ถ้าไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นดีก่อน แล้วจะระลึกรู้สภาพธรรม ได้อย่างไร?
 
apitum
apitum
วันที่  16 ม.ค. 2555
หมายเลข  20372
อ่าน  1,947

 ถ้าไม่มีสมาธิที่มั่นคงดีก่อน (หมายถึงกุศลจิตที่เกิดต่อเนี่อง) แล้วจะระลึกรู้สภาพธรรม

ได้อย่างไร?

สภาพธรรมเกิด ดับ รวดเร็วมากกว่าความเร็วของแสง

ขอความคิดเห็นด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ม.ค. 2555 07:48 น.

           ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   การระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม กิจ หน้าที่ที่ทำหน้าที่ระลึก คือ สติ ไม่ใช่ สมาธิ

สมาธิทำกิจหน้าที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นครับ

   ขณะนี้เพียงเห็นใช่ไหมครับ เห็นเกิด อกุศลเกิดต่อทันที ติดข้อง ชอบแล้วโดยไม่รู้ตัว

รวดเร็วถึงปานนั้น คือ อกุศลเกิดแทรก ขึ้นได้ทันทีอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ จิตเกิดดับรวดเร็ว

กว่าแสง แต่อกุศลจิตก็เกิดได้ทันทีรวดเร็ว ขณะนี้ ได้ยิน เพียงแค่ได้ยิน อกุศลเกิดได้

ทันที ชอบในเสียงที่ได้ยิน หรือ ไม่ชอบในเสียงที่ได้ยิน อกุศลเกิดต่ออย่างรวดเร็ว ทั้งๆ

ที่จิตเกิดดับ รวดเร็วกว่าแสง แต่ทำไม อกุศลก็เกิดต่อได้อย่างรวดเร็ว นี่คือ สัจจะ ความ

จริงของสภาพธรรมที่เป็นอกุศลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้น นี่คือ

การมองมุมกลับของฝ่ายอกุศลที่เกิดต่ออย่างรวดเร็วได้ หลังจากสภาพธรรมนั้นเกิดขึ้น

และดับไป อกุศลก็เกิดต่อทันที ทำไมล่ะครับ ถึงเกิดอกุศลเกิดต่อได้ และเกิดได้อย่าง

รวดเร็ว ทันต่อสภาพธรรมที่เพิ่งดับ ก็เพราะว่า อกุศลนั้น สะสมมาเนิ่นนานนับชาติไม่

ถ้วน จนชำนาญ ว่องไว เพียงเห็น สภาพธรรมที่เห็นดับไป อกุศลสามารถเกิดต่ออย่าง

รวดเร็ว เพราะสะสมมามาก และบ่อยๆ นับชาติไม่ถ้วน ฉันใด  การอบรมเจริญสติปัฏฐาน

คือ ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ สำคัญที่ สติและปัญญา ไม่ใช่สมาธิ

แต่เพราะไมได้สะสมปัญญามามาก ก็ทำให้สติไม่สามารถเกิดระลึกลักษณะของสภาพ

ธรรม เช่น เห็น เมื่อเห็นเกิดขึ้น   เห็นดับไป ปัญญาก็ไม่เกิดต่อ พร้อมสติที่ระลึกว่าเป็น

ธรรมใช่เรา เพราะอะไรครับ เพราะสะสมปัญญามาน้อย ไม่ใช่สะสมสมาธิมาน้อย จึงทำ

ไม่เกิดสติและปัญญาระลึกลักษณะของสภาพธรรมนั่นเอง แต่เมื่อมีการสะสมปัญญามา

มาก ไม่ใช่สะสมสมาธิมามากนะครับ ก็ทำให้ปัญญาและสติ สามารถเกิดแทรก สภาพ

ธรรมที่เป็นเห็นที่ดับไปและรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใชเราได้ ดังเช่น อกุศลเกิดแทรก หลังจาก

เห็นที่ดับไปนั่นเองครับ จึงไม่ใช่เรื่องของสมาธิที่จะทำให้ระลึกลักษณะของสภาพธรรม

ที่เกิดดับอย่างรวดเร็วทัน แต่ เป็นปัญญาต่างหากที่คมกล้า จึงจะสามารถรู้การเกิดดับ

ของสภาพธรรมที่เกิดดับอย่างรวดเร็ว

    ซึ่งหากได้ศึกษาธรรมอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องวิปัสสนาญาณ ญาณ เป็นชื่อ

ของปัญญา นะครับ ไม่ใช่สมาธิที่เป็น ฌาน          วิปัสสนาญาณที่ 3 และ 4 คือ

สัมมสนญานและ อุทยัพพยญาณ คือ ปัญญาที่เห็นการเกิดดับของสภาพธรรม

ซึ่งวิปัสสนาญาณ ขั้นที่ 3 และ 4 เป็นขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ ที่ไม่ใช่ สมาธิตั้งมั่นเป็น

ฌานนะครับ ดังนั้นจึงไม่ใช่จะต้องมีสมาธิเป็นอุปจารสมาธิ หรือ ถึงขั้นฌานจะทำให้เห็น

การเกิดดับของสภาพธรรม แต่ ปัญญาต่างหากที่เป็นญาณ ไม่ใช่ ฌานที่จะเห็นการเกิด

ดับของสภาพธรรมที่เป็นวิปัสสนาญาณที่ 3 และ 4 ครับ ขออนุโมทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ...วิปัสสนาญาณที่ ๓ -- สัมมสนญาณ 

                                 วิปัสสนาญาณที่ ๔ -- อุทยัพพยญาณ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เซจาน้อย
วันที่ 16 ม.ค. 2555 09:01 น.

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
apitum
apitum
วันที่ 16 ม.ค. 2555 12:55 น.

 

**การระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม กิจ หน้าที่ที่ทำหน้าที่ระลึก คือ สติ ไม่ใช่ สมาธิ

  สมาธิทำกิจหน้าที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นครับ***

ข้ออนุญาตโต้แย้ง**

สติ และปัญญาเกิดร่วมกับกุศลจิต ใช่ไหม? สมถก็เป็นมหากุศลณานสัปยุตต

ถ้าสติคุณเกิดได้ทัน สมาธิคุณไม่มั่นคง ปัญญาเจตสิกต้องเกิดต่อมา

(ใช้พิจารณาธรรม)

ซึ่งจะต้องเกิดกับกุศลจิตซึ่งไม่มีกำลังและความเร็ว ไม่คมพอ ไม่ต่อเนื่อง

ก็คงจะมีประโยชน์ไม่มากนัก

(เพราะสาเหตุใด?)

 เพราะไม่ฟังธรรมะ บ่อยๆเนืองๆหรือ? ขอให้เสนอความคิดเห็นโต้แย้ง

หรือเพราะขาดการเพียรฝึกฝนในสมถ จึงเกิดขึ้นได้เพียงชั่วครู่ไม่มีกำลัง

อ่อนปวกเปียก ไม่สามารถที่จะจำแนกรูปและนามให้ขาดออกจากกันได้

ปัญญาคุณจะไม่มั่นคงพอที่จะพิจารณาสภาพธรรมที่เกิดขึ้น และดับไปอย่างเร็วมาก

โดยส่วนมากปัญญาคุณก็อาจจะดับไปก่อนหรือหลังสภาพธรรมไม่มาก

 เพราะมีนิวรณ์5 เข้ามาตัดกำลัง ปัญญาก็จะขาดไปเสียก่อน

(อุปมาเหมีอน การจุดไฟแช็ค ที่ฝนไปกับถ่านไฟแช็คมีเพียงแต่ประกายไฟเท่านั้น

โดยที่ไม่มีการลุกไหม้ของแก๊ส จึงไม่มีแสงไฟ ส่องสว่างขึ้นมา)

สมถะจะต้องมีการฝึกฝนให้มีกำลัง กุศลจิตจะ เกิดบ่อย เร็ว คม เกิดขึ้นต่อเนื่อง

จึงจะประจักษ์สภาพธรรมได้อย่างชัดเจนอย่าง ต่อเนื่อง เนืองๆ สามารถเจริญวิปัสนา

ได้เป็น ชม. หรือหลายๆนาทีติดต่อกันโดยไม่ขาดตอน หรือถ้าขาดก็จะต่อกลับไปได้อีก

อย่างรวดเร็ว

เสมือนไฟแช็คที่ถูกจุดติดขึ้นมา ส่องแสงสว่างให้เราได้เห็น ประจักษ์สภาพธรรมได้

อย่างชัดเจน บ่อยๆ เนืองๆ  จนจิตรู้แจ้งชัด ปล่อยวางสัญญาวิปลาสเก่าๆ

เข้าถึงสภาพไตรลักษณ์ ของขันธ์5

ดังนั้นเราจึงต้องเจริญ กุศลจิตให้เกิดมากๆ โดยการใช้สมถเป็นเครื่องมือ อบรมจิต

 เพราะปัญญามิได้เกิดขึ้นจากการฟังธรรมเพียงอย่างเดียว

หรีอว่า ท่านจะโต้แย้งว่า มีตัวตนในการเจริญสมถ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 16 ม.ค. 2555 12:57 น.

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   ต้องมีพื้นฐานความเข้าใจพระธรรมตั้งแต่ต้นว่า   ธรรม คือ อะไร   สมาธิคือ อะไร   เป็นต้น   เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่มีจริงทุกอย่างทุกประการนั้น  สามารถศึกษาและเข้าใจได้    เพราะมีจริงในชีวิตประจำวัน   ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาที่จะไปจดจ้องต้องการเพื่อให้สติปัญญาเกิด เพราะการไปทำอย่างนั้น ไม่ใ่ช่หนทางที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา     มีแต่จะทำให้กิเลสอกุศลธรรมเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น   สำคัญอยู่ที่ความเข้าใจถูกเห็นถูกจริงๆ  เพราะสะสมอวิชชาความไม่รู้มาอย่างยาวนานการที่จะค่อยๆ ขัดเกลาละคลายอวิชชาลงได้    ต้องอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ   เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น มั่นคงในความเป็นจริงของสภาพธรรม

ยิ่งขึ้น   ก็จะเป็นเหตุให้สติและปัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้สภาพธรรมที่ระลึก คือ สติ    สภาพธรรมที่รู้ตามความเป็นจริง คือ ปัญญา  ส่วนสมาธิ คือ เอกัคคตาเจตสิก  เป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตรู้เท่านั้น      ทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น      จึงขอให้เริ่มต้นที่จะฟัง ที่จะศึกษาพระธรรมให้เข้าใจเป็นปัญญาของตนเอง ครับ                               ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ม.ค. 2555 13:05 น.

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ

เราจะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนครับว่า ขณะที่สติปัฏฐานเกิด เป็น ขณิกสมาธิ

หรือ เป็น สมาธิระดับฌาน ซึ่งขณะที่สติปัฏฐานเกิด มีสมาธิด้วย และเป็นสัมมาสมาธิ

ที่เป็น ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ ดังนั้น สำคัญที่ปัญญา ไม่ใช่สมาธิในการทำให้

สติปัฏฐานเกิด ส่วน คำอุปมา เรื่องไฟแช็คไม่มีในพระไตรปิฎกนะครับ  ไม่มีในคำสอน

ของพระพุทธเจ้า

และจากคำกล่าวที่ว่า

ดังนั้นเราจึงต้องเจริญ กุศลจิตให้เกิดมากๆ โดยการใช้สมถเป็นเครื่องมือ อบรมจิต

 เพราะปัญญามิได้เกิดขึ้นจากการฟังธรรมเพียงอย่างเดียว

หรีอว่า ท่านจะโต้แย้งว่า มีตัวตนในการเจริญสมถ

--------------------------------------------------------------------------

 ก็ต้องพิจารณาให้ละเอียดนะครับ กุศลจะเกิดมากๆเพราะอะไร กุศลประการอื่นๆ เกิด

มากๆ เพราะปัญญามีมาก หรือ เพราะกุศลอื่นๆเกิดมาก เช่น ทาน ศีล ทำให้ปัญญามี

มาก ตรงนี้ต้องคิดพิจารณานะครับ ซึ่งข้อความในพระไตรปิฎกก็แสดงชัดเจนครับว่า  

วิชชา หรือ ปัญญาเป็นหัวหน้าของกุศลธรรมทั้งหลาย ความหมาย คือ เพราะมีปัญญา

มากขึ้น กุศลธรรมประการต่างๆ มี ทาน ศีล เป็นต้น  ก็เจริญมากขึ้นตามไปด้วยครับ 

ดังนั้น เพราะอาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ปัญญาจึงเจริญขึ้น เมื่อปัญญา

เจริญขึ้น ก็ทำให้กุศลธรรมประการต่างๆ เจริญขึ้นตามปัญญา เพราะเมื่อมีสัมมาทิฏฐิ

ความเห็นถูก ก็ย่อมคิดถูก วาจาก็ถูก การกระทำทางกายก็ถูก ระลึกก็ถูก ตามปัญญาที่

เจริญขึ้น คือ สัมมาทิฏฐินั่นเองครับ ดังนั้น ปัญญาต่างหากที่ทำให้ กุศลธรรมประการ

ต่างๆเจริญขึ้น รวมทั้ง ความเห็นถูก ปัญญาที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน เมื่อเกิดขึ้น ก็

ทำให้ธรรมอื่นๆ คือ องค์สมถะ ที่ไม่ใช่มีองค์เดียวนะครับ คล้อยตามเกิดขึ้นตามไปด้วย

หลายๆองค์นั่นเองครับ  ส่วนผู้ร่วมสนทนาที่ยกอุปมา มาเรื่องไฟแช็ค อันเกิดจากความ

คิดของตนเอง ที่ไม่ตรงตามพระธรรม และไม่มีในพระไตรปิฎก ขอความกรุณา ยกพระ

ธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ประกอบกับความคิดเห็นก็จะเป็นประโยชน์มากครับ

ขอยกข้อความในพระไตรปิฎกดังนี้ครับ

         พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

                                     ๑.  อวิชชาสูตร

        [๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ส่วนวิชชา    เป็นหัวหน้าในการยังกุศล-

ธรรมให้ถึงพร้อม   เกิดร่วมกับความละอายบาป   ความสะดุ้งกลัวบาป   ความ

เห็นชอบ   ย่อมเกิดมีแก่ผู้รู้แจ้ง   ประกอบด้วยวิชชา    ความดำริชอบย่อมเกิด

มีแก่ผู้มีความเห็นชอบ     เจรจาชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้มีความดำริชอบ    การงาน

ชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เจรจาชอบ  การเลี้ยงชีพชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้ทำการงานชอบ

พยายามชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้เลี้ยงชีพชอบ  ระลึกชอบย่อมเกิดมีแก่ผู้พยายามชอบ

ตั้งใจชอบย่อมบังเกิดมีแก่ผู้มีระลึกชอบ.

**********************************************

ผู้ร่วมสนทนาได้สอบถามกระผม และกระผมก็ได้ตอบไปแล้วในคำถามนั้นครับ

ขออนุญาตเรียนสอบถาม บ้างนะครับ

เป็นการ่วมสนทนาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ข้อที่ 1. นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นพระโสดาบันหรือไม่ และท่านได้ฌาน

            อบรมสมถภาวนาด้วย หรือ เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวก็บรรลุธรรม

ข้อที่ 2.ผู้ที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแล้วบรรลุธรรมมีหรือไม่ หรือ จะต้องอบรมสมถ

           ภาวนาควบคู่กันไปกับวิปัสสนาจึงจะบรรลุธรรม

ข้อที่ 3.พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ คือ ใคร ท่านอบรมสมถภาวนาหรือไม่

ข้อที่ 4. ขณะที่สติปัฏฐานเกิด หรือ วิปัสสนาเกิด มีองค์ของสมถะ หรือ ไม่ หรือ ต้องไป

ทำสมถะอีกครับ

ข้อที่ 5.ข้อความที่ว่า

 พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 206

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่

กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิต มากกว่าโดยแท้

----------------------------------------------------------------------------

หมายความว่าอย่างไรครับ

--------------------------------------------------------

ร่วมสนทนาครับ ถ้ายกข้อความในพระไตรปิฎกประกอบ โดยไม่อุปมาคิดเองก็จะเป็น

ประโยชน์มากครับ โดยกระผมจะตอบโดยยกข้อความในพระไตรปิำกตอบต่อไปครับ

ในประเด็นที่ถามครับ

ขออนุโมทนา 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
apitum
apitum
วันที่ 16 ม.ค. 2555 13:13 น.

 

๑๑. สัจจสังยุต
 
สมาธิวรรคที่ ๑
 
 
สมาธิสูตร
ผู้มีใจตั้งมั่นย่อมรู้ตามความเป็นจริง

 [๑๖๕๔] สาวัตถีนิทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีใจ


ตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง ย่อมรู้อะไรตามความเป็นจริง ย่อมรู้ตามความเป็นจริง

ว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ

ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอ

ทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ

นี้ทุกขนิโรธ-*คามินีปฏิปทา.

       ***ถ้าท่านอ่านพระสูตรนี้แล้ว มีความเห็นเช่นไร?*** ขอความคิดเห็นด้วย

สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ม.ค. 2555 13:27 น.

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ

จากพระสูตรที่ยกมาให้อธิบายได้อธิบายไปแล้ว ในกระทู้นี้ครับ เชิญคลิก

การเจริญสติปัฐาน โดยไม่เจริญสมถะควบคู่กันไป ปัญญาไม่สามารถแทงตลอดได้ 

อยู่ในความคิดเห็นที่ 8 ได้อธิบายสูตรนี้ไว้แล้วครับ

และกระผมขอสอบถามร่วมสนทนาด้วยครับ

โดยคำถาม 5 ข้อ อยู่ในความคิดเห็น 5 ข้างต้นครับ  เรียนร่วมสนทนาธรรมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
apitum
apitum
วันที่ 16 ม.ค. 2555 14:42 น.

     ผมอุปมาจาก ประสพการณ์ การปฏิบัติด้วยตัวเองครับ ไม่ต้องลอกแบบมาจากพระ

สูตร      ให้เห็นข้อเท็จจริงดั่งที่ผมเสนอไป       ไม่จำเป็นต้องยกพระสูตร     หรือพระ

อภิธรรม มาสนับสนุนก็พูดได้โต้แย้งได้เพราะได้รับความรู้จากประสพการณ์การปฏิบัติ

จริงๆ พูดมาจากความเห็น ความเข้าใจจากจิต เอาจากประสพการณ์ล้วนๆ ไม่ใช่ฟังเขา

บรรยายมา หรือจดจำมาจากหนังสือแต่อย่างไร

คงจะเจริญสติปัฐานได้ยากถ้าไม่มี การเจริญสมถไปด้วยกัน ธรรมะสองอย่างนี้

เกี้อกูลกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน

เพราะถ้าคุณเจริญไปทั้งชีวิตก็ยังไม่เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาพธรรม

ผิดกับคนที่มีกุศลจิตเกิดได้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

สติปัฐาน 4 ที่คุณเข้าใจว่าถูกต้อง เกิดกับคุณบ่อยๆเนืองๆ ไหม?

สติปัฐาน 4 ที่คุณเข้าใจว่าถูกต้อง มีสติเกิดขึ้น ได้กี่ครั้งต่อ 1ชม. นาที?

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ม.ค. 2555 14:52 น.

เรียนความเห็นที่ 8 ครับ

 เมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ได้ตรัสกับอานนท์ว่า เธอจงมีพระธรรมเป็นศาสดาแทน

พระองค์ นั่นคือ สำคัญคือ เทียบเคียงกับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง หากเราไม่

เทียบเคียงกับพระธรรม ว่าสิ่งที่เราทำ ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ ก็เท่ากับว่า มีตัวเราเป็น

มาตรฐาน ไมไ่ด้มีพระธรรมเป็นที่พึ่งดังเช่นชาวพุทธ กล่าวว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่งเลย

ดังนั้นเรียนร่วมสนทนาในคำถาม 5 ข้อครับ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องครับ ขออนุโมทนา

ข้อที่ 1. นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นพระโสดาบันหรือไม่ และท่านได้ฌาน

            อบรมสมถภาวนาด้วย หรือ เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวก็บรรลุธรรม

ข้อที่ 2.ผู้ที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแล้วบรรลุธรรมมีหรือไม่ หรือ จะต้องอบรมสมถ

           ภาวนาควบคู่กันไปกับวิปัสสนาจึงจะบรรลุธรรม

ข้อที่ 3.พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ คือ ใคร ท่านอบรมสมถภาวนาหรือไม่

ข้อที่ 4. ขณะที่สติปัฏฐานเกิด หรือ วิปัสสนาเกิด มีองค์ของสมถะ หรือ ไม่ หรือ ต้องไป

ทำสมถะอีกครับ

ข้อที่ 5.ข้อความที่ว่า

 พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 206

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่

กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิต มากกว่าโดยแท้

----------------------------------------------------------------------------

หมายความว่าอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ผู้รู้น้อย
วันที่ 16 ม.ค. 2555 15:21 น.

ไม่ต้องไปทำอะไรที่ผิดปกติขึ้นมาที่จะไป จดจ้องต้องการเพื่อให้สติปัญญาเกิด เพราะการ

ไปทำอย่างนั้น ไม่ใช่หนทางที่จะเป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา     .......... ท่านคำ

ปั่นกล่าวถูกต้องแล้ว ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
ปุ้ม
วันที่ 16 ม.ค. 2555 20:37 น.

  ปัญญาจะเกิดต้องทรงอยู่เนื่องด้วยสมาธิ     แต่สมาธิเกิด..ไม่เกิดปัญญาเลยก็มี  เพราะ

สมาธิเป็นฐานของความเห็น      แม้อ่านหนังสืออยู่แล้วมีความเข้าใจนั้นๆของตัวอักษร ก็มี

สมาธิแล้วนะครับ    ความแตกฉานจึงควรเป็นความเห็นหรือที่เรียกกันว่าปัญญานั้นเองครับ

            ถ้าขณะใดสมาธิเกิดแล้วมีความเห็นที่มิได้เข้าปรุงแต่งด้วยสังขารตามความเกิด

ดับของสิ่งทั้งหลาย  ณ..ขณะนั้นผมยังเห็นเป็นสมาธิเท่านั้นเอง..แต่พอเห็นดับแล้วต่อด้วย

เหตุเกิด  แล้วมีความพินิจพิจารณาซ้ำด้วยความเป็นกลางเมื่อนั้น..ปัญญาเกิดคมกล้าตัด

ความไม่รู้ขาดเสียได้     อันนี้น่าจะเป็นปัญญา   ฉนั้นปัญญาเป็นผู้ตัดความหลง

ผิด...................ส่วนสมาธินั้นก็ต้องมีเป็นแน่แท้  แต่ไม่ใช้สมาธิที่ต้องเข้าทำกัน 

ควรเป็นสมาธิธรรมดาๆนี้แหละครับคือแบบลืมตากันนี้แหละ   แต่เวลานั้นเป็นเอกอารมณ์

เดียว..ที่กำลังเห็นธรรมเกิดดับอยู่โดยไม่มีเจตนาเข้าปรุงด้วยคิดขวางขั้นเลยครับ..

                 ขอท่านผู้รู้แนะนำอีกที่นะครับถ้าผิดพลาดไปขอรับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 ม.ค. 2555 20:56 น.

เรียนความเห็นที่ 11 ครับ

สมาธิเกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้วครับ  ขณะที่เป็นปัญญาที่เป็นสติปัฏฐาน เป็น ขณิกะ

สมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิเกิดขึ้น เป็นอกุศลจิตก็ำได้ กุศลจิตก็ได้     มีสมาธิ แต่ไม่มี

ปัญญาก็ได้ ขณะที่รู้ความจริงต้องเป็นปัญญา การเห็นการเกิดดับ เป็นปัญญาที่เห็น

มีสมาธิ ที่เป็นเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะนั้นที่เป็น สัมมาสมาธิ แต่เป็นสมาธิ

ชั่วขณะ ไม่ใช่ตั้งมั่นเป็นฌาน การเห็นการเกิดดับ จึงเป็นเรื่องของปัญญาที่เป็น

วิปัสสนาญาณระดับสูง ขั้นที่ 3 และ 4 ครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
วิริยะ
วันที่ 16 ม.ค. 2555 22:09 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
apitum
apitum
วันที่ 17 ม.ค. 2555 00:52 น.

 

สมาธิเกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้วครับ  ขณะที่เป็นปัญญาที่เป็นสติปัฏฐาน เป็น ขณิกะ

สมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิเกิดขึ้น

เด็กทารก ก็มีขณิกะสมาธิ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
apitum
apitum
วันที่ 17 ม.ค. 2555 01:39 น.

 

ขออนุญาตเรียนสอบถาม บ้างนะครับ

เป็นการ่วมสนทนาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

ข้อที่ 1. นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นพระโสดาบันหรือไม่ และท่านได้ฌาน

           อบรมสมถภาวนาด้วย หรือ เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวก็บรรลุธรรม

ข้อที่ 2.ผู้ที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแล้วบรรลุธรรมมีหรือไม่ หรือ จะต้องอบรมสมถ

           ภาวนาควบคู่กันไปกับวิปัสสนาจึงจะบรรลุธรรม

ข้อที่ 3.พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ คือ ใคร ท่านอบรมสมถภาวนาหรือไม่

ข้อที่ 4. ขณะที่สติปัฏฐานเกิด หรือ วิปัสสนาเกิด มีองค์ของสมถะ หรือ ไม่ หรือ ต้องไป

ทำสมถะอีกครับ

ข้อที่ 5.ข้อความที่ว่า

 พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 206

 

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่

กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิต มากกว่าโดยแท้

**********************************************

คุณทำยังกะ ผมเป็นเด็กนักเรียนเลยนะครับ ให้ทำการบ้าน ตอบคำถาม 5ข้อ

เอาละในเมื่อคุณเสนอมา หลายครั้ง ผมพยายามหลีกเลี่ยงการพิมพ์มากๆ เพราะว่าพิมพ์

สัมผัสไม่เป็น (และอีกประการหนึ่ง คือหน้ากระดานของคุณเป็นสีขาว ควรจะเปลี่ยนให้เป็น

สีทึบ ทำลายตาของผมมาก)

1. นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นพระโสดาบัน ไม่มีณานเพราะจุติที่ดุสิต

แต่ไม่มีบันทึกว่าท่านมิได้เจริญสมาธิเลย (อย่าคิดว่าคำถามข้อนี้จะช่วยสนับสนุนคุณได้)

2. ผู้ที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวแล้วบรรลุธรรมมีหรือไม่ หรือ จะต้องอบรมสมถ

           ภาวนาควบคู่กันไปกับวิปัสสนาจึงจะบรรลุธรรม

ตอบ ไม่ทราบครับ เพราะคงมีแต่พุทธองค์เท่านั้นที่ทรงทราบ คุณก็อ่านมาเช่นกัน

ข้อที่ 3.พระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ คือ ใคร ท่านอบรมสมถภาวนาหรือไม่

ไม่ทราบ ไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่อ่าน เพราะไม่สนใจ ไม่จดจำ (จำเฉพาะผู้ที่โดดเด่น) 

ข้อที่ 4. ขณะที่สติปัฏฐานเกิด หรือ วิปัสสนาเกิด มีองค์ของสมถะ หรือ ไม่ หรือ

ต้องไปทำสมถะอีกครับ

ตอบว่ามี แต่ไม่มีกำลัง เกิดตามกิจของจิต ไม่มั่นคง ต้องเจริญอีก ไม่เจริญ

ค้านพระพุทธพจน์

 

5. สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย 

สัตว์ที่กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว ไม่ได้สมาธิไม่ได้เอกัคคตาจิต มากกว่าโดยแท้

 

ตอบว่า ได้เอกัคคตาจิต มีเป็นส่วนน้อย มีแต่พุทธเจ้าที่ทรงรู้

เราจะรู้หรือว่าตัวเองหรีอผู้อี่นว่า ควรจะเจริญสมาธิหรีอไม่ ไม่ควรกล่าวคำสอนที่ปิด

ทางผู้อื่น เราจะเอาวิชาสถิติมาตัดสินด้วยหรือ? ธรรมะของพระองค์กล่าวครอบคุม

หมู่สรรพสัตว์ มนุษย์ เทวดา มาร พรหม

(หรือว่า ธรรมะที่คุณเผยแพร่ คุณอาจจะกล่าวสอนเฉพาะอภัพพบุคคล ต้องมีฉลากกำกับ

ไว้ด้วย จึงจะควร)

 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
--MoN--Pp--
วันที่ 17 ม.ค. 2555 05:35 น.

     

      เรียน  คุณ  apitum     ขอร่วมสนทนาด้วย  

จากข้อความที่คุณเขียน 

"ถ้าไม่มีสมาธิที่มั่นคงดีก่อน (หมายถึงกุศลจิตที่เกิดต่อเนี่อง)

 แล้วจะระลึกรู้สภาพธรรมได้อย่างไร?

   สภาพธรรมเกิด ดับ รวดเร็วมากกว่าความเร็วของแสง

     ขอความคิดเห็นด้วยครับ"

                        

ขอสนทนาดังนี้

อวิชาก็เกิดดับ  เร็ว  เท่ากับ  สมาธิในทุกฌาณ เท่ากับ จิตทุกประเภท

แต่ไม่รู้จัก อริยสัจจทั้ง ๔

 สมาธิ  จะมั่นคงดีต่อเนื่องก็ต้อง อบรมพร้อม ญาณในอริยสัจจทั่ง ๔              

 ไม่ใช่อบรมกับกุศลที่ไม่ใช่อริยสัจจ  สมาธิก็ไม่แข็งแรง  

ไม่เจริญเติบโตเป็นอริยสัจจ

แม้จะเกิด ดับเร็วเกิดทีละเล็กน้อย ทีละดวง  แต่มีการสั่งสมความรู้ใน

อริยสัจจทั้ง ๔ ด้วยสามารถแห่งชวนวิถี  นิสยะปัจจัย  หรือ  อาเสวนปัจจัย

เป็นต้น  จนวิปัสสนาญาณมรรคจิตประหารกิเลสก็เป็นจิตดวงเดียว เกิด

ดับเร็วเท่ากับจิดอื่นทุกดวง แต่ต่างกันที่  การสั่งสมญาณ  

ในอริยสัจจทั้ง ๔  

สมาธิ สติ ปัญญา แข็งแรงขึ้นเรื่่อย ๆ ตามกำลังของอินทรีย์ พร้อมกัน

ตั่งแต่เริ่มเกิดเป็นสัจจญาณ   ในอริยสัจจ ทั้ง ๔

 

                                                          ประภาส

                    

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 ม.ค. 2555 08:24 น.

เรียนคุณ apitum กระผมจะต้องไปอินเดียเพื่อปฏิบัติหน้าที่สำคัญของมูลนิธิ ณ เช้านี้ ไม่

สามารถสนทนาต่อได้ เรียนสหายธรรมทั้งหลายสนทนาธรรมกันนะครับ ขออนุโมทนาใน

กุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 17 ม.ค. 2555 09:15 น.

การศึกษาธรรมะ  สำคัญที่ความเข้าใจถูกก่อน   ถ้ามีความมั่นคงเข้าใจว่าทุกอย่างเป็น

ธรรมะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร    และขณะนี้ธรรมะก็มีอยู่แล้วเป็นปกติ

ธรรมดา  แต่สติจะเกิดหรือไม่่   ก็อยู่ที่การสะสมความเข้าใจ   ถ้าเหตุปัจจัยพร้อมก็เกิด

เองค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
SOAMUSA
วันที่ 17 ม.ค. 2555 10:39 น.

กราบอนุโมทนาอาจารย์padermในการไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญของมูลนิธิ สาธุค่ะ

ขอขอบพระคุณคำตอบของทุกท่านที่อธิบายให้ความเข้าใจค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
ปุ้ม
วันที่ 17 ม.ค. 2555 13:18 น.

สมาธิ สติ ปัญญา แข็งแรงขึ้นเรื่่อย ๆ ตามกำลังของอินทรีย์ พร้อมกัน

ตั่งแต่เริ่มเกิดเป็นสัจจญาณ   ในอริยสัจจ ทั้ง ๔

ชอบครับคำข้างบนนั้น มันช่างตรงกับความเห็นที่ปฏิบัติมาเลยครับ

ขอบคุณ  คุณประภาส ด้วยครับ 

  

 

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 17 ม.ค. 2555 20:30 น.

เมื่อเหตุคือสมาธิ  ผลก็คือสมาธิ

เมื่อเหตุคือปัญญา  ผลก็คือปัญญา

สมาธิที่เป็นมหัคคตกุศลเป็นการขัดเกลากิเลสอย่างกลาง 

คือกิเลสที่กำลังกลุ้มรุมจิตใจไม่ให้สงบ (นิวรณธรรม) 

ผู้ที่เข้าใจถูกในหนทางของการอบรมเจริญปัญญา

บางท่านก็มีการเจริญสมาธิภาวนา  เพื่อเป็นธรรมเครื่องอยู่

แต่ไม่ใช่เพื่อการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

เพราะการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมต้องเป็นการอบรมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น

ดังนั้น การอบรมสมาธิจึงเป็นเรื่องอัธยาศัยของแต่ละคน

เพราะสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนามีอารมณ์ต่างกัน

มีจุดประสงค์ต่างกัน

ผลจึงต่างกันค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
captpok
วันที่ 20 ม.ค. 2555 00:29 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 24  
 
ภพฺพาคมโน
วันที่ 23 ม.ค. 2555 16:48 น.

อนุโมทนาทุกท่านที่มาตอบกระทู้ด้วยความเมตตาค่ะ

รู้ชัดแล้วว่ากิเลสวิจิตรตามการสั่งสมจริงๆ --"

 
  ความคิดเห็นที่ 25  
 
หลานตาจอน
วันที่ 24 ม.ค. 2555 08:41 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 27  
 
จิตและเจตสิก
จิตและเจตสิก
วันที่ 23 มี.ค. 2558 15:12 น.

สาธุ  ขออนุโมทนา ฯ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ