ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๒
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  28 ต.ค. 2555
หมายเลข  21972
อ่าน  1,042

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)     ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่าน

อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์   ในแต่ละครั้ง  รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ  เหมาะ

สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย   เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน    เพื่อความเข้าใจธรรม

(ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง   ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น    แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์

อยู่ในตัว    ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง   ดังนี้

 [ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๒]

 

   ความเห็นผิดในปัจจุบันนี้ ก็เป็นเฉพาะในยุคนี้สมัยนี้   ซึ่งทุกท่านเห็นเหตุการณ์

ต่างๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เป็นความเชื่อผิดๆ    แต่ว่าความเชื่อผิด  หรือความเห็น

ผิด ไม่ได้มีแต่เฉพาะในสมัยนี้  แม้แต่ในครั้งโบราณนานมาแล้ว จะเป็นพันล้านปีก่อน

หรือว่าในอีกพันล้านปีข้างหน้า ความเห็นผิดหรือว่าความเชื่อผิดๆ ก็ยังคงเป็นไปตาม

เหตุตามปัจจัยของผู้ที่ไม่พิจารณาเหตุและผลให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

   ธรรม  ต้องประกอบกันหมด    แม้แต่คำที่ใช้คำว่า เรา หรือ เขา หรือแม้แต่คำว่า

พระตถาคต ก็จะต้องมีความหมาย ว่า ไม่ได้หมายความถึงขันธ์อื่น   ไม่ได้หมายความ

ถึงรูปขันธ์ นามขันธ์อื่น แต่หมายความถึงรูปขันธ์นี้ นามขันธ์ นี้ จึงใช้คำนี้    เพื่อที่จะ

ให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องของภาษา   ที่จะให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม    

ถ้าไม่สมมติก็ไม่เข้าใจ

   เวลาที่ไม่ฟังพระธรรม นี้    คิดอย่างไร   บางคน คิดว่าไม่ต้องฟัง  เพราะรู้แล้ว

ไม่เห็นประโยชน์เลย  ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรก็รู้หมด เพราะฉะนั้น ในขณะนั้น ก็ไม่มีหิริ

โอตตัปปะ ที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า แท้จริงตนเองยังไม่ได้รู้ทั่วโดยตลอด   จึงยัง

ต้องอาศัยพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทุกประการทีเดียว   เว้นไม่ได้

   ถ้าต้องการจะเป็น ผู้ที่เจริญกุศลจริงๆ  ย่อมเห็น คุณประโยชน์ของพระธรรมทุก

ประการ  และ นอกจากนั้นขณะที่ฟังพระธรรม ก็จะสังเกตได้ว่า หิริโอตตัปปะเกิดไหม

ในขณะนั้น คือ ฟังด้วยความเคารพ หรือว่าฟังด้วยความไม่เคารพ?

   ถ้าเห็นโทษของอวิชชา ก็จะระลึกลักษณะของสภาพธรรมเพื่อที่จะให้วิชชาเกิด

เพราะเหตุว่า ละอาย รังเกียจ และเห็นโทษของอวิชชาว่า เป็นเหตุให้เกิดอกุศลธรรม

ทั้งหมด  ทั้ง โลภะ โทสะ เป็นต้น  ไม่ว่าจะเป็นอกุศลธรรมใดๆ ก็ตาม   ที่จะเกิดมีได้  

ก็เพราะมี อวิชชา

   อกุศลธรรม เกิดขึ้น เพราะอวิชชาความไม่รู้  ตราบใดที่ยังมี อวิชชา  อกุศลก็ยัง

ไม่หมด

   ต้องตรงจริงๆ   คือ  ธรรมประเภทใดเป็นอกุศล    ก็ต้องเห็นธรรมประเภทนั้นว่า

เป็นอกุศลด้วย   ไม่ใช่เห็นแต่โทสะเป็นอกุศล  แต่ไม่เห็นว่าโลภะเป็นอกุศล

   เรื่องของศีล  เป็นเรื่องของ ความประพฤติทางกาย ทางวาจา ของผู้ที่เห็นโทษ

ของกิเลส    ข้อสำคัญที่สุด กุศลทุกประเภทจะเกิด เมื่อมี หิริโอตตัปปะ  มีศรัทธาที่

เห็นประโยชน์ของธรรมที่เป็นกุศล    แล้วก็ละอายรังเกียจ กลัวอกุศล  จึงได้รักษาศีล 

เพราะฉะนั้น    แม้แต่ศีลข้อที่ ๑    ที่รักษา ก็หมายความว่า ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของ

อกุศล    จึงได้รักษาศีลข้อที่ ๑    แม้ศีลข้อที่ ๒  ศีลข้อที่ ๓  ศีลข้อที่ ๔  ศีลข้อที่ ๕

ก็โดยนัยเดียวกัน    ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษ ของอกุศล แล้วก็มี กุศลศรัทธา ที่สามารถ

จะรักษาได้

   แม้จะเป็นเรื่องจริงที่เห็น ที่ได้ยิน  ก็ตาม    แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์    ก็ไม่

ควรที่จะพูด

   วันหนึ่งๆ  ก็จะเห็นได้ว่า จะพูดสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้น  เวลาที่ หิริ โอตตัปปะ มีกำลังขึ้น

แต่ก่อน อาจจะพูดไปโดยที่ไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นจะเป็นโทษ   แต่ว่าเวลาที่ หิริ โอตตัปปะ

เกิดขึ้น ทำให้พิจารณาเห็นว่า    สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์    ก็ยังสามารถที่จะเว้น    

ไม่พูดในขณะนั้นได้

   ชีวิตประจำวัน นี้จำเป็นต้องพูดหลายเรื่อง   แต่ควรที่จะเกิด หิริ โอตตัปปะ ที่จะ

ระลึกได้ว่า จิตที่พูดในขณะนั้นเป็นกุศล  หรืออกุศลถ้าเป็นกุศลแล้วเป็นการพูดที่เป็น

ประโยชน์

   เพียงขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิด    ขณะนั้นก็มีภัยจากอกุศลเกิดขึ้นแล้ว

   สำหรับพุทธบริษัทที่ยังมีกิเลสอยู่   ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในสังสารวัฏฏ์   ยังต้อง

เวียนว่ายตายเกิด ยังไม่สิ้นกิเลส    ก็จะต้องอบรมเจริญปัญญาบารมีต่อไป ด้วยความ

อดทน    ที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ในวันหนึ่ง

   ไม่มีอะไรที่จะ ประเสริฐ เท่าการรู้แจ้งความจริง ของธรรมทั้งหลาย  ซึ่งเป็นสัจจ-

ธรรม ซึ่งพระผู้มีพระภาคเอง  ทรงแสวงหาตลอดเวลาที่เป็นพระโพธิสัตว์  และเมื่อได้

ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า แล้ว  ก็ทรงแสดงหนทางอันประเสริฐ ที่จะทำให้สามารถรู้แจ้ง

อริยสัจจธรรม และดับกิเลสได้จริงๆ  แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงใจ

   เกิดมาด้วย อวิชชาความไม่รู้ และการที่จะมีความรู้  ซึ่งค่อยๆ ละคลายอวิชชาก็

โดยการศึกษาพระพุทธพจน์

   พระพุทธพจน์  แสดงเรื่อง จิต เจตสิก  สติ ปัญญา ฯลฯ   ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่    

มีใครสามารถคิดเองได้

   ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม   แล้วจะปฏิบัติอะไร  เพื่อรู้อะไร?

   ถ้าไม่เข้าใจความจริงเลย จะเห็นโทษของกามได้อย่างไร?

   การมี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง   พึ่งโดยฟังพระธรรม   ศึกษาพระธรรมที่

พระองค์ทรงแสดง และต้องพึ่งพระธรรมทุกคำ ไม่ใช่เพียงคำหนึ่งคำใดเท่านั้น

   ความเข้าใจจะมากหรือจะน้อย ก็เป็นประโยชน์

   ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง    จะไม่สามารถส่องให้

เห็นจิตใจของตนเองได้เลยว่าเต็มไปด้วยอกุศลมากน้อยแค่ไหน

   ไม่มี เรา ไม่มี สัตว์ บุคคล ตัวตน  แทรกอยู่ในสภาพธรรมได้เลย

   ฟังพระธรรม  จะน้อย จะมาก  ก็เพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้

   อีกไกลมากทีเดียว  กว่าจะปัญญาจะถึงความเจริญเต็มบริบูรณ์

   จะต้องตายจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน  แต่ก่อนจากไป  จะเป็นคนดีหรือ

จะเป็นคนไม่ดี?

 

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่  ๖๑  ได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๖๑...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่งและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


Tag  ข้อคิด ประทับใจ สะกิดใจ เก็บไว้ในหทัย เตือน เตือนใจ
  ความคิดเห็น 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ต.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

  บัณฑิตนั้นคำนึงถึงชาติต่อไปและโลกหน้าด้วย ไม่ใช่แค่เฉพาะชาตินี้ เช่น โลภมูลจิต

ที่ติดในลาภ  สรรเสริญ  ยศ สักการะ  ผู้ที่เป็นบัณฑิตก็จะคิดว่า. ถ้าไม่รีบละเสีย ตั้งแต่

ในชาตินี้  ชาติต่อไปจะละยากสักแค่ไหน  แต่ถ้าเป็นคนพาล  ได้ลาภเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ต้องทำทุจริตกรรมเพื่อให้ได้ลาภเพิ่มขึ้นอีก  แต่ว่าสำหรับบุคคลที่เป็นบัณฑิต  ก็ย่อม

เห็นว่าอกุศลแต่ละขณะที่เกิดขึ้น  จะสะสมสืบต่อไปถึงชาติต่อๆ ไปด้วย

 - ถ้าเราเป็นคนไม่ดี มีความไม่รู้มาก  แต่เราเสพคุ้นกับความเห็นผิด   หรือในแนวทางที่

ไม่ถูกต้องแล้ว   ย่อมทำให้เป็นคนไม่ดีมากขึ้น  สะสมความไม่รู้มากขึ้น  จึงควรพิจารณา

ด้วยปัญญาว่า    เมื่อเป็นคนไม่ดี   มีความไม่รู้  ควรทำอย่างไร จึงจะควร    เพราะย่อม

นำไปสู่การบรรลุมรรคผล  และไม่บรรลุมรรคผล  หรือสวรรค์ และอบายภูมิ

 - ใครๆ ก็คิดว่า  " พระพุทธศาสนาดี  พระพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงหมดกิเลส โดยสิ้นเชิง 

ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง "    การรู้เพียงเท่านี้ เป็นเพียงแค่เรื่องราว  พระประวัติ 

ไม่ได้ทำให้เรา เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็น พุทธศาสนิกชน  หรือ พุทธสาวก  อะไรเลย   แต่

ถ้าหากว่า เราเป็นผู้ที่สะสมบุญมา ในกาลก่อน  แล้วมีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษาพระ

ธรรมจากผู้ที่เป็นยิ่งกว่าพ่อ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เกิดปัญญาของตนเอง เห็น

ถึงพระมหากรุณาคุณมากขึ้น เราผู้เป็นกุลบุตร  กุลธิดา  ก็ควรจะน้อม ประพฤติ ปฏิบัติ

ตามคำสอนของพระพุทธองค์เท่าที่จะกระทำได้ แต่ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า การที่

จะเป็นคนดีได้  ก็ต้องรู้ว่า กิเลสของตนเองมีมากแค่ไหน ด้วยปัญญา ก่อน แล้วถึงจะมี

ปัจจัยให้ขวนขวายกระทำกุศล งดเว้นอกุศลกรรมบถได้มากขึ้น

 - ทางออกมีทางเดียว คือ การฟังพระธรรม  เพราะว่าพระธรรมเท่านั้น ที่จะบรรเทาความลังเลใจ  ความไม่แน่นอน ในความคิด   ความหวาดกลัว    และ ความสงสัยของ

เราได้อย่างมีเหตุผล โดยละเอียดที่สุด   ในยุคที่ยังมีพระธรรมอยู่นี้  เปรียบเหมือนกับการนำสมบัตินับพันชิ้น ไปวางกองไว้หน้าบ้าน เพียงแต่เราซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน จะเปิดประตูรับ  คือ มีความศรัทธา  พร้อมที่จะรับฟัง  สิ่งอันมีค่ามหาศาล  และ เป็นประโยชน์

นี้หรือไม่  ถ้าเราปิดประตู  ไม่ยอมรับฟังพระธรรม   ปัญญาที่สะสมมา  ก็ไม่สามารถจะ

เจริญงอกงามได้    และ คนอื่นก็ช่วยให้เราพ้นทุกข์ไม่ได้   เขาอาจจะมีถ้อยคำดีๆ

ปลอบใจเรา  แต่สุดท้าย  เราก็ต้องไปเจอกับทุกข์ใหม่อีก   เพราะเขา ไม่ได้ช่วยให้เรา

เกิดปัญญาของเราเอง   และก็ไม่ได้ช่วยให้เรา มีภูมิคุ้มกันอกุศล   ซึ่งมีเพียง พระธรรม

เท่านั้น ที่จะส่องสว่างหนทางให้เราเกิดปัญญาได้ แต่ต้องศึกษาถูกทาง คือ เพื่อเข้าใจ

เท่านั้น

 - ควรเจริญ เมตตา ให้มาก  อกุศลของเขา   เราทำอะไรไม่ได้  แต่ อกุศล ที่เกิดกับจิต

ของเรา เป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า  ถ้าเราโกรธหรือขุ่นข้อง รำคาญใจ  โดยคิดว่า เป็นเพราะ

เขา ทำให้เราไม่พอใจ ไม่สบายใจบ่อยๆ    ตัวเราเองต่างหาก ที่จะต้องเป็นทุกข์ เพราะกิเลสของเราเอง

ขออนุโมทนา ครับ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
Noparat
วันที่ 28 ต.ค. 2555

 ถ้าไม่อาศัยพระธรรมที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  จะไม่สามารถส่องให้เห็น

   จิตใจของตนเองได้เลยว่า เต็มไปด้วยอกุศลมากน้อยแค่ไหน

 จะต้องตายจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน   แต่ก่อนจากไป   จะเป็นคนดี หรือ

   จะเป็นคนไม่ดี?

  การที่จะเป็นคนดีได้ ก็ต้องรู้ว่า กิเลสของตนเองมีมากแค่ไหน  ด้วยปัญญาก่อน 

   แล้วถึงจะมีปัจจัยให้ขวนขวายกระทำกุศล งดเว้นอกุศลกรรมบถได้มากขึ้น

   ทางออกมีทางเดียว  คือ  การฟังพระธรรม 

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็น 3  
 
nong
วันที่ 29 ต.ค. 2555

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 29 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
jaturong
วันที่ 29 ต.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
daris
วันที่ 29 ต.ค. 2555

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
pat_jesty
วันที่ 29 ต.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
kinder
วันที่ 29 ต.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 9  
 
natural
วันที่ 30 ต.ค. 2555

  ฟังพระธรรม   จะน้อยจะมาก    ก็เพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้

   ทางออกมีทางเดียว  คือ  การฟังพระธรรม

  ขออนุโมทนาในกุศลจิตทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็น 10  
 
bsomsuda
วันที่ 2 พ.ย. 2555

"ควรเจริญเมตตาให้มาก  

อกุศลของเขา   เราทำอะไรไม่ได้ 

แต่อกุศลที่เกิดกับจิตของเราเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า   

ถ้าเราโกรธหรือขุ่นข้อง  รำคาญใจ   

โดยคิดว่า เป็นเพราะเขาทำให้เราไม่พอใจ  ไม่สบายใจบ่อยๆ  

ตัวเราเองต่างหากที่จะต้องเป็นทุกข์เพราะกิเลสของเราเอง"


ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น อ.ผเดิม และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
boonpoj
วันที่ 7 เม.ย. 2556

จะต้องตายจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน   แต่ก่อนจากไป  

   จะเป็นคนดีหรือจะเป็นคนไม่ดี?  

   ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

   ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ