Print 
อุทัยสูตร ... เสาร์ที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๔
 
บ้านธัมมะ
วันที่  22 ม.ค. 2554
หมายเลข  17772
อ่าน  1,833

•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••... สนทนาธรรมที่ ... 
  •••.....  มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ....•••

พระสูตร  ที่นำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์  ๒๙  ม.ค.  ๒๕๕๔    เวลา  ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.  คือ

 

อุทัยสูตร

                                        (ว่าด้วยอุทัยพราหมณ์)  

   

 ...จาก...

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๕  หน้าที่ ๒๖๕ - ๒๖๙

 

 ...นำสนทนาโดย...

ท่านอาจารย์สุจินต์   บริหารวนเขตต์ 

 


     พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๒๕  หน้าที่ ๒๖๕ - ๒๖๙

 

๒.  อุทัยสูตร

(ว่าด้วยอุทัยพราหมณ์)     


                                     
          [๖๗๗]  สาวัตถีนิทาน (เรื่องเกิดที่เมืองสาวัตถี).          ครั้งนั้น  เวลาเช้า       พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนุ่งแล้ว      ทรงถือบาตรและจีวร  เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์.     ลำดับนั้น    อุทัยพราหมณ์  เอาข้าวใส่บาตรจนเต็ม ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.          [๖๗๘]  แม้ครั้งที่    ๒   ในเวลาเช้า         พระผู้มีพระภาคเจ้า     ทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์.         ลำดับนั้น     อุทัยพราหมณ์    เอาข้าวใส่บาตรจนเต็มถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.           [๖๗๙]   แม้ครั้งที่ ๓  เวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว  ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์         แม้ในครั้งที่  ๓    อุทัยพราหมณ์ เอาข้าวใส่บาตรจนเต็มถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   พระสมณโคดมนี้   ติดในรส(ติดใจในอาหาร)    จึงเสด็จมาบ่อย ๆ.            [๖๘๐]  พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสว่า                                        กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ,    ฝนย่อม                             ตกบ่อย ๆ,             ชาวนา  ย่อมไถนาบ่อย ๆ,                               แว่นแคว้น     ย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆ,   
         
                             ยาจกย่อมขอบ่อย ๆ,        ทานบดีก็ให้บ่อย ๆ,     
   
                             ทานบดี  ให้บ่อย ๆ  แล้ว        ก็เข้าถึงสวรรค์                             บ่อย ๆ,      ผู้ต้องการน้ำนม ย่อมรีดนมบ่อย ๆ,    
    
                             ลูกโค  ย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ,         บุคคล                                 ย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อย ๆ,          คนเขลา                             ย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อย ๆ,      สัตว์ย่อมเกิดและ                             ตายบ่อย ๆ,  บุคคลทั้งหลาย  ย่อมนำซากศพ                             ไปป่าช้าบ่อย ๆ      ส่วนผู้มีปัญญา  ถึงจะเกิด                              บ่อย ๆ   ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก    ดังนี้.           [๖๘๑]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสอย่างนี้แล้ว        อุทัยพราหมณ์    ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระโคดม        ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ข้าแต่พระโคดม  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย   ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ   เปิดของที่ปิด   บอกทางแก่คนหลงทาง  ส่องประทีปในที่มืด   ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้   ข้าแต่ท่านพระโคดม      ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ       ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า     เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

                 


                                          อรรถกถาอุทยสูตรที่  ๒

            ในอุทยสูตรที่  ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-           บทว่า     โอทเนน  ปูเรสิ     ความว่า   พราหมณ์        เอาข้าวพร้อมด้วยแกงและกับที่เขาจัดไว้เพื่อตน  ใส่บาตรจนเต็ม ถวาย. ได้ยินว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง     ทรงเห็นพราหมณ์นั้น     ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียวเสด็จเข้าพระคันธกุฎี    ทรงปิดประตูแล้วประทับนั่ง    ทรงเห็นโภชนะที่เขายกเข้าไปไว้ใกล้พราหมณ์         ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น ทรงคล้องบาตรที่จะงอยบ่า   เสด็จออกจากพระคันธกุฎี    เสด็จถึงประตูพระนคร   ทรงนำบาตรออกแล้วเสด็จเข้าภายในพระนคร    ทรงดำเนินไปตามลำดับ ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านพราหมณ์. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ถวายโภชนะที่เขาจัดแจงมาเพื่อตน.   คำว่า  โอทเนนปูเรสิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาโภชนะนั้น . บทว่า ทุติยมฺปิ   ได้แก่แม้ในวันที่  ๒.  บทว่า ตติยมฺปิ  ได้แก่  แม้ในวันที่ ๓  ได้ยินว่า ในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประตูเรือนของพราหมณ์ติด ๆ กันตลอด  ๓ วัน    ไม่มีใคร ๆ  ที่สามารถจะลุกขึ้นรับบาตรได้.  มหาชน   ได้ยืนแลดูอยู่เหมือนกัน.      บทว่า  เอตทโวจ  ความว่า พราหมณ์   แม้ถวายจนเต็มบาตรตลอด ๓วัน     ก็มิได้ถวายด้วยศรัทธา.   พราหมณ์     บริโภค       โดยมิได้ถวายแม้เพียงภิกษาแก่บรรพชิตที่มายืนอยู่ยังประตูเรือน   แต่ได้ถวายเพราะกลัวถูกติเตียนว่า  บรรพชิต มายืนถึงประตูเรือนแล้ว    แม้เพียงภิกษาก็ไม่ถวาย   กินเสียเอง   ดังนี้.       และเมื่อถวาย ๒ วันแรกถวายแล้ว มิได้พูดอะไร ๆ เลย   กลับเข้าบ้าน   ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอะไร ๆเหมือนกัน      เสด็จหลีกไป    แต่ในวันที่  ๓   พราหมณ์ไม่อาจจะอดกลั้นไว้ได้  จึงได้กล่าวคำนี้ว่า  ปกฏฺฐโก   ดังนี้เป็นต้น.     แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า     ก็ได้เสด็จไปจนถึงครั้งที่ ๓   ก็เพื่อจะทรงให้เขาเปล่งวาจานั้นนั่นเอง.        บรรดาบทเหล่านั้น      บทว่า  ปกฏฺฐโก  ได้แก่ ติดในรส.     พระศาสดา      ทรงสดับคำของพราหมณ์แล้ว         ตรัสว่า          ท่านพราหมณ์ท่านถวายบิณฑบาตตลอด ๓ วัน     ยังย่อท้ออยู่          ในโลกมีธรรม ๑๖   ประการที่ควรทำบ่อย ๆ    ดังนี้           เพื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น        จึงทรงเริ่มพระธรรมเทศนานี้ว่า    ปุนปฺปุนํ  เจว  วปนฺติ  พีชํ (กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ)   ดังนี้.   บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ปุนปฺปุนํ  เจว  วปนฺติ    ท่านกล่าวไว้ในสัสสวาระ (คราวทำนา)หนึ่งแล้ว   แม้ในสัสสวาระอื่น ๆ   ชาวนาย่อมหว่าน  โดยไม่ท้อแท้เลยว่า  เท่านี้พอละ  ดังนี้.        บทว่า ปุนปฺปุนํ  วสฺสติ  ความว่า   ฝน มิใช่ตกวันเดียวหยุด    ตกอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ปี  ชนบทย่อมมั่งคั่งด้วยอาการอย่างนี้.    พึงทราบนัยแห่งเนื้อความในทุก ๆ  บท   โดยทำนองนี้.           ในบทว่า  ยาจกา นี้    พระศาสดา    ทรงแสดงอ้างถึงพระองค์    เพราะความที่พระองค์ทรงฉลาดในเทศนา.     บทว่า     ขีรณิกา   ได้แก่    ผู้รีดนมโค   เพราะน้ำนมเป็นเหตุ.  จริงอยู่  ชนเหล่านั้น   ไม่ปรารถนาน้ำนมคราวเดียวเท่านั้น       อธิบาย ว่า   ย่อมปรารถนารีดโคนมบ่อย ๆ.     บทว่า  กิลมติ  ผนฺทติ  จ  ความว่า   สัตว์นี้ย่อมลำบากและดิ้นรนด้วยอิริยาบถนั้น ๆ. บทว่า  คพฺภํ   ได้แก่    ท้องสัตว์ดิรัจฉานมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น.   บทว่า    สีวถิกํ   ได้แก่ ป่าช้า. อธิบายว่า  นำสัตว์ตายแล้วไปในป่าช้านั้นบ่อย ๆ.   บทว่า    มคฺคญฺจ  ลทฺธา อปุนพฺภวาย  ความว่า      พระนิพพาน  ชื่อว่า   มรรค  เพราะไม่เกิดอีก  อธิบายว่า   ได้พระนิพพานนั้น.       บทว่า  เอวํ  วุตฺเต     ความว่า     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า     ประทับยืนอยู่ระหว่างถนนนั่นแหละ    ทรงแสดงปุนัปปุนธรรม  ๑๖  ประการ  ได้ตรัสอย่างนี้.   บทว่า  เอต-ทโวจ  ความว่า  ในที่สุดแห่งเทศนา  พราหมณ์พร้อมด้วยบุตรภรรยาพวกมิตรและญาติ เลื่อมใส     ถวายบังคมแทบพระยุคลบาท   ของพระผู้มีพระภาคเจ้า        กล่าวคำนี้ว่า  อภิกฺกนฺตํ  โภ (ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก)  เป็นต้น.


                                  
                                        จบอรรถกถาอุทยสูตรที่  ๒




  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 22 ม.ค. 2554 17:25 น.

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น                                                ข้อความโดยสรุป                                    อุทัยสูตร  (ว่าด้วยอุทัยพราหมณ์)         พระผู้มีพระภาคเจ้า     เสด็จไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์           ในสองวันแรกอุทัยพราหมณ์ ได้ถวายอาหารบิณฑบาตจนเต็มบาตร   (ซึ่งการถวายอาหารบิณฑบาตของอุทัยพราหมณ์    นั้น    มิได้ถวายด้วยศรัทธา   แต่เป็นเพราะกลัวคนอื่นจะนินทา)พอวันที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ได้เสด็จไปอีก  พราหมณ์ก็ได้ถวายอาหารบิณฑบาตเหมือนเช่นเดิม   แต่ในครั้งนี้    ได้กราบทูลว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นจะติดในรส จึงเสด็จมาบ่อย ๆ    พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกับอุทัยพราหมณ์ว่า  ท่านถวายทานเพียง ๓ วัน   ก็เกิดย่อท้อเสียแล้ว   ในโลกนี้มีสิ่งที่ควรทำบ่อย ๆ   เกิดขึ้นบ่อย ๆ   (ปุนัปปุนธรรม)     ๑๖ ประการ คือ  กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ   ฝนย่อมตกบ่อย ๆ  เป็นต้น     (ที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือ  ผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ  ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก)
  
    เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  อุทัยพราหมณ์ได้กล่าวสรรเสริญพระภาษิตของพระองค์ และ ได้ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต.               ขอเชิญคลิกอ่านข้อความต่อไปนี้เพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น ครับ                                                        บ่อย ๆ               ศึกษาพระธรรมบ่อย ๆ เนือง ๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องยิ่งขึ้น                        ไหนๆ ก็ต้องตาย...ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจดีกว่า                                    การเป็นคนดีควบคู่กับการฟังธรรม                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
prakaimuk.k
วันที่ 23 ม.ค. 2554 05:12 น.

    ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
กรกนก
วันที่ 23 ม.ค. 2554 21:15 น.

            ขออนุโมทนาคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผิน
วันที่ 24 ม.ค. 2554 21:52 น.
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 26 ม.ค. 2554 22:02 น.
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
สมศรี
วันที่ 27 ม.ค. 2554 16:19 น.
ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Jans
Jans
วันที่ 27 ม.ค. 2554 23:40 น.
ขอบคุณและขออนุโมทนาคะ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 28 ม.ค. 2554 22:22 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 29 ม.ค. 2554 01:29 น.

 ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
michii
วันที่ 16 ส.ค. 2554 12:40 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
Komson
Komson
วันที่ 1 ส.ค. 2560 19:34 น.

๒. อุทยสูตร
ว่าด้วยอุทยพราหมณ์
[๖๗๗] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า
ไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ตักข้าวใส่บาตรถวายจนเต็ม
[๖๗๘] แม้ครั้งที่ ๒ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและ
จีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ฯลฯ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ก็ตักข้าว
ใส่บาตรถวายจนเต็ม
[๖๗๙] แม้ครั้งที่ ๓ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและ
จีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทยพราหมณ์ ฯลฯ ลำดับนั้น อุทยพราหมณ์ก็ตักข้าว
ใส่บาตรถวายจนเต็มแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระสมณโคดมนี้ติด
ในรสจึงเสด็จมาบ่อย ๆ”
[๖๘๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ
ฝนย่อมตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆ
แว่นแคว้นย่อมสมบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆ
ผู้ขอย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีย่อมให้บ่อย ๆ
ครั้นให้บ่อย ๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ
ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดน้ำนมบ่อย ๆ
ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ
บุคคลย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อย ๆ
คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อย ๆ
สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อย ๆ
บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อย ๆ
ส่วนผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินย่อมไม่เกิดบ่อย ๆ
เพราะได้มรรคแล้วไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
[๖๘๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อุทยพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอพระโคดม
ผู้เจริญโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจน
ตลอดชีวิต”
อุทยสูตรที่ ๒ จบ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Nataya
วันที่ 16 ก.พ. 2561 12:02 น.

                      กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ