ขอท่านผู้รู้ช่วยอธิบายให้กระจ่างเกี่ยวกับความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราหน่อยครับ
 
ปัณฑฬะ
ปัณฑฬะ
วันที่  7 พ.ค. 2555
หมายเลข  21083
อ่าน  743

ผมเคยได้ฟังท่านอาจารย์อธิบายว่า เราหลงผิดว่า

๑. เป็นเราด้วยมานะ

๒. มีเราด้วยทิฐิ

๓. ของเราด้วยตัณหา

ขอท่านผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยครับ

กราบอนุโมทนาท่านล่วงหน้าครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรม ไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวัน สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรม แม้แต่ที่กล่าวถึงความเป็นเราด้วยสภาพธรรม ๓ อย่าง คือ ตัณหา มานะ และ ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ก็เป็นธรรมที่มีจริง

ตัณหา เป็นความติดข้องต้องการ (โลภเจตสิก) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน เป็นสภาพธรรมติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด

มานะ เป็นความสำคัญตน เป็นความทะนงตน ถือตน มีการเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่าดีกว่าเขา เสมอเขา หรือ เลวกว่าเขา

ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ความเป็นไปของปุถุชนผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสนั้น ย่อมยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราด้วยอำนาจ ตัณหา คือโลภะบ้าง มานะ ความถือตัวบ้าง ทิฏฐิ ความเห็นผิดบ้าง เพราะยังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏ ว่า เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนเพียงยินดีพอใจ ติดข้อง โดยที่ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ชื่อว่า การยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราด้วยตัณหา ขณะใดที่สำคัญตัวเองว่าดีกว่าเขา ต่ำกว่าเขาเสมอเขา อย่างนี้ ชื่อว่า การยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราด้วยมานะ และ ขณะใดที่เห็นผิดว่า ขันธ์ห้า เป็นตัวตนของเราจริงๆ เป็นของเที่ยง เป็นของยั่งยืน อย่างนี้ชื่อว่ายึดถือด้วยทิฏฐิ ความเห็นผิด

แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น เป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคล อกุศลธรรม จะถูกละได้ ก็ด้วยปัญญาขั้นที่เป็นโลกุตตระ ความเป็นเราด้วยความเห็นผิด ถูกดับได้อย่างหมดสิ้น เมื่อได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันแต่ก็ยังมีความเป็นเราด้วยตัณหาและมานะ ที่จะดับได้อย่างเด็ดขาดเมื่อรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ จึงมีข้อความที่แสดงไว้โดยสูงสุดว่า ความยึดถือด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิ ไม่มีแก่พระขีณาสพ (พระอรหันต์) ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านและฟังคำบรรยายของท่านอาิจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้ที่นี่ครับ

เราโดยลักษณะ ๓

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ปัณฑฬะ
ปัณฑฬะ
วันที่ 8 พ.ค. 2555

รบกวนท่านผู้รู้ช่วย ให้ความกระจ่างในธรรมะด้วยนะครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความยึดถือด้วยความเป็นเรา มี ๓ อย่าง คือ

เป็นเราด้วย ตัณหา (โลภะ)

เป็นเราด้วย มานะ

เป็นเราด้วย ทิฏฐิ

ซึ่งจะขออธิบายความเป็นเราแต่ละอย่างดังนี้ ครับ

ความเป็นเราด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิ ต้องเป็นขณะที่จิตเป็นอกุศล ขณะที่เป็นกุศล แม้เห็นเป็นสัตว์ บุคคล ไม่ชื่อว่าเป็นเราในขณะนั้น เพราะไม่ใช่อกุศลธรรม ครับ

ความเป็นเราด้วยตัณหา หรือ โลภะ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เห็น เห็นบุคคลอื่นแล้วเกิดความติดข้อง ขณะนั้น เป็นเรา หรือ เป็นเขาด้วยความติดข้อง หรือขณะเห็นตนเองในกระจก เกิดความยินดีพอใจ ในรูปร่างกายของตนเอง ขณะนั้นมีเราแล้ว แต่มีเราด้วยความติดข้องในความเป็นเราในขณะนั้น

ความเป็นเราด้วยมานะ คือ ขณะใดที่เปรียบเทียบ ว่าเราสูงกว่าเขา เสมอคนอื่น หรือด้อยกว่าคนอื่น จะเห็นนะครับว่า มานะ เป็นการเปรียบเทียบ แล้วอะไรจะเปรียบเทียบนอกจากว่า จะต้องมีเราที่ไปเปรียบเทียบ มีเขา มีคนอื่นดังนั้น เพราะเป็นอกุศลที่คิดว่าเราสูงกว่า มีเราแล้ว แต่เป็นเราด้วยมานะที่เป็นการเปรียบเทียบ ครับ

ความเป็นเราด้วยทิฏฐิ คือเป็นเราด้วยความสำคัญผิดที่เป็นความเห็นผิดคือ ขณะนั้นเป็นอกุศลที่เป็นโลภะที่ประกอบด้วยความเห็นผิด เช่น ยึดถือว่า ดอกไม้มีจริง เที่ยง ยั่งยืน และยึดถือว่ามีเราจริงๆ มีสัตว์ บุคคลจริงๆ ขณะนั้น มีเรา มีเขา มีสิ่งต่างๆ ด้วยความเห็นผิดเพราะยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง เป็นสุขและเป็นตัวตนจริงๆ ครับ

ที่สำคัญ เราจะต้องเข้าใจเบื้องต้นครับว่า ขณะที่เป็นกุศล ไม่ชื่อว่า มีเราเลย ถึงแม้จะเห็นเป็นเรา เป็นคนอื่น ครับ และขณะที่เพียงติดข้องพอใจ เช่น เห็นดอกไม้แล้วชอบ ขณะนั้น มีเรา มีสิ่งต่างๆ ด้วยโลภะ แต่ไม่มีความเห็นผิด ว่ามีดอกไม้จริงๆ จึงไม่ได้มีเราด้วยทิฏฐิ ความเห็นผิดในขณะนั้นครับ และก็ไม่ได้มีเรา ด้วยมานะ เพราะขณะนั้นไม่ได้มีการเปรียบเทียบ

ดังนั้น โดยมากปุถุชน ก็ไม่พ้นจากความเป็นเรา ด้วยอกุศลธรรมประการต่างๆ และความเป็นเรา ก็ติดตามไปเป็นอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่อง ที่เป็นทิฏฐานุสัย ตราบใดที่ยังไม่ได้ดับกิเลส ก็จะเกิดความยึดถือด้วยความเป็นเราโดยนัยต่างๆ หนทางการละความเป็นเรา คือ เข้าใจว่าไม่ใช่เรา คือ เข้าใจว่าเป็นธรรมในขณะนั้น ด้วยการเจริญสติปัฏฐานระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ครับ

พระธรรมเท่านั้นที่จะช่วยละความเป็นเรา ด้วยปัญญาที่เจริญขึ้นทีละน้อย ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านและฟังคำบรรยายของท่านอาิจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้ที่นี่ครับ

ตัณหา มานะ ทิฏฐิ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"สภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อลวงเหมือนเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง"

"ปรากฏอยู่ตลอดโดยความเป็นเรา"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.คำปั่น อ.ผเดิมและทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kinder
วันที่ 9 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
intra
วันที่ 9 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 10 พ.ค. 2555

เป็นเราด้วยมานะ ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะละได้ เป็นเราด้วยตัณหา ก็เช่นกัน ต้องเป็นพระอรหันต์จึงจะละได้ ส่วนเป็นเราด้วยทิฏฐิ ต้องบรรลุเป็นพระโสดาบันจึงจะละได้ ส่วนปุถุชนต้องอบรมปัญญานานกว่าจะละได้ตามลำดับ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
isme404
isme404
วันที่ 16 ก.พ. 2564

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 16 ก.พ. 2564

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ