กุศลทางหนึ่งทางใด แม้เล็กน้อยสักเท่าไร เราก็ย่อมเพียรที่จะกระทำกุศลนั้น
 
pirmsombat
วันที่  5 ธ.ค. 2553
หมายเลข  17588
อ่าน  1,358

      ข้อความบางตอนจากการบรรยายธรรมโดยท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์

 

ท่านอาจารย์    เวลาจิตเศร้าหมอง  ตอนนี้ต้องรู้สึกตัวแล้วค่ะ  คือระลึกที่สภาพที่เศร้าหมอง  แล้วรู้ว่าไม่มีประโยชน์เลย เขาต้องเป็นไปตามกรรมของเขาเมื่อคราวที่กรรมของเขาจะให้ผล ใครก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น  แม้แต่เราก็ยังช่วยไม่ได้  แต่ถ้าเขามีอดีตกรรม  ที่ทำให้เราสามารถจะช่วยเขาได้ในทางหนึ่งทางใด  แล้วเราช่วย  เราก็เข้าใจถึงกรรมคือกุศลกรรมของเขาเป็นเหตุที่ทำให้เราสามารถจะช่วยเขาได้  โดยทีไม่จำเป็นต้องเศร้าาหมองเลยไม่ว่าจะเห็นคนบาดเจ็บ  ครวญคราง   หรือเห็นสภาพที่น่ากลัว  น่าหวาดเสียว   อย่างไรก็แล้วแต่  ถ้าสามารถจะระลึก   ลักษณะสภาพของจิตใจของเราแล้วไม่หวั่นไหว  เพราะว่ารู้ว่าทุกคนเป็นไปตามกรรมจริงๆ สุดปัญญาที่ใครจะไปยับยั้งได้  ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยากให้ใครถูกเผา  แต่เมื่อกรรมของเขาเป็นเหตุเขาก็จะต้องได้รับผลของกรรมนั้น  อาจจะเป็นเรา  เป็นเขา เป็นใคร  วันหนึ่งวันใดก็เหมือนกัน  นี่เป็นเหตุที่จะทำให้เรานี้หวั่นเกรงภัยจากอกุศลกรรม   และเห็นโทษของอกุศลกรรม   เพราะว่าอกุศลจิต 
         เพราะฉะนั้น    ไม่ว่าจะมีกุศลทางหนี่งทางใด    เล็กน้อยสักเท่าไรจะเป็นทางกายนิดหนึ่ง   ทางวาจาหน่อยหนึ่ง   เราก็ย่อมเพียรเที่จะทำกุศลนั้น เช่นสี่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง   และ  เป็นประโยชน์กับพุทธบริษัทส่วนใหญ่  ผู้ที่มีบริษัทมากเพราะว่า   ผู้นั้นประกอบด้วย  สังคหวัตถุ ๔ คือ
๑. ทาน   การให้
๒. ปิยวาจจา   วาจาที่น่าฟัง
๓. อัตถจริยา   การประพฤคิดี สี่งที่เป็นประโยชน์
๔. สมานัตตตา   ความเป์นผู้มีตนเสมอ
ถ้าพิจารณาจริงๆ   ไม่ใช่แต่ประโยชน์แก่กับบุคคลนั้น  แต่ประโยชน์แก่ตัวเราเองจริงๆ คือ ทาน การให้   ย่อมเป็นสี่งที่ผู้รับปลาบปลื้มใจและจิตใจผู้ให้ก็อ่อนโยน  พอที่จะเสียสละวัตถุของตนเพือ่ประโยชน์สุของคนอื่นได้  เพราะฉะนั้นจิตในขณะนั้นก้มีความสบาย เพราะว่าไม่มีความตระหนี่  ได้ประโยชน์ทั้งจิตใจของตนเองเพราะอ่อนโยนและยังเบิกบาน  ที่เห็นผู้รับมีความสุข  ได้ใช้สี่งที่เป็นประโยชน์ของเขา   และโลกก็ย่อมจะร่มเย็นต่อไปได้  โดย ทาน การ ให้
        สำหรับ ปิยวาจา วาจาที่น่าฟังซึ่งเป็นที่รัก  แต่ก่อนเราอาจจะเป็นคนที่มีความรู้สึกอย่างไร ก็พูดไปอย่างนั้น โดยที่ไม่ได้ขัดเกลา  หรือว่าโดยลืมว่า คนฟังจะรู้สึกอย่างไรแต่ถ้าเพียงเห็นประโยชน์นิดเดียวว่า   กุศล   ควรจะพร้อม  ทั้งกาย  ทั้งวาจา  ทั้งใจ  เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดกับใคร ก็พูดสี่งที่มีประโยชน์ และพูดคำพูดที่น่าฟัง  มีการคิดถึงจิตใจของเขา และอนุเคราะเกื้อกูลเขา ให้เขาสามารถจะเข้าใจในเหตุ ในผลได้  หรือด้วยวาจาของเรา   เราสามารถจะเป็นประโยชน์ แก่คนอื่น  เราก็มี   ปิยวาจา   ด้วย
         ประการที่ ๓  คือ อัตถจริยา  การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น  ข้อนี้ชาวพุทธเราก็รู้สึกว่าจะไม่ยาก  ที่เมืองไทย เราก็อบรมกันมาที่จะสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ไกล้ชิดมิตรสหายกันอยู่แล้ว  แต่ว่าทั้งหมดนั้นเป็นกุศล  แม้เพียงเล็กน้อย จิตใจก็สบายในขณะที่ทำ  ทั้งผู้ให้และผู้รับ
         ประการที่ ๔  คือ  สมานัตตตา  ความเป็นผู้มีตนเสมอกับคนอื่น  อันนี้จะไม่ทำให้มีช่องว่างเลย  และทำให้เรามีความสบายใจด้วย  อย่างหลายคนที่มาอินเดียนี้  ก็มักจะเขา ขาวอินเดีย  เขา  อาหารอินเดีย  หรือว่าอะไรต่างๆ  แต่ถ้าเรามีตนเสมอกับเขา  คือเขาก็มีตา เราก็มี ตา  เขาก็ เห็น เรา ก็เห็น  เขามีหู เราก็มี หู เท่าๆกัน  เขามีจมูก มีกาย  มีใจ  มีโลภะ  มีโทสะ  มีกุศล ก็เหมือนๆ กันทั้งนั้น  ไม่ว่าจะผิวพรรณอย่างไรก็ตาม ก็ทำให้เราสามารถที่จะเข้ากับคนทั้งโลกได้    เพราะว่าสัตว์โลกทั้งหลาย    ก็คือผู้ที่เกิดมาร่วมโลก   มีความเป็นมนุษย์   และเป็นผลของกุศลกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์   แต่อกุศลที่สะสมมา  ก็ทำให้แต่ละบุคคล  มีอัธยาศัยต่างๆกัน
         แต่ถ้าเราเข้าใจละเอียดลงไปจนกระทั่งถึงว่า  ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเลย  เป็นสภาพของจิต  ถ้าจิตของคนอินเดีย เป็นกุศลก็น่าอนุโมทนามากกว่าอกุศลของคนไทยเพราะว่า กุศลเป็นกุศล  อกุศล เป็น อกุศล ไม่ใช่ว่า กุศลของคนไทยจะต้องดีกว่า กุศลของคนชาติอื่น  หรือว่า อกุศลของคนชาติอื่น  จะต้องร้ายกว่า อกุศลของคนไทย  นี่เป็นสี่งที่ทำให้เรานี้สามารถจะเข้าถึง สภาพจริงๆ เมื่อเข้าถึงสภาพธรรมจริงๆ แล้ว ไม่มีช่องว่างเลย   มีความรู้สึกที่เป็นเพื่อน   และพร้อมที่จะมีพรหมวิหารทั้ง ๔  ทั้ง   เมตตา  กรุณา   มุฑิตา   อุเบกขา    และอบรมเจริญปัญญา   ที่จะให้เข้าถึงลักษณะที่แท้จริง  ที่ไม่ใช่  สัตว์  บุคคล  ตัวตน  ยี่งขึ้น  ก็เป็นประโยชน์ทุกด้านเพียงแต่ต้องพิจารณาจิตอย่าให้เศร้าหมอง    และ   มีหลายทาง   ทั้งกาย   ทางวาจา   ทางใจ


Tag  กาย กุศล พรหมวิหาร ๔ วาจา ใจ

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 5 ธ.ค. 2553

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณหมอ เป็นอย่างยิ่ง ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pamali
วันที่ 5 ธ.ค. 2553

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
prakaimuk.k
วันที่ 6 ธ.ค. 2553

    ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
pirmsombat
วันที่ 6 ธ.ค. 2553

ขอบพระคุณและอนุโมทนา คุณ คำปั่น และทุกท่านมากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
aditap
วันที่ 6 ธ.ค. 2553

                                       ขอขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pat_jesty
วันที่ 7 ธ.ค. 2553

ขอบพระคุณค่ะ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
bsomsuda
วันที่ 7 ธ.ค. 2553

"...เมื่อเข้าถึงสภาพธรรมจริงๆแล้ว  ไม่มีช่องว่างเลย มีความรู้สึกที่เป็นเพื่อน

และพร้อมที่จะมีพรหมวิหารทั้ง ๔ ทั้งเมตตา กรุณา มุฑิตา  อุเบกขา   

และอบรมเจริญปัญญา ที่จะให้เข้าถึงลักษณะที่แท้จริง 

ที่ไม่ใช่   สัตว์   บุคคล   ตัวตน  ยี่งขึ้น..."

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ