ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  9 ธ.ค. 2553
หมายเลข  17596
อ่าน  4,149

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ชมรมพุทธศาสน์ วังพญาไท โดย ท่าน พล.ต.นพ.กฤษฎา ดวงอุไร ผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์ ทหารบก ท่านพล.ต.หญิง เรณู ประทุมมณี พ.ต.อ. ธีรชล ประทุมมณี และคณะ ได้เรียนเชิญท่านอาจารย์ และคณะวิทยากร ไปสนทนาธรรม ที่ ห้องประชุม ชั้น ๑๐ อาคารพัชรกิตติยาภา โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๙.๐๐-๑๔.๓๐ น.

โดยปรกติ ทางชมรมพุทธศาสน์ วังพญาไท ได้มีกุศลศรัทธากราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ และคณะวิทยากร มาร่วมสนทนาธรรมทีี่นี่ เนื่องในโอกาสวันสำคัญๆ ต่างๆ อยู่เป็นประจำ เป็นที่ทราบและรอคอยการสนทนาธรรมรายการนี้ ของทุกท่านผู้ที่ติดตามรับฟัง การบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ หลายท่านไม่เคยเห็นที่มูลนิธิฯก็จะได้พบกันที่นี่ครับ

ภาพท่าน พล.ต.หญิงเรณู ประทุมมณี รองประธานชมรมพุทธศาสน์วังพญาไท กับ คณะนักเรียนพยาบาล และนักเรียนผู้ช่วยพยาบาล จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ที่มีเมตตาอย่างยิ่ง ได้ร่วมกันมาให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ทุกๆ ท่าน ข้าพเจ้าขอกราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

โดยในคราวนี้ นอกจากท่านจะได้จัดห้องประชุมเดิมที่โอ่อ่า งดงาม สะดวกสบายอย่างยิ่ง ไว้ต้อนรับผู้เข้าร่วมฟังการสนทนาธรรมแล้ว จากประสบการณ์ในครั้งที่ผ่านๆ มา มีผู้สนใจเข้าฟังจนล้นห้องประชุมทุกครั้ง จนต้องมีการเสริมเก้าอี้พลาสติค ซึ่งท่านผู้จัดเห็นว่า ไม่ค่อยสบายนักในการนั่งฟังนานๆ

ด้วยความมีเมตตาและกรุณาที่ใส่ใจในความเอื้อเฟื้ออย่างยิ่ง ท่านจึงได้จัดเตรียมห้องไว้ ในอีกฝั่งหนึ่ง พร้อมที่นั่งสะดวกสบาย และ ถ่ายทอดภาพและเสียงการสนทนา มาให้ได้ชม อย่างชัดเจน พร้อมทั้งการอำนวยความสะดวกในเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แยกเป็นสัดส่วนต่างหากโดยเฉพาะ

โดยมีน้องๆ จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ให้การดูแลอย่างอบอุ่่นน่าปลื้มใจจริงๆ ครับ ไม่แต่เท่านั้นนะครับ ทุกครั้งที่มีการจัดสนทนาธรรมที่นี่ ก็จะมีท่านผู้มีจิตศรัทธา เป็นเจ้าภาพเรื่องอาหารกลางวัน ซึ่งมีให้ได้รับประทานกัน อย่างมากมาย หลากหลายชนิดมากๆ และที่สำคัญ อร่อยและหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยสักครั้งนึงครับ

ภาพนี้เป็นคิวยาวของกระเพาะปลาเจ้าอร่อย มาเป็นประจำทุกครั้งไม่เคยขาด คราวนี้ทราบว่า มูลนิธิฯ เป็นเจ้าภาพนำมาให้ผู้เข้าฟังการสนทนาได้รับประทานกันครับ

ส่วนนี่ เป็นมุมเครื่องดื่มครับ ให้บริการน้ำดื่ม กาแฟ น้ำเต้าหู้ น้ำเสาวรส ขนมปัง ปลาท่องโก๋ และ ผลไม้ต่างๆ มากมาย ตลอดการสนทนาเลยครับ

มุมแจกหนังสือของมูลนิธิฯ และ จำหน่ายซีดี เอ็มพีสาม ก็มีผู้คนคับคั่งตามเคยครับ ในวันนี้ อย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้วในตอนต้นว่ามีท่านผู้เข้าร่วมฟังมากมายจริงๆ ครับ

และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ หัวข้อการสนทนาในวันนี้ไพเราะจับใจท่านผู้ฟังมากครับ เป็นผลให้ท่านผู้ฟังในช่วงบ่าย ยังคงหนาแน่นเหมือนช่วงเช้า หลายคนถึงกับออกปากว่า ท่านผู้เข้าร่วมฟังการสนทนาธรรมในวันนี้ อยู่กันเหนียวแน่น "รสแห่งพระธรรม ชนะรส ทั้งปวง" จริงๆ ครับ

ขออภัยที่ข้าพเจ้าอารัมภบทเสียยืดยาว ก็ด้วยต้องการให้ท่านผู้ที่ไม่มีโอกาสไปร่วมฟัง ได้นึกภาพบรรยากาศแห่งความปีติในการฟังพระธรรมในวันนั้นด้วยกันครับ เนื่องจากเรื่องที่ได้สนทนากันในวันนั้นมีมากมาย เป็นที่น่าสนใจทั้งสิ้น ข้าพเจ้าคงทำได้ แต่เพียง ขออนุญาตินำข้อความบางตอนที่ท่านอาจารย์สนทนามาฝากทุกๆ ท่าน แต่พอสังเขปดังนี้นะครับ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ท่านอาจารย์ ไม่มีใครเหมือนใครซักคนเดียวนะคะ ตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตาแล้วก็ เวลาที่มีชีวิตอยู่ก็ยังต่างกันไป ตามเหตุปัจจัย ที่ได้สะสมมา เป็นความหลากหลายอย่างยิ่งของธรรมะ ซึ่งใครก็บังคับบัญชาไม่ได้เลย ต้องเป็นอย่างนี้และกำลังเป็นอย่างนี้ทุกขณะ นะคะ เพราะฉะนั้น เมื่อจากโลกนี้ไป ก็คือว่า ทำไมเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ไม่ตายไม่ได้หรือ? เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ แต่กว่าจะถึงวันนั้นน่ะ ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ อะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด?

...เพราะว่า เกิดมามีความสุข ความสุขนั้นก็หมดไปนะคะ อาหารอร่อยแต่ละมื้อก็หมดไปไม่ว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เราได้ฟัง ได้ยิน ก็หมดไป เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีอะไรเหลือเลย แล้วก็ควรจะเข้าใจความจริงอย่างนี้นะคะว่า ถึงแม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ยังมีโลกหน้าหรือชาติหน้า ซึ่งต้องเกิดสืบต่อ เหมือนเมื่อวานนี้กับขณะนี้ และพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีต่อจากวันนี้

เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า นะคะ ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้สาระ ได้อะไรจากการมีชีวิตอยู่? ประโยขน์สูงสุดนะคะ คือเข้าใจความจริง ซึ่งก็คือ "ธรรมะ" ซึ่งกำลังปรากฏในขณะนี้...


อาจารย์นิภัทร ทุกคนมีนะครับ ทุกคนมี "ธรรมะ" ที่ยังไม่มี ก็ต้องพยายามให้รู้ว่า ที่เรามีน่ะ เป็นธรรมะอย่างไร? คำว่า "ธรรมะ" นี่คือ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา สภาพของธรรมะจริงๆ ไม่ใช่ใคร มันเป็นธรรมะ อย่างกุศลเนี่ย โลภะเกิดขี้น เป็นเราหรือเปล่า?..ไม่ใช่....ไม่ใช่เรา...โลภะ..นะ เป็นธรรมะนะ เป็นกุศลธรรม กุศลา ธรรมานี่ กุศลก็เป็นธรรม กุศลก็เป็นธรรมะ วันนี้เป็นวันหยุด ที่เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๖ มาฟังธรรมะเสียก่อนที่โรงพยาบาลพระมงกุฏนี่ จิตเป็นกุศลแล้วครับ กุศลาธรรมา กุศล ก็เป็นธรรม......ทุกคนมีครับ ทุกคนมี แล้วเราจะปล่อยทิ้งไว้ไม่เอาใจใส่ ไม่ดูแลรักษา ไม่พิจารณาไตร่ตรอง ไม่เห็นว่าเป็นธรรมะ มันก็พลาดโอกาสสิครับ พลาดโอกาส....ในพระพุทธศาสนานี่ ต้องเข้าใจธรรมะก่อน เบื้องแรกต้องเข้าใจธรรมะก่อน ว่าอะไรคือธรรมะ นี่ต้องเข้าใจก่อน.......เรื่องมรรคผลนิพพาน ไม่ต้องพูดถึงครับ ถ้ายังไม่ "เข้าใจธรรมะ"

พ.ต.อ.ธีรชล คำถามต่อไปนี้เป็นคำถามที่เขียนมาถามท่านอาจารย์สุจินต์ นะครับถามว่า เมื่อเย็นวานนี้ ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาที่ วัดสันติธรรมาราม และท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า หากเราพุทธศาสนิกชน ศึกษาพระธรรมแบบผิดๆ ก็จะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา การทำลายนั้นคืออย่างไร? แล้วเราจะต้องเริ่มต้นการศึกษา ให้ถูกต้องได้อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์ ต้องเป็นผู้ "ไม่เผิน" นะคะ ทุกคำ ลึกซึ้ง แม้แต่คำว่า "ศาสนา" นี่ค่ะ ก็คือคำสอน เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา เป็น "คำสอน" ของใคร? เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีใครจะมีชื่อนี้มั๊ยคะ?....พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อนี้ ใครๆ ก็ไปเรียกใครหรือว่าไปตั้งให้ใครเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้นะคะ ต้องเป็นเพราะพระคุณค่ะ ที่จะถึงความเป็น "สัมมาสัมพุทธเจ้า" แม้ผู้ที่เป็นสาวกเนี่ยค่ะ ก็รู้ธรรมที่ได้ทรงแสดง แต่ก็ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า......

เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ทรงแสดงนะคะ มาจากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี นานแสนนานค่ะ.......ซึ่งยากนะคะ เพราะว่าลองคิดดู พระธรรมที่ทรงแสดง...ของใคร? ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเหมือนกับที่เรา "คิดเอง" หรือเปล่า?



...หรือว่าจะเหมือนกับนักปราชญ์คนไหนก็ตามนะคะ ที่แต่งตำรา แล้วก็คิดเอง โดยได้ยินคำเพียงคำเดียว แล้วก็คิดไตร่ตรอง ก็เข้าใจว่า นั่นเป็นคำสอน ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าบุคคลนั้น ทำอย่างนั้นนะคะ โดยที่ไม่ได้ศึกษา ความละเอียดของคำสอนคนนั้น ก็ย่อมทำลายคำสอน เพราะเป็นเหตุว่าทำให้คำสอนนะคะ ไม่เปิดเผย ไม่รุ่งเรืองแล้วก็ทำให้คำสอนที่มีอยู่แล้วเนี่ยนะคะ ลบเลือน เพราะเหตุว่า ผู้ที่เข้าใจผิด หรือว่าคิดเองน่ะค่ะ ก็ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า


...ด้วยเหตุนี้นะคะ แต่ละคำของผู้ที่ได้ฟังพระธรรมเนี่ย ต้องรู้คุณค่า เพราะกว่าจะได้แสดงเนี่ย ทรงบำเพ็ญพระบารมี มาก นะคะ ที่เป็นพระบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่ยาก หรือว่า คนธรรมดา ไม่สามารถที่จะกระทำได้ถึงเพียงนั้น

เพราะฉะนั้น การเคารพพระธรรม คือ "การฟัง" นะคะ ไตร่ตรอง ให้เข้าใจความจริงเพื่อที่จะได้ไม่ผิดจากพระธรรม ที่ทรงแสดงแล้ว เช่น คำง่ายๆ ธรรมดาๆ เนี่ยค่ะ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แต่ละคำเนี่ยค่ะ....."เรา" .......พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า....นะคะ "ผู้ใดเห็นธรรม" แสดงให้เห็นว่ายากนะคะ ในการที่จะ"รู้จัก"พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่โดยการฟังพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่ไหน นะคะ ประทับที่ไหนรู้แจ้งเมื่อไหร่ แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมครั้งแรกกับใคร ปรินิพพานที่ไหนนั่นไม่ใช่เป็นคำสอนจริงๆ นะคะ เป็นแต่เพียงประวัติที่ทรงได้บำเพ็ญบารมีมา

เพราะฉะนั้น การที่จะได้รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ที่พระองค์ทรงแสดง ใครจะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า? ก็คิดเอง ทั้งหมด ว่านี่ เป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า


ด้วยเหตุนี้นะคะ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" คือ เห็นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงคำว่า "เห็น" เนี่ยค่ะ เห็นยังไง ใช่มั๊ยคะ? ก็คือ "เข้าใจ" พระธรรม อยู่ดีๆ เข้าใจพระธรรมไม่ได้แน่นอนต้องมีการศึกษาพระธรรม แล้วก็รู้ว่า แต่ละคำที่ทรงแสดงเนี่ย คือ สภาพธรรมที่มีจริง ทุกกาลสมัย

...เมื่อพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ มีเห็นไหม? มีได้ยินไหม? มีคิดนึกไหม? มีทุกอย่าง เหมือนเดี๋ยวนี้ แล้วก็ต่อไปข้างหน้า ก็จะมีอย่างนี้ ขณะนี้ ก็มีอย่างนี้ แต่ ใครรู้ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็น ธรรมะ...

...เพราะฉะนั้น ขณะนี้เหมือนคนตาบอดนะคะ "เห็น" ก็ไม่รู้ว่า "เห็น" เป็นอะไร? เพราะ "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แล้วพระธรรมที่ทรงแสดงก็เป็นสิ่งที่ยังมี ในขณะนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเห็นมีในพระไตรปิฎก เพราะเป็นความจริง ไม่ใช่ว่าเราอ้างว่ามีในพระไตรปิฎกนะคะ แต่ว่าคำสอน ทรงสอนเรื่องสิ่งที่มีจริงทั้งหมด

เพราะฉะนั้น พระไตรปิฎก ก็เป็นการประมวลรวบรวมคำสอนทั้งหมดของพระองค์ เพื่อที่จะได้ ให้คนที่ศึกษาเนี่ยค่ะ รู้ว่าเป็นธรรมะ นะคะ

...เพราะฉะนั้น บางคนก็ไปแสวงหาธรรมะเนี่ยค่ะ ไกลมาก เหนือจรดใต้นะคะ ทางทิศตะวันออก ตะวันตก แล้วก็ไม่รู้ธรรมะ เพราะว่าหาไปๆ ก็ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นธรรมะ

ทั้งๆ ที่ ทั้งหมดนี่ค่ะ เป็น ธรรมะ แต่ก็เหมือนคนตาบอด คือ ไม่ได้ เห็น ไม่ได้ เข้าใจ ธรรมะ ที่มีในขณะนี้...

...พระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริง ของสิ่งที่กำลังมีจริงขณะนี้

เพราะฉะนั้น "เห็น" ความจริง ของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้หรือยังว่า "เป็นธรรมะ"

เพราะฉะนั้น ขณะนี้นะคะ เพียงคำว่า ธรรมะ ก็ "เผิน" ไม่ได้

เพราะ "ผู้ใดเห็นธรรม" ไม่ใช่เห็นอย่างอื่นค่ะ แต่ "เห็นธรรมะ"

เพราะฉะนั้น เวลานี้ "ธรรมะ" อยู่ที่ไหนเวลาเห็น? มี "ธรรมะ" จริงๆ หรือเปล่าคะ? หรือว่าพูดเล่นๆ พระธรรมไม่ใช่เรื่องที่พูดถึงสิ่งที่ไม่มีนะคะ ไปลวงให้เข้าใจว่ามี หรือว่าไปพูดถึงสิ่งที่ไม่จริง ก็ไม่ใช่แต่ทุกคำเนี่ยค่ะ เป็นคำจริง แม้สิ่งที่กล่าวถึง ก็เป็นสิ่งที่ มีจริงๆ และขณะนี้ก็กำลังมีด้วย

ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรม... ให้ถึง ธรรมะ ที่กำลังมี ในขณะนี้ นั่นเอง...


กราบอนุโมทนา ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ท่านวิทยากรทุกท่าน ท่านผู้จัดและผู้อำนวยความสะดวกในการสนทนาธรรมทุกท่าน ท่านผู้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
chaiyut
วันที่ 10 ธ.ค. 2553

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัยและทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ผิน
วันที่ 10 ธ.ค. 2553
ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนา คุณวันชัยและทุกๆ ท่านด้วยค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
raynu.p
วันที่ 10 ธ.ค. 2553

เป็นตามคำกล่าวของท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ทุกท่านได้ร่วมกันเจริญกุศลทุกประการ กราบอนุโมทนาคุณวันชัย ที่กรุณาถ่ายทอดและเรียบเรียงให้เกิดความปลื้มใจที่ได้กระทำกุศลร่วมกันอีกครั้ง ขอโอกาสเรียนเชิญไว้ล่วงหน้า ตามที่ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้เมตตารับที่จะมาแสดงพระธรรมอีกในวันฉัตร-มงคล วันที่ ๕ พ.ค.๒๕๕๔ เวลาและสถานที่เดิม ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาคุณวันชัยและทุกๆ ท่านอีกครั้ง ธีรชล และ เรณู

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
วันที่ 10 ธ.ค. 2553

ขอนอบน้อมแ่ด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

...ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้สาระ ได้อะไร
จากการมีชีวิตอยู่? ประโยชน์สูงสุด คือเข้าใจความจริง ซึ่งก็คือ "ธรรมะ" ซึ่งกำลังปรากฏในขณะนี้... กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และ ขออนุโทนาในกุศลจิตของพี่วันชัยและทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
aurasa
วันที่ 10 ธ.ค. 2553

ขอกราบอนุโมทนากับท่านอาจารย์สุจินต์ และคณะวิทยากรทุกท่าน ตลอดทั้งขออนุโมทนาในกุศลจิตคุณวันชัย และชมรมพุทธศาสน์วังพญาไท ที่ได้ทำใ้ห้มีภาพ งานสนทนาธรรม เช่นนี้ขึ้นมา กราบขอบพระคุณค่ะ และ จะช่วยนำไปเผยแพร่ใ้ห้ผู้อื่นได้ทราบต่อๆ ไปค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Jans
วันที่ 12 ธ.ค. 2553

ขอกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัยคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
orawan.c
วันที่ 13 ธ.ค. 2553
ขอกราบอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
wirat.k
วันที่ 13 ธ.ค. 2553
กราบอนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
สมศรี
วันที่ 14 ธ.ค. 2553
ขอกราบอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pamali
วันที่ 26 ธ.ค. 2553

ขอบพระคุณและขอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ...

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 28 ธ.ค. 2553

ขอกราบอนุโมทนากับท่านอาจารย์สุจินต์ และคณะวิทยากรทุกท่าน

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาชมรมพุทธศาสน์วังพญาไท และคุณวันชัย

ที่ได้อำนวยโอกาสให้แก่สหธรรมมิกในการเข้าถึงธรรมะในครั้งนี้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
wannee.s
วันที่ 31 ธ.ค. 2553

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
intira2501
วันที่ 29 ม.ค. 2554

ขอกราบอนุโมทนากับท่านอาจารย์สุจินต์ และคณะวิทยากรทุกท่าน ขอขอบพระคุณและ อนุโมทนาชมรมพุทธศาสน์วังพญาไท และคุณวันชัย ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ