ฉัพพรรณรังสี
 
guy
วันที่  20 ม.ค. 2556
หมายเลข  22366
อ่าน  11,911

   อยากทราบว่าสีที่ถูกต้องคือสีอะไรบ้างครับ (ใช่สีเขียวปีกแมลงทับ เหลือง แดง ขาว ม่วงอมแดง และเงาเลื่อมเป็นประกาย) สีที่ออกเป็นแถบรัศมี  1-6  แล้ว 1-6 ไปเรื่อยๆ  หรือว่าทุก 72 องศาเป็นสีที่ 1, 2, 3 ,4 ,5  แล้วหมุนรอบทำให้เกิดเป็นประกายเหมือนแก้วผลึกออกรอบพระวรกายหรือว่าเฉพาะที่พระเศียรครับ  

   ใครมีรูปที่ถูกต้องขอความอนุเคราะห์ช่วยลงให้ดูหน่อยครับ  แล้วถ้าอยากหาไว้บูชาจะหาได้ที่ไหนครับ ช่วยแนะนำด้วย  ขอบคุณมากครับ


Tag  ฉัพพรรณรังสี
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 21 ม.ค. 2556

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ฉัพพรรณรังสี คือ รัศมีที่ออกมาจากพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์  ซึ่งในพระไตรปิฎกแสดงว่า  สิ่งที่ไม่สามารถทำลายได้  ประการหนึ่ง คือ ฉัพพรรณรังสี และ รัศมีของพระพุทธแต่ละพระองค์  ก็มีความกว้างรัศมีแตกต่างกันไป  อย่างพระพุทธเจ้าของเรา  มีรัศมีแผ่ออกไป 1 วา สองเมตร ตลอดเวลา  แต่จะทำให้แผ่ออกไปมากกว่านั้นจนสุดจักรวาลก็ได้  เพียงแต่ปกติที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมไม่ได้อธิษ ฐานให้รัศมีแผ่ไป  รัศมีฉัพพรรณรังสีก็แผ่ออกไปเป็นปกติ 1 วา  แต่พระพุทธเจ้าบางพระองค์ก็มีรัศมีแผ่ออกไปหมื่นจักรวาลตลอดเวลาไม่มีกลางคืนเลย คือ พระมังคลพระพุทธเจ้า  ด้วยเหตุที่ในชาติก่อนจะอุบัติ  เกิดเป็นชาติที่คล้ายพระเวสสันดร  ยักษ์ปลอมตัวเป็นพราหมณ์  มาขอบุตรที่รักของพระ องค์ ทั้งสองพระองค์  พอพระโพธิสัตว์มังคละยกให้แล้ว ยักษ์ก็แปลงกลับเป็นร่างเดิม คือ เป็นยักษ์ มีเขี้ยวยาว และก็กัดกินบุตรน้อยทั้งสองของพระโพธิสัตว์ เลือดพุ่งออกจากปากของยักษ์ พระโพธิสัตว์ มังคละเห็น  เกิดความปิติโสมนัสใจ  ไม่เกิดความทุกข์ใจแม้แต่น้อยเลย  ปิติโสมนัสว่า ทานเราให้ดี แล้วหนอ  และก็อธิษฐานว่า  ขอให้เมื่อเราเป็นพระพุทธเจ้า  มีรัศมีแผ่ออกไปดั่งสายเลือดของบุตรน้อย  และเมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า  พระนามว่า มังคละพระพุทธเจ้า พระองค์จึงมีฉัพพรรณรังสี หรือ รัศมี แผ่ออกไปโดยปกติหมื่นจักรวาล  แต่อย่างไรก็ตาม  พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ จะต้องมีฉัพพรรณรังสี ต้องมี 6 สี ดังนี้

1.สีนีละ - สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน   2.สีปีตะ - สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง  3.สีโรหิตะ - สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อน   4.สีโอทาตะ - สีขาวเงินยวง   5.สีมัญเชฏฐะ - สีแสดเหมือนหงอนไก่   6.สีประภัสสร - สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑- หน้าที่ 34

   ว่าด้วยพระฉัพพรรณรังสี

   เมื่อพระศาสดาทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุมตามความสบาย  ด้วยพระสัพพัญญุตญาณซึ่งมีโอกาส (ช่อง) อันได้แล้วอย่างนี้  พระฉัพพรรณรังสี (รัศมี ๖ ประการ)  คือ  นีละ (เขียวเหมือนดอกอัญชัน)  ปีตะ (เหลืองเหมือนหรดาล)  โลหิตะ (แดงเหมือนตะวันอ่อน)   โอทาตะ  (ขาวเหมือนแผ่น เงิน)  มัญเชฏฐะ (สีหงสบาท เหมือนดอกหงอนไก่)  ประภัสสร (เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก)  ก็ซ่านออกจากพระสรีระ 

******************************

   ส่วนรัศมีแต่ละสี ก็ออกมาจากที่ต่างๆ กัน เช่น สีเขียว ก็ออกมาจาก พระมัสสุ และ พระเกศา และ พระเนตร ส่วน สีเหลืองทอง ออกมาจาก พระฉวีวรรณและพระเนตร  พระรัศมีสีแดง  ซ่านออกแล้วจากพระมังสะ  พระโลหิตและที่สีแดงแห่งพระเนตรทั้งสอง  รัศมีสีขาว  ซ่านออกแล้วจากพระอัฐิทั้งหลาย จากพระทนต์ทั้งหลาย  และ จากที่สีขาวแห่งพระเนตรทั้งสอง   ส่วนพระรัศมีสีหงสบาทและเลื่อมประภัสสร  ก็ซ่านออกจากส่วนแห่งพระสรีระ เป็นต้น

   ส่วนจะหารูปที่เหมือนได้ที่ไหน  คงไม่มีใครในโลกที่จะสามารถเขียนรูปรัศมีของพระพุทธเจ้าไดจริง  เพราะมีความวิจิตรเป็นอจินไตย ไม่สามารถเขียนได้เลย  ที่สำคัญควรที่จะเห็นพระพุทธเจ้าด้วยเห็นตามที่พระองค์ทรงตรสรู้  คือ การเห็นพระธรรม  เห็นด้วยปัญญาของตนเอง  ด้วยการศึกษาพระธรรม  ฟังพระธรรม  เมื่อมีการเข้าใจคำสอน  เกิดปัญญาของตน   แม้จะเห็นรูปที่สมมติว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า เห็นพระพุทธรูปใดๆ ก็ตาม  ก็สามารถน้อมระลึกถึงพระคุณได้ถูกต้อง  ตรงตามความเป็นจริง  เป็นกุศล 

   ในขณะนั้น ต่างจากการเห็นรูปที่สวยงาม ที่เขียนให้เหมือนพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีความเข้าใจพระธรรม  รูปนั้นก็เป็นอารัมณาธิปติของอกุศล คือ ทำให้เกิดโลภะติดข้องในรูปที่สวย  เกิดอกุศลในขณนั้น  แทนที่จะเกิดกุศลจิต ครับ  

   เพราะฉะนั้น สำคัญที่จิตตนเองเป็นสำคัญ  และสำคัญที่สุด คือ เห็นด้วยปัญญา อันเกิดจากการเข้าใจพระธรรม

เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ ครับ

พระฉัพพรรณรังสี [ธรรมสังคณี]

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ใฝ่รู้
วันที่ 21 ม.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 21 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ฉัพพรรณรังสี แปลว่า พระรัศมี มีวรรณะ  ๖  คือ มีสี  ๖ สี ได้แก่  เขียว เหลือง  ขาว  แดง   แสด   เลื่อมพราย  ซึ่งซ่านออกจากพระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง  ผู้ทรงตื่นจากกิเลสโดยประการทั้งปวง   นอกจากนั้นก็ทรงปลุกสัตว์โลกให้ตื่นจากกิเลสตามพระองค์ด้วย   โดยการทรงแสดงพระธรรประกาศพระศาสนาแก่สัตว์โลก   ซึ่งมีผู้ตรัสรู้เป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ มากมาย อย่างนับไม่ถ้วน เป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด  จากการได้เห็นพระองค์และได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง   พระองค์ทรงเป็นผู้งดงาม  ทั้งทางกาย ทางวาจา  และทางใจ  อย่างที่ไม่มีใครเสมอเหมือน   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง  พระองค์ทรงแสดงพระธรรม  พร้อมทั้งทรงแสดงหนทางปฏิบัติที่ทำให้ปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส  ดำเนินไปถึงความเป็นพระอริยบุคคลได้   ทรงแสดงสภาพธรรมทั้งหมดซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงที่ควรรู้  โดยประมวลแล้ว ได้ แก่  นามธรรม กับ รูปธรรม  เพื่อให้พุทธบริษัทได้เข้าใจตามความเป็นจริง   ซึ่งผู้ที่มีศรัทธาเห็นประ โยชน์ของความเข้าใจพระธรรมเท่านั้น   ที่จะได้ประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง   ไม่ใช่ ว่าทุกคนจะเป็นอย่างนี้   ถึงแม้ว่าจะได้เห็นพระรูปของพระองค์ แต่ไม่มีศรัทธาที่จะฟังพระธรรมก็มี เพราะขึ้นอยู่กับการสะสมมาของแต่ละบุคคลจริงๆ  การได้เห็นพระองค์อย่างแท้จริง ก็คือ การได้ฟังพระธรรม ได้เห็นธรรมเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเห็น  ถึงแม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว  พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วและพระวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้  เป็นศาสดาแทนพระองค์  ผู้ได้ฟัง ได้ศึกษาและน้อมประพฤติปฏิบัติตาม ย่อมจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมอย่างแท้จริง  นี้คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด   ยุนี้สมัยนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่   ผู้ที่เข้าใจพระธรรมและแสดงพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงก็ยังมีอยู่ จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม  สะสมปัญญาต่อไป เพราะสังสารวัฏฏ์เป็นเพียงที่พักชั่ว คราวเท่านั้น  เกิดในภพหนึ่งชาติหนึ่ง สั้นมากเหลือเกิน พักแล้วก็ต้องเดินทางต่อไปอีกในสังสารวัฏฏ สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งและพึ่งได้อย่างแท้จริง คือ กุศลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก ครับ.     

 ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 21 ม.ค. 2556

ฉัพพรรณรังสี เป็นด้วยอำนาจของบุญของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ได้บำเพ็ญมาแล้วในอดีต เช่น พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหารย์ หรือ แสดงอภิธรรมก็มีฉัพพรรณรังสี ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nong
วันที่ 22 ม.ค. 2556

เป็นความรู้ไหม่ค่ะ  ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 23 ม.ค. 2556

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Boonyavee
วันที่ 24 ม.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
guy
วันที่ 24 ม.ค. 2556

  ขอบคุณมากครับ จะเพียรศึกษาและน้อมประพฤติปฏิบัติตาม ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ