จะต้องถึงการพิสูจน์ หรือการประจักษ์แจ้ง
 
pirmsombat
วันที่  3 ธ.ค. 2553
หมายเลข  17585
อ่าน  1,285

      ข้อความบางตอนจากการบรรยายธรรมโดยท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ท่านอาจารย์    ค่ะคือในขณะนี้  ธรรมเป็นสี่งที่มีจริง  เป็นปรมัตถสัจจะ  แล้วก็พิสูจน์ลักษณะของสภาพธรรมได้ทุกขณะขึ้นอยู่กับปัญญาที่ได้รับฟัง   และมีความเข้าใจมากน้อย 
     เช่นในขณะนี้ทางตากำลังเห็น   เป็นปกติธรรมดา   ปัญญาที่จะรู้ลักษณะของนามธรรมไม่ผิดปกติจากในขณะนี้เลย   เพราะฉะนั้นผู้นั้นจึง เป็นผู้มีปกติ  อย่าลืมนะคะ ปกติจริงๆ ค่ะ 
      ในขณะนี้ระลึกได้แล้วก็รู้ว่า   ขณะนี้เป็นสภาพรู้   เป็นอาการรู้   ลักษณะรู้อย่างหนึ่งซึ่งแต่ละบุคคลจะเป็นผู้ที่รู้ด้วยตนเองว่า  ปัญญาของตนเอง   เพี่มขึ้นบ้างไหมจากที่กำลังเห็นนี้  แล้วก็เป็นปกติอย่างนี้  แล้วก็จะรู้ขึ้น  เช่นเดียวกับทางหู  ที่กำลังได้ยินเป็นลักษณะรู้   เป็นสภาพรู้
ธรรมเป็นเรื่องที่ขั้นฟังเข้าใจว่า  ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายเป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งหมด  ความจริงแต่ละข้อความมที่ได้รับฟัง  จะต้องถึงการพิสูจน์  หรือการประจักษ์แจ้ง โดยที่ว่าจะไม่เปลี่ยนเลยนะคะสภาพธรรมตั้งแต่เกิดจนตาย   เป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น   นี่ขั้นฟังเข้าใจ  เพราะฉะนั้น    การที่จะรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมจึงเป็นในขณะไหนก็ได้ทั้งสี้น   เพราะว่าตลอดชีวิตเป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเห็นแล้วไม่เคยรู้แม้ว่าจะฟังพระธรรมเป็นปีๆ    แต่ว่าทางตานี้ก็คงยาก  ที่จะรู้จริงๆ ว่าสภาพรู้  คือขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้  แต่ว่าเมี่อฟังไปแล้วมีสติระลึกบ้างแล้วก็ฟังอีกเข้าใจอีก  พิจารณาอีก  สติเกิดระลึกอีก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส  บ่อยๆ   เพราะฉะนั้นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาว่าสภาพธรรมมีแต่ไม่คุ้นเคย  ไม่เคยชินกับลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเลย  ทั้งๆ ที่มีอยู่ตลอดเวลา ทางเดียวที่จะทำให้รู้ลักษณะของสภาพธรรมได้ถูกต้องก็คือ ระลึก  สติเกิดแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย  เนืองๆ บ่อยๆ   การที่จะรู้ว่าเรี่มเข้าใจบ้าง  ก็คือว่าไม่สงสัยในหนทางที่ประพฤติปฏิบัติ  คือไม่เข้าใจว่าจะมีทางอื่น  ที่จะทำให้รู้เร็วหรือรู้ชัดเพราะว่าต้องเป็นปัญญาของตนเอง  แล้วจะละคลายความกระวนกระวายความต้องการซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เคยได้ยินได้ฟังว่า  ถ้าปฏิบัติสักเดือนหนึ่งหรือ สามเดือนหรือว่าอาจจะถึงปีหนึ่งโดยเข้มข้นก็จะทำให้   ปัญญาสามารถที่จะ  ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม  และบางท่านก็อาจจะเข้าใจว่าสามารถที่จะหมดกิเลส  รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ   ซึ่งบางท่านก็เข้าใจว่า  ท่านรู้แจ้งอริยสัจจธรรม  เป็นพระโสดาบันบ้าง  หรือพระสกทาคามีบุคคล บ้าง
      นั่นคือความต้องการ  แต่ไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามปกติตามความเป็นจริง  ไม่ต้องมีการเข้มข้น  ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏแล้ว   ปกติให้รู้ลักษณะที่ต่างกันของขณะที่หลงลืมสติกับขณะที่สติเกิด  สลับกันอย่างปกติ  ให้เข้าใจว่าการสลับกันของสติสัมปชัญญะที่เป็สติปัฏฐานที่ระลึกลักษณะของสภาพธรรมซึ่เกิดแล้วดับจะต้องเหมือนกับทางอื่นเช่นทางตาในขณะนี้ เห็นแล้วก็ดับหมดไป  ได้ยินชั่วขณะแล้วก็หมดไปมีอะไรที่ผิดปกติบ้างในขณะที่เห็นแล้วก็ได้ยิน  ไม่มีการผิดปกติเลย ฉันใด  เวลาที่ความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมมีมากขึ้นเป็นสัญญาความจำที่มั่นคง  เป็นเหตุปัจจัยทำให้สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรม  ก็เหมือนกับทางตากับทางหู  ทางตาจิตเกิดขึ้นแล้วก้ดับแล้วทางหูก็เกิดขึ้นต่อ  ได้ยินแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานที่จะเกิดก็คือ  ทางตาที่เห็น  สติก็ระลึกตามปกติ  แล้วก็ดับสลับกัน เสียงสลับกับการได้ยิน  สลับกับสภาพธรรมอื่นๆ เป็นปกติ  แตว่าในตอนต้น สภาพธรรมย่อมไม่ปรากฏตามความเป็นจริง  เพราะว่าต้องถึงขั้นวิปัสสนาญาณ  จึงเป็นขั้นที่ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น  ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความต่างกันของนามธรรมและรูปธรรม  แต่ละทางตามปกติ  ตามความเป็นจริงได้  ต้องทราบว่าเป็นความปกติ  และเป็นเรื่องละความต้องการ  ถ้าใครยังมีความต้องการที่จะถึงเร็วๆ    หรือรู้มากๆ     แสดงว่าผู้นั้น   เป็นไปตามกำลังของโลภะเพราะว่าไม่ใช่เรื่องความรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ตามปกติ  ในขณะที่อยากรู้ชัดกับขณะที่สติระลึกก็ต่างกันใช่ไหมคะ  ขณะใดที่สติปัฏฐานเกิดระลึก  ขณะนั้นเป็นขณะที่จะเรี่มหรือจะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมนั้นมากน้อยตามกำลังของปัญญาแต่ขณะที่กำลังอยากแสดงว่า  ขณะนั้นสติไม่ได้ระลึกลักษณะของสภาพธรรมอะไรเลยเพียงแต่อยากแล้วก็หาหนทางที่จะทำให้รู้   แต่ไม่เข้าใจว่าสภาพธรรมมี   ทางรู้คือสติระลึกเท่านั้น   แต่ถ้าสติไม่ระลึก   ก็เป็นแต่เรื่องของความอยาก   แล้วก็อาจจะทำให้ไปแสวงหาทางอื่น มีการเข้าใจผิด และ ยึดมั่นในข้อปฏิบัตินั้นๆ ด้วย


Tag  ต้องการ ประจักษ์แจ้ง พิสูจน์

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prakaimuk.k
วันที่ 4 ธ.ค. 2553

   ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 4 ธ.ค. 2553

"...ที่จะรู้จริงๆ ว่าสภาพรู้  คือ ขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้..."

....

"...ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏแล้ว  

ปกติให้รู้ลักษณะที่ต่างกัน ของขณะที่หลงลืมสติกับขณะที่สติเกิด.."

.......

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pirmsombat
วันที่ 6 ธ.ค. 2553

ขอบคุณและอนุโมทนาทุกท่านครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ