Print 
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่  23 ส.ค. 2555
หมายเลข  21604
อ่าน  1,268
กราบเท้าอาจารย์ทุกท่านที่เคารพอย่างสูง มีน้องที่ใฝ่ในการศึกษาพระธรรม สอบถามมาว่า
 
Sent: Thursday, August 23, 2012 10:26 AM

Subject:
มีอะไรมาฝากค่ะ
 
     พี่แต้ม  อย่างนี้เรียกว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็น คถาคตป่ะค่ะ   เห็นธรรมหมายถึงอะไรกันแน่ค่ะ

     "เห็นธรรมก็คือเห็นภาวะหรือสภาพแห่งจิตใจของตนเอง ทั้งในทางไม่ดีทั้งในทางดี จิตใจเป็นอย่างไรก็ให้รู้อย่างนั้นตามเป็นจริง  ดังนี้เรียกว่า เห็นธรรม"

 
     ไม่ทราบว่า ผมแนะนำน้องอย่างนี้ได้หรือไม่ครับ

     การที่เห็นสภาพธรรมต่างๆ  ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  (ธรรมทั้งหลายคือสภาพธรรม)  ในเมื่อเห็นสภาพธรรมทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นปรากฏ  ก้อคือเห็นธรรมนั่นเอง  การเห็นคงไม่ได้หมายถึงเห็นนิสหน่อย  หากแต่ควรเป็นการเห็นตลอด  เห็นแจ้งในสภาพธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏ  ตลอดเวลาที่จิตเกิดรู้  และ จิตก้อเกิดทำกิจรู้สภาพธรรมตลอด นอกจาก หลับสนิทเท่านั้น  และ การที่เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง  และเห็นตลอด ติดต่อกันนั้น ไม่มีหยุด  กิจนี้เป็นกิจของสติปัญญา  ซึ่งถ้าเกิดจะเกิดขึ้นร่วมกับจิต (ไม่มั่นใจว่าเกิดขึ้นรู้จิต  หรือเกิดร่วมกับจิต   โดยลักษณะคล้าย จิต เกิดร่วมกับเจตสิกหรือไม่)  ดังนั้น  อาจจะกล่าวได้ว่า  เป็นการที่  ทำให้เจริญสติปัฎฐาน บ่อย ๆ เนือง ๆ  จึงมี  ทาน ศีล และ ภาวนา  ซึ่งมีสมถภาวนา  คือ การเจริญความสงบของจิต  สมถ นี้ไม่ได้ละกิเลสอย่างถาวร   แต่ทำให้เกิดฌาณ ส่งผลให้ไปเกิดในรูปพรหม และ ส่วนของ วิปัสสนาภาวนา   มีสติปัฏฐานสี่ เป็นอารมณ์    คือ การเจริญสติปัญญา  เมื่อเจริญปัญญา  ให้มากแล้ว   ก็ทำให้เห็น  ***ธรรม  หรือ  สภาพธรรม***  ตามความเป็นจริง  ดังนั้น  การเห็นธรรม จึงต้องมีการสะสมการฟังพระธรรม  เพื่อเป็นปัจจัยให้มีสติปัญญาเกิดขึ้นทำกิจเห็น  สองส่วนนี้พี่คิดว่า  ขาดกันไม่ได้
 
กราบรบกวนอาจารย์ตอบให้น้องด้วยครับ และ เพื่อความชัดเจนของผมด้วยครับ
 
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
 
ขออนุโมทนากุศลทุกประการที่อาจารย์ได้เจริญแล้วด้วยครับ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ส.ค. 2555 07:50 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     เข้าใจทีละคำ เพื่อประกอบความเข้าใจที่ถูกต้องครับ

     เห็น ใครเห็น ไม่มีใครที่เห็น ซึ่ง สภาพธรรม   โดยมาก ก็คือ เห็นได้ทางตา อาศัยตาทำให้เห็น แต่เมื่อพูดถึงการเห็นธรรม ธรรมคือ สภาพธรรมที่มีจริงที่เป็น จิต เจตสิก และรูป แต่ ธรรมอะไรที่ควรเห็น ควรรู้ นั่นคือ สภาพธรรมที่ดี ซึ่งเป็น จิต เจตสิก เพราะฉะนั้น การเห็น ตา ไม่สามารถเห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมที่เป็น จิต เจตสิกได้ แล้วอะไรที่จะเห็นได้  ปัญญานั่นเองที่ทำให้เห็น ที่เรียกว่า ปัญญาจักษุ ตา คือ ปัญญา  ที่จะเห็นตามความเป็นจริง   เห็น ธรรม และธรรมอะไรที่ ชื่อว่าควรเห็นและเห็น เหมือนที่พระพุทธเจ้า (ตถาคต) เห็น หรือ ประจักษ์เหมือนกัน  ธรรมในที่นี้ จึง  มุ่งหมายถึง โลกุตตรธรรม 9  คือ  มรรค 4  ผล 4 และ พระนิพพาน   นี่คือ การเห็นด้วยปัญญาที่ประเสริฐ  เพราะกุศลธรรมบางอย่างไม่ว่า ทาน ศีล การอบรมสมถภาวนา  แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็มีกันอยู่แล้ว มีผู้เห็นคือ รู้อยู่แล้ว  การเกิดกุศลขั้นเหล่านี้ จึงไม่ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า ดังนั้น ธรรมที่พระองค์ทรงดำเนิน และถึงการตรัสรู้ คือ มรรค 4 ผล 4 และ พระนิพพาน ที่พระองค์ทรงประจักษ์ให้เกิด เป็นพระพุทธเจ้า  พระธรรม  ธรรมกาย  จึงเป็นชื่อของพระพุทธเจ้า  เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรม คือ มีปัญญาที่เห็นประจักษ์ โลกุตตรธรรม 9  ผู้นั้น ชื่อว่าเห็นตถาคต เห็นพระพุทธเจ้า

     เพราะฉะนั้น การได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าที่มีพระชนม์อยู่ ได้เห็นด้วยตา ไม่ใช่เป็นการเห็นพระองค์ แต่ การเห็นพระองค์ คือ มีปัญญาเข้าใจความจริง จนประจักษ์ พระนิพพานเกิด  มรรค  4  ผล  4  ถึงการดับกิเลส ตามขั้นต่าง ๆ    ชื่อว่า  เห็นพระองค์   เพราะ เห็นพระปัญญาคุณ เห็นพระบริสุทธิคุณ และ เห็นพระมหากรุณาคุณด้วยปัญาของตนเองเป็นสำคัญครับ  ซึ่งกว่าจะถึงการเห็นธรรม  เห็นตถาคต  ก็ด้วยการสะสมปัญญา  ด้วยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมต่อไป ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่

ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา [วักกลิสูตร]        

เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต [อรรถกถาสังฆาฏิสูตร]  

การเห็นด้วยจักษุและการเห็นด้วยญาณ [อรรถกถานกุลปิตุสูตร] 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 24 ส.ค. 2555 12:41 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ประโยชน์สูงสุด ของการได้ฟังพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  คือ ได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง   พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นไปเพื่อละกิเลส  มี ความไม่รู้เป็นต้น   เป็นไป เพื่อการตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง   เมื่อมีปัญญาคมกล้า เจริญสมบูรณ์พร้อม  ก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม  ถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ  ตามลำดับมรรค  สูงสุด คือถึงความเป็นพระอรหันต์  ดับกิเลสทั้งปวง ได้อย่างเด็ดขาด   เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่มีการเกิดอีกในสังสารวัฏฏ์    เป็นผู้สิ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง   ซึ่งพระอริยบุคคลทั้งหลายในอดีต  มีพระภิกษุปัญญจวัคคีย์  พระยสกุลบตร   พระสารีบุตร  พระมหาโมคคาลานะ  เป็นต้น  เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง  ได้เห็นธรรม  เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเห็น

     ในสมัยปัจจุบันนี้  ยังเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ ผู้ที่เข้าใจพระธรรมและแสดงพระธรรม  ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็ยังมีอยู่   จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรม   สะสมปัญญาต่อไป  เพราะ สังสารวัฏฏ์ เป็นเพียงที่พักชั่วคราวเท่านั้น   เกิดในภพหนึ่งชาติหนึ่ง  สั้นมาก  พักแล้วก็ต้องเดินทางต่อไปอีก ในสังสารวัฏฏ์   สิ่งที่จะเป็นที่พึ่ง  และพึ่งได้อย่างแท้จริง คือ กุศลธรรม มีปัญญา  เป็นต้น  ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pat_jesty
วันที่ 27 ส.ค. 2555 19:32 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 30 ส.ค. 2555 18:02 น.

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทุกท่าน และ อนุโมทนากุศลทุกประการที่ทุกท่านได้เจริญแล้ว

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ประสาน
วันที่ 4 มิ.ย. 2561 19:44 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ การศึกษาพระธรรมต้องเป็นผู้ละเอียด 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ