ผู้เศร้าโศกจากการสูญเสียลูก [กิสาโคตมีเถรีคาถา]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  28 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14898
อ่าน  1,477

  พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔- หน้าที่ 302 อรรถกถาเอกาทสกนิบาต ๑.  อรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถา ใน  เอกาทสนิบาต   คาถาว่า   กลฺยาณมิตฺตตา  เป็นต้น  เป็นคาถาของ  พระกีสาโคตมีเถรี  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า พระเถรีรูปนี้  ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  ปทุ-มุตตระ  ก็บังเกิดในเรือนสกุลกรุงหังสวดี    รู้เดียงสาแล้ว   วันหนึ่งฟังธรรมในสำนักพระศาสดา   เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ    เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน      ก็สร้างสมกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป  ในพุทธุปบาทกาลนี้  ก็

บังเกิดในสกุลเข็ญใจ   กรุงสาวัตถี   ชื่อของนางว่า   โคตมี   แต่เพราะตัวผอม  

เขาจึงเรียกว่า   กีสาโคตมี   นางไปมีสามี   บิดามารดาและญาติดูหมิ่นว่า   เป็น

ลูกสาวของสกุลเข็ญใจ  นางคลอดลูกชายออกมาคนหนึ่ง  เพราะได้ลูกชาย  

บิดามารดาและญาติก็ทำสัมมานะยกย่องนาง   แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่

วิ่งเล่นได้  ด้วยเหตุนั้น    นางจึงเกิดบ้าเพราะความเศร้าโศก. นางคิดว่า    เมื่อก่อนเราถูกดูหมิ่น       นับตั้งแต่ลูกชายเราเกิดก็ได้รับยกย่อง   คนเหล่านี้พยายามจะทิ้งลูกชายเราไว้ข้างนอก จึงอุ้มร่างลูกชายที่ตาย

แล้วไป  โดยความบ้าเพราะความเศร้าโศก    ตระเวนไปในนคร    ตามลำดับ

ประตูเรือนโดยกล่าวขอร้องว่า    ขอท่านโปรดให้ยาแก่ลูกชายของข้าด้วยเถิด   

ผู้คนทั้งหลายบริภาษด่าว่า   จะเอายาแก้ตายมาแต่ไหน    นางก็ไม่เชื่อคำของ

คนเหล่านั้น    ครั้งนั้น    ชายบัณฑิตผู้หนึ่งคิดว่า    หญิงคนนี้จิตฟุ้งซ่านเป็น

บ้าเพราะโศกเศร้าถึงลูกชาย    พระทศพลเท่านั้นคงจักทรงรู้จักยาสำหรับหญิง

คนนี้   จึงกล่าวว่า แม่คุณ ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามถึงยาสำหรับ

ลูกชายของแม่นางสิ  นางไปพระวิหาร  เวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม   ทูล

ถามว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงประทานยาสำหรับ ลูกชายของ

ข้าพระองค์ด้วยเถิด  พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของนาง    จึงตรัสว่า  ไปสิ   

เข้าพระนคร เรือนหลังใดไม่เคยมีคนตาย    จงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนหลัง

นั้นมา.   นางรับพระพุทธดำรัสว่า  ดีละพระเจ้าข้า  ดีใจก็เข้าพระนครไปในเรือน

หลังแรก  พูดว่า   พระศาสดาโปรดให้ข้านำเมล็ดผักกาดไป    เพื่อทำยา

สำหรับลูกชายของข้าถ้าในเรือนหลังนี้      ไม่เคยมีใครๆ   ตาย    โปรดให้

เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิดคนในเรือนหลังนั้นกล่าวว่า    ใครเล่าจะสามารถนับ

คนที่ตายไปแล้ว    ในเรือนหลังนี้ได้.  นางไปเรือนหลังที่สอง-สาม  ด้วยพุทธา

นุภาพ    ก็หายบ้า   อยู่ในปกติจิตจึงคิดว่า    จะประโยชน์อะไรด้วยเมล็ดผักกาด

นั้น    พอกันที   สำหรับเมล็ดผักกาดในที่นี้    นางคิดว่า    ธรรมเนียมนี้นี่

แหละ    คงจักมีทั่วพระนครความจริงนี้คงจักเป็นข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้ทรง

อนุเคราะห์ด้วยหวังดี  ทรงเห็นแล้ว   ก็ได้ความสลดใจ   จากที่นั้น    ก็ออกไป

ข้างนอก    ทิ้งลูกชายที่ป่าช้าผีดิบกล่าวคาถานี้ว่า   ธรรมคืออนิจจตา  ความไม่เที่ยง  มิใช่เป็นธรรม ของชาวบ้าน    มิใช่ของชาวนิคมและมิใช่ของตระกูล หนึ่ง      หากแต่เป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมดรวมทั้ง เทวโลกด้วย. ก็แลนางครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว   ก็ไปเฝ้าพระศาสดา    พระศาสดาตรัสถามนางว่า   โคตมี   เจ้าได้เมล็ดผักกาดมาแล้วหรือ.    นางกราบทูลว่า    ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ   กิจกรรมเมล็ดผักกาดเสร็จแล้ว  พระเจ้าข้า   ขอทรงโปรด

เป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วยเถิด  ลำดับนั้น    พระศาสดาตรัสคาถาแก่นางว่า มฤตยู  ย่อมพานรชน  ผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์เลี้ยง  มีใจฟุ้งซ่านไป    เหมือนกระแสน้ำหลากขนาดใหญ่  พัดพาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไปฉะนั้น. จบคาถา    นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล    ตามอาการที่ยืนอยู่    ทูล

ขอบรรพชากะพระศาสดา  พระศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของ

ภิกษุณีนางถวายบังคมพระศาสดา    ทำประทักษิณเวียนขวา ๓ รอบ    แล้วไป

สำนักภิกษุณี  บรรพชาอุปสมบทแล้ว  ไม่นานนัก   ทำโยนิโสมนสิการเจริญ

วิปัสสนาครั้งนั้น  พระศาสดาตรัสพระคาถาประกอบด้วยโอภาสแก่นางดังนี้ว่า

    ผู้เห็นอมตบท   มีชีวิตอยู่วันเดียว   ยังประเสริฐ ว่าผู้ไม่เห็นอมตบท  มีชีวิตอยู่ถึง  ๑๐๐ ปี. จบพระคาถา     นางก็บรรลุพระอรหัต    ในการใช้สอยบริขารก็อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง    ครองแต่จีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง.    ครั้งนั้นพระศาสดาประทับอยู่  ณ พระเชตวันวิหาร    กำลังทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับก็ทรงสถาปนาพระเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน.      พระเถรีนั้นพิจารณาการปฏิบัติของตน   คิดว่า    เราอาศัยพระศาสดาจึงให้คุณวิเศษนี้    ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นโดยมุข  คือการสรรเสริญกัลยาณมิตรว่า    เฉพาะโลก  พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี กัลยาณมิตร  คนเมื่อคบกัลยาณมิตร  แม้เป็นพาลก็พึง เป็นบัณฑิตได้บ้าง. ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี   คนคบสัตบุรุษ   ปัญญา ย่อมเจริญได้เหมือนกัน    คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก ทุกข์ได้ทุกอย่าง.  บุคคลพึงรู้จักอริยสัจแม้ทั้ง ๔   คือทุกข์  ทุกข- สมุทัย   ทุกขนิโรธ  และมรรคมีองค์  ๘.   ฯลฯ


Tag  กิสาโคตมี สูญเสียลูก
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
homenumber5
วันที่ 20 ก.ย. 2553

อนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ