ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๒๗
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  26 ม.ค. 2557
หมายเลข  24378
อ่าน  1,061

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

 

 [ ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...  ครั้งที่  ๑๒๗]

 

☆ ขณะใดที่กุศลมีกำลัง    ขณะนั้นอกุศลก็เกิดไม่ได้   แต่กำลังก็ต้องค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้น แม้แต่กำลังที่จะมาฟังธรรม มีแล้ว  เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าขณะใดที่ไม่ได้มาฟังธรรม หรือ  ไม่ได้ฟังธรรม อะไรมีกำลัง   ก็คือ อกุศลมีกำลัง      แล้วทั้งกุศล และ อกุศล มาจากไหน ก็ต้องมาจากการที่ค่อย ๆ เกิดค่อย ๆ มี เพิ่มมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

☆ สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด  ธมฺม (ธรรม) เป็นคำภาษาบาลี แต่ภาษาไทยก็คือ สิ่งที่มีจริง   ก็ต้องมีจริงๆ เห็นมีจริงๆ ได้ยินมีจริงๆ คิดมีจริงๆ ชอบมีจริงๆ หวานมีจริง เสียงมีจริงๆ ทุกอย่างที่มีจริง เป็นจริง เปลี่ยนเป็นภาษาบาลีก็คือ เป็นธรรม สิ่งที่มีจริง ใครสามารถเปลี่ยนลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม     ไม่ได้เลย

☆ ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรม รู้ไหมว่า จิตนี้ไม่สะอาดเลย เต็มไปด้วยโลภะ   โทสะ   โมหะ     วันหนึ่ง ๆ หัวหน้าใหญ่ก็ไม่พ้นจากโลภะ โทสะ และโมหะเป็นพื้นอยู่   ถ้าไม่เข้าใจธรรมเลย ก็ยิ่งสะสมทับถมทวีคูณ เพิ่มขึ้นในเรื่องของความดำ ความไม่สะอาด ความมืดสนิท

☆ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงก็ทำให้มีแสงสว่างที่จะเห็นว่าอะไรเป็นอะไร อะไรถูก อะไรควร จนถึงที่สุดว่าไม่มีความเห็นผิดที่ยึดถือสิ่งที่ไม่มีว่ายังมีอยู่

☆ ปัญญา ความเห็นถูกที่เห็นโทษภัยของอกุศลนั่นแหละกำลังช่วยไม่ให้อกุศลเกิด และการสะสมกุศลที่ได้สะสมมาแล้วก็ช่วยให้กุศลเกิด เพราะฉะนั้น ไม่มีใครเลย กุศลธรรมช่วย    ไม่ใช่อกุศลธรรมช่วยให้ชาติพ้นภัย    แต่ต้องเป็นกุศลธรรมช่วยให้ชาติพ้นภัย

☆ คนที่มีกิเลสมาก ๆ แล้วกิเลสลดน้อยลง หรือ สามารถดับได้อย่างด็ดขาด ด้วยอะไร?  ต้องเป็นปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก

☆ ต้องการความสงบ  แล้วความสงบจะมาจากไหน ถ้าไม่รู้ว่าความสงบคือ อะไร

☆ ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  รู้เรื่องของธรรม ซึ่งก็หมายความว่าเรื่องของธรรม  ซึ่งมีตัวจริงของธรรม

☆ ฟังพระธรรมทำไม?  เพื่อเข้าใจความจริงที่มีจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน ว่าเป็นธรรมแต่ละอย่าง  เมื่อเป็นธรรม ก็ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่ใคร  ก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีปรากฏแล้วเกิดขึ้น   ถ้าไม่เกิด จะมีได้อย่างไร  เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้  ก็รู้อย่างนี้  ไม่ใช่รู้ผิดจากความเป็นจริง

☆ ถ้าจิต ไม่มีความเห็นถูก  จะเกื้อกูลคนอื่นได้อย่างไร

☆ ที่จะมีการออกจากสังสารวัฏฏ์  ก็คือ ไม่มีเหตุที่จะให้สภาพธรรมใด ๆ เกิดขึ้นอีกเลย

☆ จิตที่เกิดกับสติ จะมีโลภะเกิดร่วมด้วยไม่ได้เลย  โลภะเกิดกับอกุศลจิต  สติเกิดกับจิตที่ดีงาม  ไม่ใช่จิตดวงเดียวกัน

☆ สาวกในครั้งอดีต    เมื่อฟังพระธรรมแล้ว ก็อยู่โดยอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ ด้วยการมีชีวิตอยู่ด้วยการฟังธรรมปฏิบัติธรรม      ถ้าเป็นชีวิตที่อยู่โดยอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ย่อมจะศึกษาฟังธรรม และประพฤติปฏิบัติธรรม โดยการเป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ  แล้วระลึกศึกษาเพื่อรู้ชัดในสภาพธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง

☆ ทุกท่าน เวลาที่มีแขกไปหาที่บ้าน ท่านก็การปฏิสันถาร มีการต้อนรับด้วยน้ำ ด้วยอาหาร หรือด้วยการสนทนาในเรื่องต่างๆ แต่ว่าผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่โดยอาศัยพระผู้มีพระภาคนั้น ก็ต้องมีธรรมปฏิสันถาร (ต้อนรับด้วยธรรม) ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็สามารถจะพูดถึงเรื่องนั้นให้สอดคล้องกับสภาพธรรมที่เป็นกุศล เป็นอกุศล ให้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริงได้

☆ ถ้ายังมีความเห็นผิด   ความเข้าใจผิด ความไม่รู้ ความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ จะทำให้ความเห็นผิดเข้าใจผิดเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดจะปรากฏเป็นความเห็นผิดที่ใหญ่หลวงหรือเป็นโทษ เป็นอันตรายมาก

☆ เวลากล่าวถึง “ผู้ที่ไม่เลี้ยงดูผู้อื่นนี้”  ท่านก็อาจจะคิดถึงพระภิกษุทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีครอบครัวและไม่มีอาชีพที่จะไปเลี้ยงดูบุคคลอื่น แต่ข้อความในอรรถกถาได้อธิบายความหมายของการไม่เลี้ยงดูผู้อื่นว่า หมายความถึง ไม่ก่อให้เกิดขันธ์อื่นอีกในภพต่อๆไป (หมายถึงพระอรหันต์ เมื่อดับขันธ์ เพราะฉะนั้นถ้าบุคคลใดยังมีกิเลสอยู่ ชื่อว่า ท่านยังเลี้ยงดูผู้อื่น เพราะเหตุว่า จะต้องมีนามขันธ์อื่น รูปขันธ์อื่น เกิดสืบต่อจากรูปขันธ์ นามขันธ์   ดังนั้น ผู้ที่ชื่อว่า เลี้ยงดูผู้อื่นนั้นก็คือผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ กิเลสนั่นเองทำให้เลี้ยงดูผู้อื่น  เพราะเหตุว่า เมื่อจุติแล้วก็จะต้องมีปฏิสนธิ มีการเกิดสืบต่อเป็นบุคคลอื่นตลอดเรื่อย ๆ ไป ทุกภพทุกชาติ

☆ ธรรมลึกซึ้งตามความเป็นจริงของสภาพที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้  ตั้งแต่เกิดจนตาย  เป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง  ซึ่งจะประมาทพระธรรมไม่ได้เลยทีเดียว   เพราะมีสิ่งที่มีจริงที่เกิดดับอยู่ตลอด แต่ยังไม่รู้ตามความเป็นจริง  

☆ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด  สามารถรู้ตามความเป็นจริงได้  แต่ต้องมีการเริ่มต้น ที่ค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย

☆ ฟังแล้ว ฟังอีก   เพราะเข้าใจว่าเกิดมาแล้วต้องตาย  อาจจะเป็นพรุ่งนี้ก็ได้  หรือ พรุ่งนี้อาจจะช้าไป  อาจจะเป็นวันนี้ก็ได้ 

☆ เกิดมาแล้วตายไป  ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ก็ตายไปพร้อมกับความไม่รู้  และหอบเอากิเลสมากมายตามไปด้วย

☆ เจ้าชายสิทธัตถะ สละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ตรัสรู้ความจริง ซึ่งยากที่จะรู้   แล้วทรงแสดงความจริงให้สัตว์โลกได้รู้ตาม

☆ ก่อนเกิดมา  โลภะ ก็มาก   ถ้าสะสมมากขึ้น ๆ  ดีไหม?   แล้วชาติหน้าจะเป็นอย่างไร?

☆ อย่าคิดที่จะละโลภะ  โดยที่ไม่มีปัญญา

☆ ความจริงเป็นสิ่งที่รู้ยาก  แม้ธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง ๆ  กำลังเผชิญหน้าอยู่ก็ยังไม่รู้

☆ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง   ควรพูด และควรพูดอย่างยิ่ง   เพราะคำจริง  ไม่เคยเบียดเบียนใคร  แต่เป็นคำอนุเคราะห์ให้ได้เข้าใจถูก  เพราะคำที่เบียดเบียนไม่ใช่คำจริง   แต่เป็นคำเท็จ

☆ การเข้าใจความจริง จะหาได้จากที่ไหน   ก็ต้องจาก วาจาสัจจะ  ซึ่งเป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

☆ ขออนุโมทนาในกุศลกรรมที่ทุกท่านได้สะสมอบรมมา ที่เป็นเหตุให้ฟังพระธรรม  และได้สะสมปัญญา  เท่าที่จะเป็นไปได้.

 

ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน(สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ 

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๒๖

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ... 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 26 ม.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

@ เวลาแต่ละวันอย่าปล่อยให้ล่วงไปเปล่า  ได้อะไรบ้างก็ยังดี  

@ ผู้ใดพูดไม่เป็นธรรม  ไม่ใช่คนดี

@ ถ้ามีโลภะมาก ๆ  ความทุกข์ก็ต้องมาก เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ความทุกข์จะน้อยลง    ก็คือว่ามีความติดข้อง   มีความผูกพัน   ลดน้อยลงด้วย

@ สำหรับบุคคลผู้ที่สะสมเหตุที่ดีมา      เป็นผู้ที่ได้สะสมบุญมาตั้งแต่ชาติปางก่อน  เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม  อบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวันก็มีศรัทธาที่จะคบกับสัปบุรุษ   ผู้มีปัญญา    เพื่อที่จะได้ฟังสัจจธรรม (ความจริง) จากบุคคลที่ตนคบหา  โดยเป็นการคบหากับพระธรรม    เมื่อเป็นอย่างนี้       ก็เป็นการให้อาหารของปัญญา    เพราะจะเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา   จากที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็จะค่อย ๆ รู้ขึ้น  เข้าใจขึ้น  จนกระทั่งสามารถทำให้หลุดพ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวงได้ในที่สุด

@ หลายท่านอยากจะเปลี่ยนชีวิต  จากวันหนึ่งๆ ที่เต็มไปด้วยอกุศล ให้เป็นวันหนึ่ง ๆ ที่เต็มไปด้วยกุศล   อยากอย่างนี้หรือเปล่าคะ  ผิดหรือถูก   ต้องคิดค่ะ  เป็นเพียงความอยาก  แต่ว่าจะเป็นความจริงได้อย่างไร   ตามความเป็นจริง  ไม่ใช่สำเร็จได้ด้วยความอยาก   แต่ว่าต้องสำเร็จด้วยปัญญา    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ฝืนไม่ให้มีโลภะ    แต่ว่าเป็นการรู้จักโลภะ  ตามความเป็นจริง   เดินไปด้วยโลภะ  ที่จะดื่มน้ำสักแก้วหนึ่ง   อย่างท่านที่มาฟังคำบรรยาย  ก็ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ   ใช่ไหมคะ   หน้าร้อนก็มักจะดื่มน้ำกัน  ในขณะนั้น    เมื่อเป็นผู้มีฉันทะ   ในการที่จะเจริญปัญญา    รู้ลักษณะของ สภาพธรรมตามความเป็นจริง แม้โลภะจะเกิด   สติปัฏฐานก็ยังเกิด  ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ  ในขณะนั้นโดยไม่ฝืน  โดยไม่คิดว่าจะเปลี่ยน  ให้เป็นกุศลไปตลอดเวลา  เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  แต่ว่าสติสามารถที่ระลึกรู้ลักษณะ  ของแม้อกุศล ซึ่งเกิดอยู่เป็นประจำตามความเป็นจริง  จนกว่าปัญญาจะค่อย ๆ เพิ่มขี้น และเมื่อปัญญาค่อยๆ เพิ่มขึ้น   จึงจะละคลายความเป็นตัวตนลงไป     โดยที่ยังต้องมีโลภะนั่นเองเป็นสมุทัย   ที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไป    จนกว่าจะถึงกาลที่จะสามารถดับโลภะได้   เพิ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น    เพราะฉะนั้น  อย่าหวังนะคะ ที่จะไม่ให้โลภะเกิด    หรืออย่าหวังที่จะให้เปลี่ยนเป็นกุศล      เพราะว่าถึงจะมากอย่างไร    ก็ยังมีปัจจัยที่จะทำให้  อกุศล    เกิดมากกว่า    กุศล    อยู่นั่นเอง 

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 26 ม.ค. 2557

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ และขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
papon
papon
วันที่ 26 ม.ค. 2557

                คอยวันอาทิตย์ตอนเย็นทุกสัปดาห์เพื่อจะได้อ่านธรรมดีๆจาก  

                           อาจารย์ทั้งสองท่านเพื่อโพสต่อในธรรมมงคล

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 26 ม.ค. 2557

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 27 ม.ค. 2557

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
jaturong
วันที่ 27 ม.ค. 2557

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kinder
วันที่ 27 ม.ค. 2557
ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 28 ม.ค. 2557

...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น อ.ผเดิม

และ ทุกๆ ท่านด้วยค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
napachant
napachant
วันที่ 29 ม.ค. 2557

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
raynu.p
วันที่ 30 ม.ค. 2557

กราบอนุโมทนาค่ะ

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
mon-pat
mon-pat
วันที่ 30 ม.ค. 2557

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
yanong89
yanong89
วันที่ 12 ส.ค. 2561

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ