ภาษาที่ใช้อธิบายพระไตรปิฎก
บ้างก็ใช้แบบ ระดับสมมติบัญญัติ คนฟังก็ไปตีความแบบนึง
บ้างก็ใช้แบบ ระดับปรมัตถ์ คนฟังก็ไปตีความแบบนึง
ทีนี้ ถ้าเราอธิบายเรื่องเดียวกัน แต่ใช้ระดับต่างกัน ความหมายก็จะต่างกัน
แล้วเราจะเข้าใจแยกแยะยังไง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษานั้น มี ๓ ปิฏก ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก คือ
พระวินัยปิฏก
พระสุตตันตปิฏก
พระอภิธรรมปิฏก
-พระวินัยปิฏก ส่วนใหญ่เกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติที่เหมาะควรแก่เพศบรรพชิต เพราะอัธยาศัยของคนในโลกนี้ต่างกัน พุทธบริษัทจึงมี ๒ พวก คือบรรพชิต และ คฤหัสถ์
บรรพชิตเป็นผู้ที่สะสมอุปนิสัยที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ อบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมโดยละอาคารบ้านเรือน แต่ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาที่สะสมอุปนิสัยเป็นผู้ครองเรือน ก็อบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในเพศคฤหัสถ์ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขามิคารมารดา เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าแต่ละคนต่างอัธยาศัยจริงๆ ตามการสะสม
-พระสุตตันตปิฏก เป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงที่พระวิหารเชตวัน พระวิหารเวฬุวัน พระวิหารนิโครธาราม เป็นต้น และเมื่อเสด็จไปสู่ที่ต่างๆ สนทนาธรรมกับบุคคลต่างๆ ตามอุปนิสัยของผู้ฟัง
-พระอภิธรรมปิฏก เป็นส่วนที่กล่าวถึงธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งโดยสภาวะ ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน แสดงให้เข้าใจถึงธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ และการที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ได้ถูกต้องนั้นมีหนทางเดียว คือ ศึกษาพระอภิธรรม เพราะทุกขณะของชีวิตไม่พ้นไปจากอภิธรรมเลย ไม่พ้นไปจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริงทั้งหมด
ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นพระธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงแสดง เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังได้ศึกษาด้วยความละเอียด รอบคอบ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ
ประโยชน์จริงๆ ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม คือ เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก ตามความเป็นจริงของธรรม พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษานั้น ไม่ผิดเลย เป็นจริงโดยตลอด แสดงถึงสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง สำหรับผู้ที่ฟังแล้ว ก็ต้องมีปัญญาเป็นของตนเอง ถึงจะรู้ว่าผู้กล่าวธรรมกล่าวตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ หรือ เพียงอ่านพระไตรปิฎกแล้วอธิบายธรรมเอาเอง คิดเอง โดยไม่ได้สอบทานให้ถูกต้องว่าสอดคล้องตรงตามที่พระองค์ทรงแสดงไว้หรือไม่ เช่น ในเรื่องของปฏิบัติ ถ้ามีการสอนให้ไปทำอะไรอย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยความไม่รู้ ด้วยความเป็นตัวตน จดจ้องต้องการ มุ่งหวังให้สติเกิด ปัญญาเกิด เป็นต้นนั้น นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น จึงไม่มีใครไปบังคับบัญชาให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิดขึ้นเป็นไปได้เลย ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การแยกแยะ ว่าสิ่งใดถูก ตรงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ สิ่งใดผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นเองมีปัญญา เข้าใจถูกเห็นถูกยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ความเข้าใจถูกเห็นถูก ซึ่งจะขาดการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไม่ได้ พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงเกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ ทรงแสดงความจริงโดยตลอด จริงทุกคำ ทุกพยัญชนะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริงๆ ครับ
... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
จากคำถามที่ว่า
บ้างก็ใช้แบบ ระดับสมมติบัญญัติ คนฟังก็ไปตีความแบบนึง บ้างก็ใช้แบบ ระดับปรมัตถ คนฟังก็ไปตีความแบบนึง ทีนี้ ถ้าเราอธิบายเรื่องเดียวกัน แต่ใช้ระดับต่างกัน ความหมายก็จะต่างกัน แล้วเราจะเข้าใจแยกแยะยังไง
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง แสดงหลากหลายนัย โดยทั้งเป็นสมมติเทศนา คือ ที่เป็นสัตว์ บุคคล เรื่องราวต่างๆ และ โดยนัย ปรมัตถเทศนา คือ โดยแสดงโดยตามสภาพธรรมที่เป็นตัวจริง ไม่มีสัตว์ บุคคล เรื่องราว มีแต่สภาพธรรมเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลากหลายนัยและหลากหลายเทศนา ทั้งสมมติ และปรมัตถ ด้วย ตามอัธยาศัยของสัตว์โลกที่แตกต่างกัน สะสมมาไม่เหมือนกัน หากสัตว์โลกเข้าใจพระธรรมโดยนัยสมมติ เช่น ในพระสูตร ที่เป็นเรื่องราว พระองค์ ก็ทรงแสดงพระสูตร ที่เป็นโดยนัยสมมติให้ผู้นั้นฟัง และหากผู้ใดฟังโดยนัยปรมัตถ ที่เป็นพระอภิธรรม ที่เป็นแต่ตัวสภาพธรรมเข้าใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงโดยนัย อภิธรรมปรมัตถให้ผู้นั้นฟังและเกิดปัญญา เพราะฉะนั้น จึงแล้วแต่ว่าสัตว์โลกนั้น ศึกษาเข้าใจโดยนัยเทศนาแบบใด ก็ทรงแสดงโดยนัยนั้น ครับ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 159
อรรถกถาเวปุลลปัพพตสูตร
ในเทศนา ๒ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง สมมติเทศนาแก่บุคคลผู้ฟังเทศนาโดยสมมติ แล้วสามารถบรรลุคุณวิเศษได้. ทรงแสดง ปรมัตถเทศนาแก่บุคคลผู้ฟังเทศนาโดยปรมัตถ แล้วสามารถบรรลุคุณวิเศษได้.
พึงทราบอุปมาในข้อนั้นดังต่อไปนี้ เหมือนอย่างว่า อาจารย์ผู้ฉลาดในภาษาท้องถิ่น พรรณนาความแห่งพระเวท ๓ บอกด้วยภาษาทมิฬแก่ผู้ที่เมื่อเขาสอนด้วยภาษาทมิฬก็รู้ความ บอกด้วยภาษาแก่ผู้ที่รู้ด้วยภาษาใบ้ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันใด มาณพทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอาจารย์ผู้ฉลาด เฉียบแหลม ย่อมเรียนศิลปะได้รวดเร็วฉันนั้น. ในข้อนั้นพึงทราบว่า พระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคดุจอาจารย์ พระไตรปิฎกอันตั้งอยู่ในภาวะที่ควรบอกดุจไตรเพท ความเป็นผู้ฉลาดในสมมติและปรมัตถ์ดุจความเป็นผู้ฉลาดในภาษาท้องถิ่น เวไนยสัตว์ผู้สามารถแทงตลอดด้วยสมมติและปรมัตถ์ดุจมาณพผู้รู้ภาษาท้องถิ่นต่างๆ การแสดงด้วยสมมติและปรมัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจการบอกด้วยภาษาทมิฬ เป็นต้น ของอาจารย์.
ส่วนการที่แต่ละคนเมื่ออ่านพระธรรมแล้วเข้าใจต่างกัน ไม่ได้อยู่ที่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีโทษเลย แม้เพียงคำเดียว แต่โทษอยู่ที่กิเลสของผู้นั้นเอง ที่อ่านแล้วเข้าใจผิดในพระธรรมก็ได้ อีกคนก็เข้าใจถูก ส่วนอีกคนก็เข้าใจผิด ไม่ต้องกล่าวถึงโดยนัยที่เป็นปรมัตถ ที่ผู้อ่านจะเข้าใจผิดไปในบางบุคคล แม้แต่พระธรรมที่เป็นโดยนัยพระสูตร ที่เป็นเรื่องราว สัตว์ บุคคล แม้พระธรรมนั้นก็ลึกซึ้ง สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า พระสูตร ลึกซึ้ง โดยอรรถะ อภิธรรมลึกซึ้งโดยสภาวะ เพราะฉะนั้น พระสูตรจึงลึกซึ้งโดยอรรถ แม้อ่านเหมือนกัน ก็เข้าใจยากและเข้าใจผิดได้ ไม่ใช่ง่ายเลย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจผิดจึงไม่ได้อยู่ที่พระธรรมเทศนา ทั้งโดยนัยปรมัตถ และ สมมติ พระธรรมทุกคำ ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ และ ทรงแสดงไว้ดีแล้วทุกคำ สำคัญที่ผู้ฟัง ผู้ใดสะสมปัญญามาก็เข้าใจคำนั้นได้ แต่ผู้ใดไม่สะสมปัญญา แต่สะสมความเห็นผิดมา แม้จะอ่านพระธรรมคำเดียวกัน จะเป็นโดยนัยสมมติหรือปรมัตถ ก็เข้าใจผิดได้เป็นธรรมดา ครับ
ให้เข้าใจถูกว่า พระธรรมละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ในแต่ละคำ เผินไม่ได้ และ จะให้เข้าใจถูกอย่างเดียวโดยตลอดก็เท่ากับประมาทพระปัญญาคุณ ดังนั้น เข้าใจได้แค่ไหนก็แค่นั้น บางเรื่องก็เหลือวิสัยของปุถุชนผู้มีปัญญาน้อย ก็ย่อมเข้าใจผิดในพระธรรมได้เป็นธรรมดา ผู้ที่เข้าใจถูกโดยตลอดทั้งหมดไม่ผิดเลย ก็จะต้องมีปัญญาเท่าพระพุทธเจ้าแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี พระธรรมก็ไม่เหลือวิสัย เพราะมีผู้ที่สะสมปัญญาเข้าใจพระธรรมมาแล้ว มีพระอริยสาวกในอดีต เป็นต้น เพียงแต่เริ่มจากความเข้าใจถูกทีละน้อย ค่อยๆ สะสมไป ก็ย่อมถึงปัญญาที่มีกำลัง ดับกิเลสได้ เพียงแต่ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมอย่างยาวนาน และ ด้วยความอดทน นับ ชาติไม่ถ้วน พร้อมๆ กับการเจริญกุศลทุกๆ ประการ ที่อบรมบารมีจนถึงฝั่ง คือ การ ดับกิเลสได้ในที่สุด ครับ พระธรรมไม่เหลือวิสัย แต่ต้องอาศัยเวลาและความอดทน
เชิญอ่านข้อความที่ท่านอาจารย์สุจินต์บรรยายไว้น่าฟัง ครับ ในเรื่องความละเอียดลึกซึ้งของพระธรรม อ.สุจินต์
ส่วนความลึกซึ้งของพระสูตรจะเห็นได้ว่า ถ้าอ่านโดยที่ไม่มีพื้นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเลย เพราะว่าพยัญชนะในพระสูตรแต่ละสูตรก็แสดงถึงว่าผู้ที่อ่านแล้ว เข้าใจแล้วก็คือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่มีความรู้เลยก็จะไปถือข้อความในพระสูตรตามใจชอบ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าอรรถในพระสูตรลึกซึ้งมาก และสำหรับพระอภิธรรม คือ ธรรมที่ละเอียดยิ่งที่จะทำให้ผู้ฟังมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ลึกซึ้งโดยสภาวะ เพราะแม้เราจะกล่าวรูปธรรม นามธรรม ไม่ใช่ตัวตน เราพูดตามได้ ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าตัวตนคืออะไร ก็จะต้องมีการเข้าถึงโดยการแทงตลอดในการเรียนด้วย และก็แทงตลอดในลักษณะของสภาพธรรมต่อไป ถ้าไม่มีการแทงตลอดในการเรียนก็ผิดเลย ไม่สามารถที่จะมีความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมได้ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง ถ้าศึกษาแล้วจะเข้าใจว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่เลิศกว่าบุคคลใดๆ ทั้งในโลกมนุษย์และในทุกโลก เพราะเหตุด้วยทรงมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ แม้ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ความละเอียดของธรรม ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดงเพราะว่าเป็นเรื่องละอย่างละเอียดมาก ต้องมีการรอบคอบและระมัดระวังจริงๆ ว่าขณะที่เราศึกษาธรรมเพื่อละหรือเปล่า หรือว่าเพื่ออะไร ถ้าตั้งตนไว้ผิดหรือว่าความเพียรผิด ไม่ใช่ความเพียรที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์จากการศึกษาธรรมด้วย
ขออนุโมทนา


