วิจิกิจฉา
 
papon
papon
วันที่  17 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25914
อ่าน  8,531

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน

"วิจิกิจฉา" ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ช่วยกรุณาให้อรรถาธิบายในคำนี้ด้วยครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

         

     วิจิกิจฉา  มีลักษณะที่สงสัย   ลังเลใจ    ตัดสินใจไม่ได้ในเรื่องของสภาพธรรม   มีความคิดเห็นเป็น ๒ อย่าง อุปมาเหมือนทาง  ๒  แพร่ง  เช่น พระพุทธ   พระธรรม  พระสงฆ์  มีคุณจริงหรือไม่  นรก  สวรรค์  ชาติหน้ามีจริงหรือไม่  บาปบุญมีจริงหรือไม่  และผลของบาปบุญให้ผลได้จริงหรือไม่   วิจิกิจฉาเจตสิกเกิดกับอกุศลจิตประเภทโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์เพียงดวงเดียวเท่านั้น

     วิจิกิจฉา โดยทั่วไป จึงมุ่งหมายถึง ความลังเลสงสัย ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ในสิกขา  สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีต  สงสัยในขันธ์ที่เป็นอนาคต    สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีตและอนาคต สงสัยในปฏิจจสมุปบาท   ดังนั้นจึงมุ่งหมายถึง ความลังเลสงสัยในเรื่องสภาพธรรมด้วยเป็นสำคัญ   แต่ถ้าสงสัยในเรื่องทั่วๆไป เช่น เรื่องราวทางโลกที่ไม่เกี่ยวกับสภาพธรรม      เช่น สงสัยว่า 4 บวก 5 เป็นเท่าไหร่    ความสงสัยนี้ไม่ใช่วิจิกิจฉาครับ    เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ...วิจิกิจฉา ๘ อย่าง  

     ซึ่งผู้ที่จะละ ความลังเลสงสัยจนหมดสิ้น คือ พระโสดาบัน  แต่ก่อนจะถึงความเป็นพระโสดาบัน ก็อาศัยพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง และปัญญาที่เจริญขึ้น ก็ค่อยๆละ ความลังเล สงสัยได้ ทีละเล็กละน้อย  พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมที่จะค่อยๆ ละความลังเลสงสัย ด้วยธรรม 6 ประการ ดังนี้

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 325

                                          ธรรมสำหรับละวิจิกิจฉา

     อีกอย่างหนึ่ง  ธรรม ๖ ประการ   ย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) คือ ๑. ความสดับมาก    ๒.  การสอบถาม    ๓.  ความชำนาญในวินัย    ๔.  ความมากด้วยความน้อมใจเชื่อ     ๕.  ความมีกัลยาณมิตร  ๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

     ความสดับมาก...เพราะเป็นผู้ฟังพระธรรมมากด้วยความเข้าใจในพระธรรม  เมื่อมีความเข้าใจพระธรรมมากขึ้น  เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม เป็นธรรมดา   ย่อมค่อยๆ  ละคลายความไม่เชื่อ ความสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรมได้  เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมจึงเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่จะละคลายความสงสัยเสียได้

     การสอบถาม...เมื่อไม่เข้าใจ ก็สอบถามและเมื่อได้เข้าใจในคำตอบ ปัญญาเจริญขึ้นจึงละคลายความสงสัยในสิ่งที่ถามและในพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้  ความชำนาญในวินัย ..... เพราะเข้าใจถึงเหตุและผลของพระพุทธองค์   ที่ทรงแสดงตามความเป็นจริงในส่วนอื่นๆ ย่อมละคลายความสงสัยเสียได้

     ความน้อมใจเชื่อ..หมายถึงน้อมใจด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม เมื่อมีศรัทธาย่อมละคลายความสงสัยเสียได้
     ความมีกัลยาณมิตร...เพราะอาศัยผู้ที่ความรู้   ความเข้าใจพระธรรมและที่สำคัญคือเป็นผู้มีคุณธรรมย่อมสามารถเกื้อกูลบุคคลนั้นได้ ทำให้ละคลายความสงสัยได้
     การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย....การสนทนาพูดคุยถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าสนทนาในคุณพระรัตนตรัยย่อมทำให้เกิดศรัทธา  เกิดความเข้าใจในพระธรรมย่อมละคลายความสงสัยในพระรัตนตรัยได้ครับ

ขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
papon
papon
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน
     1.วิจิกิจฉาเกิดทุกครั้งที่สงสัยในคำอธิบายข้างต้น ใช่หรือไม่อย่างไรครับ
     2.การสงสัยว่าเรื่องราวต่างๆของชาดกเป็นวิจิกิจฉาหรือไม่อย่างไรครับ
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ

ข้อ 1 ได้ตอบแล้วในความเห็นข้างต้น ครับ ดังนี้
     วิจิกิจฉา โดยทั่วไป จึงมุ่งหมายถึง ความลังเลสงสัย ในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ในสิกขา สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีต สงสัยในขันธ์ที่เป็นอนาคต  สงสัยในขันธ์ที่เป็นอดีตและอนาคต สงสัยในปฏิจจสมุปบาท  ดังนั้นจึงมุ่งหมายถึง  ความลังสงสัยในเรื่องสภาพธรรมด้วยเป็นสำคัญ แต่ถ้าสงสัยในเรื่องทั่วๆไป เช่น เรื่อราวทางโลก  ที่ไม่เกี่ยวกับสภาพธรรม     เช่น สงสัยว่า 4 บวก 5 เป็นเท่าไหร่ ความสงสัยนี้ไม่ใช่วิจิกิจฉาครับ

ข้อ 2 การสงสัยเรื่องชาดก ถ้าสงสัยในพระคุณ ของพระพุทธเจ้าในเรื่องนั้น   สงสัยในความจริง ไม่จริง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง อย่างนี้เป็น วิจิกิจฉาได้ เช่น สงสัย ว่าขันธ์ที่สมมติว่าเป็นใครในชาดก มีจริงหรือ อย่างนี้เป็นวิจิกิจฉา ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ความสงสัยมีจริง ๆ  ตราบใดก็ตามที่ยังไม่ใช่พระอริยบุคคล   ยังไม่พ้นไปจากควาสงสัย  เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้วได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก สงสัยในเรื่องของสภาพธรรมเพราะยังไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง จึงสงสัย  แต่เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงแล้ว ก็ย่อมไม่สงสัยในสภาพธรรมนั้น ๆ  

    พระธรรม เพื่อเข้าใจ  จุดประสงค์ของการศึกษาพระธรรมต้องตรง เราไม่สามารถจะเข้าใจข้อความในพระไตรปิฎกได้ทั้งหมด เข้าใจแค่ไหนก็แค่นั้น ตามกำลังปัญญาของแต่ละคน ซึ่งเมื่อไม่ขาดการฟัง การศึกษา ความเข้าใจก็จะค่อย ๆ เจริญขึ้นไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะจะให้เข้าใจโดยตลอดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  เมื่อสงสงสัย    จึงการซักถาม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์คือ  เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น  นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับตนเองแล้ว  ยังจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่นได้ด้วย   เพราะไม่ว่าจะฟัง  อ่าน  สนทนา สอบถาม ก็เพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ความเข้าใจถูกเห็นถูก เท่านั้น  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
papon
papon
วันที่ 17 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 18 ธ.ค. 2557

ทุกท่านต้องไม่ลืมประโยคที่ว่า ฟัง ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้า ไม่ใช่อย่างอื่น แล้วความคิดที่พิจารณาแล้วจะปรุงแต่ง ให้เข้าใจถูก คือปัญญาที่ค่อยๆเกิด แล้วปัญญาก็จะทำกิจของเขา ไม่สนใจว่ายาวนานขนาดไหน

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
nong
วันที่ 18 ธ.ค. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
peem
วันที่ 18 ธ.ค. 2557

 

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ