ธาตุรู้
 
papon
papon
วันที่  5 พ.ค. 2557
หมายเลข  24812
อ่าน  1,010

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน

     "ธาตุรู้" ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับคำนี้ด้วยครับ ขออนุโมทนาครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 5 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอกล่าว คำว่า ธาตุ ตามที่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ดังนี้ ครับ

สภาพธรรมที่ชื่อว่า ธาตุ มีหลายความหมายดังนี้ ครับ

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่สัตว์ทั้งหลาย ยึดถือไว้

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ตั้งไว้

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ทรงไว้ซึ่งทุกข์

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่จัดแจง จัดสรร

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ไม่เป็นไปตามอำนาจ เพราะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสภาพธรรม

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน

ธาตุ หมายถึง สภาพธรรมที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน

เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ ครับ

ชื่อว่าธาตุ [วิสุทธิมรรคแปล]

   ดังนั้น ความหมายของธาตุ จึงหลายอย่าง แต่ธาตุทั้งหลาย ก็เพียงให้เข้าใจว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ทั้งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม  ทั้งที่เป็นจิต เจตสิก รูป และนิพพาน  ต่างก็ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ไม่เปลี่ยนแปลง   มีลักษณะเฉพาะ  เช่น ได้ยิน จะรู้สีกก็ไม่ได้  ก็ต้องรู้เฉพาะเสียง เป็นต้น   และธาตุ    เป็นอนัตตา  หาสัตว์บุคคลไม่ได้เลย และ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เพราะเป็นแต่เพียงธาตุ   ไม่มีเราอยู่ในธาตุใด ครับ

   ธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก เกิดขึ้นได้ โดย เหตุใกล้ คือ เพราะอาศัยสภาพธรรมที่อาศัยซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้นคือ จิต อาศัยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย จึงเกิดขึ้น และ เจตสิกก็อาศัย จิต จึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นธาตุรู้ เกิดขึ้นได้ เพราะ อาศัยปัจจัย คือ อาศัยปัจจัยเกื้อหนุนกันและกันเกิดขึ้น ประการที่หนึ่งและจิต เจตสิกที่เป็นธาตุรู้ก็เกิดขึ้นได้โดยอาศัยปัจจัยอื่นอีกมากมาย คือ อาศัย ธาตุไม่รู้อะไรเลย คือ อาศัย รูป ที่เป็นที่เกิดของธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก อาศัยรูป เช่น จิตเห็น ก็ต้องอาศัย จักขุปสาทรูป (ตา) จึงเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ อาศัยรูป จึงเกิดขึ้นได้ นี่ก็อีกนัยหนึ่ง เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก อาศัยเหตุปัจจัยหลาย ๆ ประการจึงเกิดขึ้น อาศัยการปรุงแต่งของสภาพธรรมแต่ละอย่างที่อาศัยกันประชุมรวมกันจึงเกิดขึ้นได้ ครับ 

เชิญอ่านคำบรรยายท่านอาจารย์สุจินต์ได้ที่นี่ ครับ

เพราะฉะนั้น เครื่องพิสูจน์ธรรมะ ก็คือว่า ในขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ที่กำลังนั่งฟังเรื่องของสติปัฏฐาน แต่เป็น นามธรรม และรูปธรรม แต่ละลักษณะ ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว ทางตา ที่กำลังเห็น เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ ซึ่งต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางตาโดยสิ้นเชิง เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสีสันวรรณะต่างๆ ทำให้เกิดการตรึก นึกถึง รูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏทางต่างๆ แต่สภาพรู้ หรือธาตุรู้ ต่างกับสิ่งที่ปรากฏทางตาโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นเพียงสภาพรู้ เป็นธาตุรู้เท่านั้น นั่งเฉยๆ ไม่คิดอะไรเลย รู้ไหมคะ ขณะนั้น รู้หรือไม่รู้ ที่จะรู้ว่าสภาพรู้มีลักษณะอย่างไร ก็จะต้องรู้ตามความเป็นจริง หมดความสงสัยในสภาพรู้ ธาตุรู้ ในลักษณะต่างๆ โดยสิ้นเชิง.....

เพราะเหตุว่า สภาพรู้ ธาตุรู้นั้นมีจริง แต่ต้องน้อมไปพร้อมสติที่จะศึกษา ที่เข้าใจที่รู้ทีละเล็ก ทีละน้อย ในลักษณะของธาตุรู้ อาการรู้ สภาพรู้ ซึ่งไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน  ความต้องการที่จะรู้ เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าสติไม่เกิด ก็ไม่สามารถที่จะรู้ในลักษณะของธาตุรู้ สภาพรู้ ซึ่งเป็นความต้องการ ซึ่งต่างกับขณะซึ่งเป็นสภาพธรรมอื่น

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง และทรงแสดงความจริงให้สัตว์โลกได้รู้ตามความเป็นจริงด้วย  สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้    ล้วนเป็นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด  สิ่งที่มีจริง เมื่อประมวลแล้ว ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม กับ รูปธรรม    

   นามธรรม มี ๒ ประเภท คือ นามธรรมที่น้อมไปสู่อารมณ์  น้อมไปรู้อารมณ์ (อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้)  หรือ ตรงกับคำถามที่ท่านผู้ถามได้ถาม คือ  เป็นธาตุรู้     รู้โดยกิจหน้าที่ของตน ๆ  ได้แก่ จิต       (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) และเจตสิก (ธรรมที่เกิดร่วมกับจิต)    นอกจากนั้นก็มีนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง  แต่ไม่เกิดไม่ดับ  เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  คือ พระนิพพาน     นี้คือ กล่าวในส่วนที่เป็นนามธรรม   ธรรมที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง คือ  รูปธรรม เป็นธรรมที่มีจริง แต่ไม่ใช่สภาพธรรมที่รู้อารมณ์  เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร  แต่มีจริง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน

   สภาพธรรมที่มีจริง  ที่เกิดขึ้นเป็นไปนั้น ไม่มีใครบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้   แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย     นี่ก็แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรม     ที่เป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น    จิต ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ   เจตสิก ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ   แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น  มีที่เกิด  มีอารมณ์   เป็นต้น  และถ้าจะพิจารณาไตร่ตรองแล้ว จะเข้าใจได้ว่า   ที่มีสภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม  ก็เพราะยังมีกิเลสที่เป็นเหตุสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อวิชชา (ความไม่รู้) และ ตัณหา ความติดข้อง  จึงทำให้มีเกิดในภพต่าง ๆ    ทำให้มีสภาพธรรม เกิดสืบต่อเป็นไปอย่างไม่ขาดสาย 

   ประโยชน์จริง  ๆ คือ การได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  เพราะการฟังพระธรรมจะเป็นเหตุให้ปัญญาเจริญขึ้น  จนสามารถรู้สภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้  ตามความเป็นจริง จึงต้องไม่ขาดการฟังพระธรรม  เพราะขึ้นชื่อว่า สาวก แล้ว  ไม่มีใครสามารถเข้าใจธรรมได้ โดยไม่ฟัง    เพราะต้องฟังพระธรรมด้วยกันทั้งนั้น ครับ 

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 5 พ.ค. 2557

ธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก เป็นสภาพรู้ เป็นธรรมไม่ใช่เรา ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jran
jran
วันที่ 7 พ.ค. 2557

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นศาสดาของมนุษย์และเทวดา พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ พระองค์จำแนกไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกพระองค์ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบตามธรรมของพระองค์ ข้าพเจ้ามี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งแห่งใจ

           "  ขออนุโมทนาในคำถามและคำตอบครับ"

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ลุงหมาน
ลุงหมาน
วันที่ 24 พ.ค. 2557

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน "ธาตุรู้" ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับคำนี้ด้วยครับ ขออนุโมทนาครับ 

เป็นข้อความที่เป็นคำถามของเจ้าของกระทู้

 

ผมถือโอกาสแทรกท่านอาจารย์ทั้งสองท่าน ตามที่ได้รู้มาผิดถูกอย่างไรก็ช่วยขยายความต่อไปว่า

"ธาตุรู้" ก็ได้แก่ "วิญญาณ" หมายถึงจิตและเจตสิกนั่นเอง เป็นธรรมชาติที่เข้าไปรู้ เช่น

วิญญาณที่เกิดทางตา ก็จะเข้าไปรู้อารมณ์ คือ รู้รูป

วิญญาณที่เกิดทางหู ก็จะเข้าไปรู้อารมณ์ คือ รู้เสียง

วิญญาณที่เกิดทางจมูก ก็เข้าไปรู้อารมณ์ คือ รู้กลิ่น

วิญญาณที่เกิดทางลิ้น ก็เข้าไปรู้อารมณ์ คือ รู้รส

วิญญาณที่เกิดทางกาย ก็เข้าไปรู้อารมณ์ คือ รู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง

วิญญาณที่เกิดทางใจ ก็เข้าไปรู้อารมณ์ คือ นึกคิดเรื่องราวต่างๆ

ฉะนั้นคำตอบนี้จึงเป็นคำถาม เพื่อความรู้ที่ถูกต้องต่อไปครับ

ขออนุโมทนา

 
 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ