ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๐
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  14 ต.ค. 2555
หมายเลข  21891
อ่าน  1,004

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)    ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่าน

อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์   ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ   เหมาะ

สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม

(ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง   ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น    แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์

อยู่ในตัว    ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง   ดังนี้

 [ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๐]

 

   ทุกท่าน ที่ยังเต็มไปด้วย กิเลส นั้นไม่ใช่ผู้สงบแต่เป็นผู้ที่กระสับกระส่ายยิ่งนัก

กระสับกระส่ายด้วยความยินดีพอใจในรูป    เสียง    กลิ่น    รส   โผฏฐัพพะ    ... 

ไม่ใช่ผู้สงบ

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทรงสงบแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรม เพื่อความสงบทั้งปวง

ถ้าเพียงแต่ไม่มีความพอใจไม่เพลิดเพลิน  ไม่ยินดี  ในขณะนั้น เท่านั้น  ความเร่าร้อน

ความกระสับกระส่ายความกระวนกระวาย ในขณะนั้น  ก็ไม่มี  

   ถ้าขณะนั้น หิริ  โอตตัปปะไม่มี  ก็ไม่ละอายและไม่เห็นโทษ ในอกุศลธรรมนั้นๆ

  ความพอใจที่จะศึกษา และ เข้าใจในธรรมะไม่ใช่โลภะ    ไม่ใช่ความติดข้อง

แต่เป็นการแสวงหาหนทางที่จะดับความติดข้อง ดับความยึดมั่นในความเห็นผิดในรูป 

เสียง  กลิ่น   รส   โผฏฐัพพะทั้งหลาย

  พระธรรมที่ทรงแสดง  ก็เป็นสัจจธรรม เป็นความจริง  ที่ทำให้เรารู้จักตัวเราเอง

เราจะรู้จักคนอื่นไหม    ได้เหมือนกัน   เพราะเรากับเขา  ความโกรธเกิดขึ้นก็เหมือนกัน

ทั้งนั้น  ความโกรธ หรือแม้กระทั่งความติดข้องก็เหมือนกันทั้งนั้น   ความเป็นผู้มีจิตใจ

ที่ดีงามก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น  เพราะทั้งหมดเป็นธรรม  พระธรรมเป็น

กระจกอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง  เราจะส่องใจของเราเอง  เราจะ

เห็นใจของเราเองได้

  รูปเป็นสังขารธรรม  เป็นธรรมที่มีจริง  เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป แต่รูปก็มีอายุที่สั้น

มาก   ถึงแม้ว่ารูปจะมีอายุที่สั้นสักเท่าไรก็ตาม  รูปก็ยังอายุยืนยาวมากกว่าจิต เพราะ

ฉะนั้นการที่จะรู้ว่า   รูปหนึ่งที่เกิดขึ้นจะดับเมื่อไร   ก็ไม่มีอะไรที่จะวัดได้เลย  นอกจาก

เอาอายุของการเกิดดับของจิต ๑๗ ขณะ  แล้วรูปๆ หนึ่งจึงจะดับไป

  ถ้าได้เข้าใจธรรมละเอียดขึ้น  ก็สามารถจะพิจารณาธรรมที่เกิดกับตน    และรู้ได้

ว่า สิ่งใดเป็นสาระ   และสิ่งใดไม่เป็นสาระ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นอกุศลมาก   ก็จะทำให้

ขวนขวายในการที่เจริญกุศลยิ่งขึ้น

  พระธรรม  ลึกซึ้ง ทุกคำ

    พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เกียจคร้านงอมืองอเท้า

  ถ้าไม่เข้าใจจิต  แล้วจะพิจารณาจิตได้อย่างไร

  ฟังพระธรรมอยู่แท้ๆ อกุศลจิตยังเกิดแทรกได้

  กิดเป็นมนุษย์  ประเสริฐก็ตรงที่มีการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ

  จิต  ก็คือ เดี๋ยวนี้  ขณะที่เห็น  ได้ยิน    ได้กลิ่น ลิ้มรส  เป็นต้น เกิดแล้ว ดับแล้ว

ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้    และถ้าไม่มีเหตุให้จิตเกิดขึ้น จิตก็เกิดขึ้น

ไม่ได้

  ฟัง ซ้ำๆ  แล้วๆ แล้วๆ   ก็พ้นไปจากการฟังในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงใน

ขณะนี้  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตาย

  กำลังไม่รู้    เพราะไม่เคยฟัง    แต่ถ้าได้เริ่มฟัง  นั่นเป็นการที่จะได้เริ่มรู้แล้ว

  ชีวิตประจำวันวัน  ฟังเรื่องอื่นๆ  มากกว่าฟังเรื่องของธรรมหรือเปล่า?

  จะตื่นจากความหลับ(ด้วยกิเลส ด้วยความไม่รู้)  ก็ต่อเมื่อได้รับการปลุกด้วย

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง

  วิดน้ำออกจากเรือ  (ชีวิตของแต่ละคน  เป็นเรือ,  น้ำ  คือ  กิเลส   ซึ่งทำให้เรือ

หนัก และจมได้ในที่สุด ไม่สามารถทำให้ถึงฝั่งโน้นได้,    เครื่่องวิดน้ำ   คือ ปัญญา)

  อย่าไปหวังว่า    จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคลได้  

ด้วยความไม่รู้    เพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

  สภาพธรรม เป็นแต่ละหนึ่งๆ    ไม่ใช่ใคร    ไม่ใช่ของใคร

  เกิดมาแล้วในที่สุดก็จะต้องตาย    เมื่อเกิดมาแล้ว   ได้อะไรจากการเกิด   สะสม

กุศล หรือ  อกุศลไว้มาก?

    สิ่งที่ควรกลัวไม่ใช่ความตาย  แต่ควรกลัวซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย มี อวิชชา

ความไม่รู้ เป็นต้น

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่  ๕๙  ได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๕๙...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่งและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


Tag  ข้อคิด ประทับใจ สะกิดใจ เก็บไว้ในหทัย เก็บไว้ในใจ เตือนใจ
  ความคิดเห็น 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 14 ต.ค. 2555

   ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

   - การแสดงออกเพื่อส่วนรวม  เพื่อความถูกต้อง และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่ดี  แต่เราต้องรักษาจิตของเราไม่ให้เศร้าหมอง  และคำพูดที่กล่าวออกไปควรระมัดระวังไม่ควรให้เป็นวจีทุจริต หรือ อกุศลกรรมบถ เช่น วาจาส่อเสียด วาจาหยาบคาย เป็นต้น คือพูดแต่พอเหมาะและข้อมูลที่เป็นจริง  ไม่หยาบคายหรือทำลายคนอื่น  สำหรับคนที่กระทำไม่ดีนั้น เราควรสงสารเขามากกว่า เพราะเขากระทำเหตุแห่งความทุกข์ของเขา   เมื่ออกุศลกรรมนั้นให้ผล    เขาย่อมประสบทุกข์เป็นอันมาก คือ เกิดความกรุณาในตัวผู้ทำชั่ว หรือพิจาณาโดยความที่สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรมของตนๆ  ใครทำอย่างไร ย่อมได้รับผลอย่างนั้น วางอุเบกขาบ้าง จิตของเราย่อมไม่เศร้าหมองตามอกุศลของผู้อื่น

  - ความสะอาด ย่อมไม่มีเพราะน้ำแต่ชนเป็นอันมากยังอาบอยู่ในน้ำนี้ สัจจะและธรรมมี

อยู่ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาดและเป็นพราหมณ์

  - เมื่อยังมีความความเห็นว่าเป็นตัวตนที่จะไปปฏิบัติอยู่   ก็ควรจะสอบทานความ

เข้าใจให้ถูกตรงก่อน    หากเริ่มต้นด้วยความมีตัวตน  ก็ยากที่จะละความเห็นผิดที่

เป็นมิจฉามัคค์เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราเป็น สาวก คือผู้ฟัง ควรฟังก่อนที่จะ

ไปทำสิ่งใดๆ

   - ต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาธรรมะ คือ ด้วยการอ่านและฟังให้เข้าใจ ความเข้าใจ คือ ปัญญาจะเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้ปัญญาค่อยๆ เจริญขี้น  จนถึงระดับที่มากพอที่เป็นปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด   ซึ่งเป็นหนทางเดียวในการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม  แต่ผู้ที่ศึกษาก็ไม่ควรไปคิดว่าเมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิด    เพราะจะเป็นตัวตนที่จะทำ   ซึ่งเป็นเครื่องกั้นดังนั้น จึงควรค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่ได้อ่าน ฟัง สะสมไปเรื่อยๆ    ขณะนี้ความเข้าใจยังอยู่ในขั้นปริยัติ   จึงไม่ต้องไปพยายามคิดหรือจินตนาการว่า   ขั้นปฏิบัติ(สติปัฏฐาน)หรือขั้นวิปัสนา เป็นอย่างไร    เพราะไม่เกื้อกูลให้ความเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ในขั้นฟัง เพิ่มมากขึ้นเลย

- การพูดถ้อยคำที่ไม่นึกถึงคนฟัง ซึ่งถ้าเราเป็นคนฟัง ก็จะมีความรู้สึกว่า "ไม่ชอบฟัง"

คำพูดอย่างนี้เลยแต่เมื่อเป็นคนพูด กลับลืมคิด และไม่รู้ด้วยว่าขณะนั้นก็เป็นอกุศล

  แท้จริงแล้วในแต่ละวัน   ไม่มีใครทำร้ายเราเลย  เราถูกกิเลสทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลาก็ไม่รู้ตัว   คิดว่ามีคนนั้นคนนี้มาทำร้ายเรา   กิเลสตัวนั้นก็คือโลภะ โทสะ โมหะ 

ที่ทำร้ายเรา  โดยความเป็นจริง “เรา” ก็ไม่มี   ในเมื่อ “เรา” ไม่มี  ในความเป็นจริง

แล้วคนอื่นจะมีได้อย่างไร

 ขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 14 ต.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่น อาจารย์ผเดิม และทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 15 ต.ค. 2555

  วิดน้ำออกจากเรือ  (ชีวิตของแต่ละคน  เป็นเรือ,  น้ำ  คือ  กิเลส   ซึ่งทำให้เรือ

หนัก และจมได้ในที่สุด ไม่สามารถทำให้ถึงฝั่งโน้นได้,    เครื่่องวิดน้ำ   คือ ปัญญา)

  สิ่งที่ควรกลัวไม่ใช่ความตาย  แต่ควรกลัวซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย มี อวิชชา

ความไม่รู้ เป็นต้น

 - การแสดงออกเพื่อส่วนรวม เพื่อความถูกต้อง และเป็นธรรม  เป็นสิ่งที่ดี  แต่เราต้อง

รักษาจิตของเราไม่ให้เศร้าหมอง   และคำพูดที่กล่าวออกไป ควรระมัดระวังไม่ควรให้เป็นวจีทุจริต หรือ อกุศลกรรมบถ เช่น  วาจาส่อเสียด  วาจาหยาบคาย เป็นต้น คือพูด

แต่พอเหมาะและข้อมูลที่เป็นจริง  ไม่หยาบคายหรือทำลายคนอื่น

 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนา  อ.คำปั่น  อ.ผเดิม และทุกๆ ท่านด้วยค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 4  
 
bsomsuda
วันที่ 15 ต.ค. 2555

"แท้จริงแล้วในแต่ละวัน   ไม่มีใครทำร้ายเราเลย

เราถูกกิเลสทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลาก็ไม่รู้ตัว

คิดว่ามีคนนั้นคนนี้มาทำร้ายเรา

กิเลสตัวนั้นก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่ทำร้าเรา

โดยความเป็นจริง“เรา” ก็ไม่มี  

ในเมื่อ “เรา” ไม่มี  ในความเป็นจริงแล้วคนอื่นจะมีได้อย่างไร"

 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น อ.ผเดิม และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 15 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
daris
วันที่ 15 ต.ค. 2555

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 15 ต.ค. 2555

ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ธรรมที่น่าติเตียนอันใดที่ล่วงแล้วขอจงอดโทษในธรรมนั้นๆ เพื่อความระมัดระวังในอกุศลทั้งหลายต่อไปกราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 8  
 
jaturong
วันที่ 16 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
nong
วันที่ 16 ต.ค. 2555

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 10  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 16 ต.ค. 2555

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ ทุกๆ ท่าน ค่ะ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
rrebs10576
วันที่ 16 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 12  
 
kinder
วันที่ 16 ต.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 13  
 
boonpoj
วันที่ 7 เม.ย. 2556

แท้จริงแล้วในแต่ละวัน   ไม่มีใครทำร้ายเราเลย  เราถูกกิเลสทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลาก็ไม่รู้ตัว   คิดว่ามีคนนั้นคนนี้มาทำร้ายเรา   กิเลสตัวนั้นก็คือโลภะ โทสะ โมหะ 

ที่ทำร้ายเรา  โดยความเป็นจริง “เรา” ก็ไม่มี   ในเมื่อ “เรา” ไม่มี  ในความเป็นจริง

แล้วคนอื่นจะมีได้อย่างไร

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 14  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 10 เม.ย. 2556

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ