กุศลวิบากมีกุศลเจตสิกที่เป็นปัญญาเกิดร่วมด้วย
 
papon
papon
วันที่  5 มิ.ย. 2557
หมายเลข  24943
อ่าน  682

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน

   "กุศลวิบากมีกุศลเจตสิกที่เป็นปัญญาเกิดร่วมด้วยมีหรือไม่ครับ" ท่านอาจารย์บรรยายตอนหนึ่งในพรัอภิธรรมพื้นฐานตอนที่ 470 กระผมยังไม่ค่อยเข้าใจในประโยคที่ท่านอาจารย์พูดจากหัวข้อที่ถามในกระทู้ ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยอธิบายด้วยครับ ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ


  ความคิดเห็น 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 5 มิ.ย. 2557

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กุศลวิบาก คือ ผลของกุศลกรรม ซึ่งมีหลายระดับ เช่น มหากุศลวิบาก รูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบาก โลกุตตรวิบาก เป็นต้น ซึ่ง กุศลวิบาก มี ปัญญาเจตสิก หรือ อโมหะเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้ครับ

มหาวิบากจิต  ๘  ดวง

ญาณวิปปยุตต์  ๔  ดวง  มีเหตุ  ๒  คือ  อโลภะ  อโทสะ

ญาณสัมปยุตต์  ๔  ดวง  มีเหตุ  ๓  คือ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ

รูปวจรวิบากจิต ๕  ดวง  มีเหตุ  ๓  คือ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ

อรูปาวจรวิบากจิต  ๔  ดวง  มีเหตุ  ๓  คือ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ

โลกุตรวิบากจิต  ๔  ดวง  มีเหตุ  ๓  คือ  อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ

จะเห็นนะครับว่า  ที่เป็นวิบากที่ดี ที่เกิดจากกุศลจิต บางประเภทก็มีปัญญาเกิดร่วมด้วย และ บางประเภทก็มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ครับ ตามที่ยกมา ครับ  ซึ่ง กุศลกรรมที่เป็นเหตุที่ประกอบด้วยปัญญา สามารถทำให้เกิด วิบากประเภทที่ประกอบด้วยสามเหตุ คือ อโลภะ อโทสะ และ มีอโมหะเจตสิกที่เป็นปัญญาเกิดร่วมด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ปฏิสนธิจิตของพระพุทธเจ้า ก็เป็นมหากุศลวิบาก ที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ครับ

ขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 มิ.ย. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   วิบาก เป็นจิตที่เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ก็เป็นกุศลวิบาก  ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ก็เป็นอกุศลวิบาก กล่าวได้ว่าวิบากทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นไป  ต้องมาจากกรรมที่ได้กระทำแล้ว   ซึ่งไม่ได้ห่างไกลจากชีวิตประจำวันเลย มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน    ต้องอาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเท่านั้นถึงจะมีความเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงได้  

   กรรมมี ๒ อย่างใหญ่ๆ คือ กุศลกรรม กับ อกุศลกรรม, กุศลกรรม ดับไปแล้วจริง สามารถเป็นปัจจัยให้กุศลวิบากซึ่งเป็นผลของกุศลกรรมเกิดได้   และอกุศลกรรมดับไปนานแล้วก็จริง แต่ก็เป็นปัจจัยให้อกุศลวิบาก ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรมเกิดได้

   วิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรม นั้น  มีทั้งวิบาก ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ  มีทั้งวิบากที่ประกอบด้วยเหตุ ๒  และ มีทั้งวิบากที่ประกอบด้วยเหตุ ๓    เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น  วิบากที่ไม่ประกอบด้วยเหตุใดๆ เลย เช่น  เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น  ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นต้น  วิบากที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ นั้น  คือ ประกอบด้วยอโลภเหตุ  และ อโทสเหตุ   เป็นวิบากที่ไม่กอบด้วยปัญญา, และ วิบากที่ประกอบด้วยเหตุ ๓ คือ ทั้งอโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ คือ ปัญญา มีปัญญาเกิดร่วมด้วย  เป็นผลมาจากกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา    เป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจ   แต่ก็สามารถค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  โดยเฉพาะในส่วนของจิตประเภทต่างๆ   เพราะเมื่อกล่าวถึงจิต ก็ต้องกล่าวแสดงถึงเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย ก็พอจะเข้าใจได้ว่า จิตประเภทใด ที่มีปัญญา เกิดร่วมด้วย จิตประเภทใด ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย   สำหรับอเหตุจิตทั้ง ๑๘ ดวง ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยอย่างแน่นอนเพราะเป็นจิตที่ไม่มีเหตุใดๆ เกิดร่วมด้วย   อกุศลจิต ก็ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยแน่ เพราะเป็นอกุศล จะไม่มีธรรมฝ่ายดีใดๆ เกิดร่วมด้วยเลย   ก็มีเพียง ๓ ชาติเท่านั้น ที่จะมีปัญญา เกิดร่วมด้วย ได้  ตามควรแก่จิตประเภทนั้นๆ  คือ   กุศล (ที่ประกอบด้วยปัญญา) วิบาก(ที่ประกอบด้วยปัญญา) และ กิริยา (ที่ประกอบด้วยปัญญา) ครับ 

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็น 3  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 6 มิ.ย. 2557

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ