็นอกุศลวิบากตามความเป็นจริงของสภาพธรรม และที่สำคัญเห็นแล้ว ก็ต้องมีจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่ได้มีเพียงเห็นเท่านั้น สิ่งที่ควรรู้ ก็รู้อย่างนี้ และกำลังปรากฏอย่างนี้ แต่เพราะความไม่รู้ที่สะสมมามีมาก ก็ต้องฟังจนกว่าจะค่อย ๆ เข้าใจขึ้นว่าสภาพที่ปรากฏก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง  เป็นธรรม ไม่ใช่ใครอื่นใดเลย เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น  สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้น ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 25 ธ.ค. 2557

ขณะที่จิตเห็นเป็นผลของกรรม  เฉพาะเห็นอย่างเดียว ขณะที่คิดเป็นคำด่า หรือ คำชมด้วยจิตที่เป็นกุศล  หรือ อกุศล  ขณะนั้นไม่ใช่ผลของกรรม ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 26 ธ.ค. 2557

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
thilda
thilda
วันที่ 26 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
thilda
thilda
วันที่ 27 ธ.ค. 2557

การให้ผลของกรรมมีความซับซ้อนเกินปัญญาของปุถุชนที่จะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ แต่ผลของกรรมมีจริงแน่นอน    ผลของกุศลกรรมมีจริง ให้ผลเป็นกุศลวิบาก ผลของอกุศลกรรมมีจริง ให้ผลเป็นอกุศลวิบาก  ขณะที่เห็น/ได้ยิน/ได้กลิ่น/ลิ้มรส/รู้กระทบสัมผัสเพียง 1 ขณะ  ก็เป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากที่เกิดขึ้น  เมื่อจิตเกิดขึ้นเห็น 1 ขณะ เห็นเพียงแค่สี มีจิตคิดนึกต่อ สลับกับจิตเกิดขึ้นเห็นอีกในขณะต่อๆ ไปอย่างรวดเร็ว  ประกอบกับสัญญา ประมวลแต่ละขณะที่เห็นสี เข้าใจเป็นคำ ในภาษาที่ได้เล่าเรียน จากความจำ คือ สัญญาที่มี ประกอบกันเป็นข้อความ รู้ว่าข้อความนั้นหมายถึงอะไร เกิดกุศลจิตหรืออกุศลจิตต่อตามการสะสม  

เมื่อวานนี้ได้ไตร่ตรองจากความคิดเห็นของอาจารย์ และจากที่ได้ศึกษามา คิดว่าพอเข้าใจแล้ว ไม่สงสัยในเรื่องนี้แล้วค่ะ และจะฟัง ศึกษาพระธรรมต่อไปค่ะ  พระธรรมเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งและละเอียดอย่างยิ่ง  ผู้ศึกษาพระธรรมจึงต้องเป็นผู้ละเอียดและใช้เวลาศึกษาอบรมเจริญปัญญาต่อไปเป็นจิรกาลภาวนา  ไม่มีสูตรลัด เพราะเป็นเรื่องของความเข้าใจ การเจริญขึ้นของปัญญา ไม่ใช่เรา

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 28 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ดวงทิพย์
ดวงทิพย์
วันที่ 28 ธ.ค. 2557

เพราะมึเรา..จึงมีเขา..เป็นอัตตสัญญา..จนกว่าจะคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ขณะสติปัญญาเกิดระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงทั่วและชัดเจนขึ้นทั้ง 6 ทวาร.. สาธุอนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
peem
วันที่ 31 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
papon
papon
วันที่ 1 ม.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 30 มิ.ย. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ