Print 
ความเป็นปัจจัย ของความคิดถึงบุคคล
 
bsomsuda
วันที่  27 ธ.ค. 2552
หมายเลข  14882
อ่าน  2,341

"แต่สำหรับ "อารัมมณปัจจัย" คือ สภาพธรรมใดก็ตามซึ่งเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น รู้สภาพธรรมนั้นโดยสภาพธรรมนั้นเอง เป็นอารัมมณปัจจัยคือเป็นอารมณ์ของจิตขณะนั้นอารัมมณปัจจัย...เป็นปัจจัย โดยการเป็นอารมณ์ของจิตขณะหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัยทำให้จิตและเจตสิกเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น "

ข้อความนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่คุณพุทธรักษากรุณานำมาเผยแพร่ในธรรมบรรณาการในเรื่องปัจจัย..
ขอเรียนถามว่า... 
กรณีที่ "เราคิดถึงใครสักคนหนึ่งนั้น"
หมายความว่า "ตัวบุคคลนั้น" (ซึ่งเป็นบัญญัติธรรม) เป็นอารัมณปัจจัย  เป็นปัจจัยให้จิตทางมโนทวารและเจตสิกที่กระทำกิจ "คิดถึง" (วิตก) เกิดขึ้น ใช่หรือไม่คะ หากไม่ใช่  ขอความกรุณาช่วยอธิบายเรื่องนี้โดยนัยของความเป็นปัจจัยให้ด้วยค่ะ ขอขอบคุณค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 10:37 น.

ถ้าใช้คำว่า "เราคิดถึงใครสักคนหนึ่ง" เป็นคำรวมทั้ง ชื่อ ความหมายและรูปธรรม  และนามธรรม  เพราะเขามีรูป  และนาม  จึงมีชื่อ  มีบัญญัติเช่น  ชอบคนที่มีรูปสวย  มีเสียงดี  มีกลิ่นหอม  มีสัมผัสดี  มีจิตใจดี  เป็นต้นอารมณปัจจัยไม่ใช่เพียงชื่อ หรือเรื่องราวเท่านั้น  แต่มี สี เสียง กลิ่น.. ด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
bsomsuda
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 11:46 น.

หมายความว่า สิ่งทั้งหลายที่เราติดข้องในตัวบุคคลนั้นเป็นอารัมณปัจจัย ใช่ไหมคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
คุณ
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 12:18 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
พุทธรักษา
วันที่ 27 ธ.ค. 2552 13:31 น.

ขอร่วมสนทนาด้วยนะคะ... ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า อารัมมณ-ปัจจัย หมายถึง ปัจจัย ที่ทำให้จิต-เจตสิกเกิดขึ้น รู้ อารมณ์ โดย "เป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิก" และ เมื่อมีความสงสัยว่า

 >> หมายความว่า สิ่งทั้งหลายที่เราติดข้องในตัวบุคคลนั้นเป็นอารัมณปัจจัย ใช่ไหมคะ
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ใช่แต่ สิ่งทั้งหลาย ในที่นี้ ต้องหมายถึง สิ่งที่เป็นอารมณ์ของจิตได้ซึ่งนำกลับมาที่ความเข้าใจจากพระอภิธรรม ที่ว่า จิต-เจตสิก เมื่อเกิดขึ้น ก็ต้องมีอารมณ์และ อารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ จิตเกิดขึ้น โดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้ และ สิ่งทั้งหลาย จะเป็นอารมณ์ของจิตได้เมื่อ สิ่งนั้นปรากฏกับจิตจิต และ อารมณ์ของจิต จึงเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันจิตและเจตสิก รู้ได้ ทั้งปรมัตถธรรม และ บัญญัติ

ดังนั้น ควรเข้าใจว่า สิ่งใดเป็นปรมัตถธรรม (นาม-รูป) สิ่งใด ไม่ใช่ปรมัตถธรรม (บัญญัติ) ดังเช่น ความเห็นที่ ๑ ที่กล่าวว่า เพราะมีนามและรูป จึงมีบัญญัติและ อารัมมณปัจจัย จึงไม่ใช่เพียงชื่อ (บัญญัติ) เท่านั้น แต่หมายถึงสภาพธรรมที่มีจริงด้วย  เช่น สี กลิ่น รส ฯ  ตัวอย่างเช่น เมื่อตากระทบรูป หรือ หูได้ยินเสียง เป็นต้นมีอารมณ์ทางปัญจทวารวิถีจิต ปรากฏทางตา ทางหู ฯเมื่อวิถีจิตทางปัญจทวารวาระหนึ่งดับ...ภวังคจิตเกิดคั่นหลายขณะและ มโนทวารวิถีจิตเกิดสืบต่อทันที-รู้อารมณ์เดียวกันกับที่ปัญจทวารวิถีจิตรู้. วิถีจิตทางมโนทวาร รู้ รูปร่าง-สัณฐาน หรือ เรื่องราว (บัญญัติ) ซึ่งจิต-เจตสิกคิดนึกถึง ขณะที่ "ยึดถือ" ว่า เป็น ตัวตน สัตว์ บุคคลต่าง ๆ เพราะขณะนั้น ไม่มีสติสัมปชัญญะ (สติเจตสิกและปัญญาเจตสิก) เกิดร่วมด้วย-รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง (สติปัฏฐานไม่เกิด).... ซึ่งเป็นปกติ.

 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
bsomsuda
วันที่ 28 ธ.ค. 2552 12:09 น.

ขอขอบคุณในความเมตตา  กรุณาค่ะ  ได้ความกระจ่างชัดเจน  และลึกซึ้งมากค่ะ
ขออนุโมทนา  อ.ประเชิญ  และ คุณพุทธรักษา ค่ะ  รวมถึงกุศลจิตของผู้อ่านทุกท่าน

ขอถามต่ออีกนะคะว่า หากเมื่อขณะที่คิดถึงนั้นได้ล่วงเลยไปแล้ว เราหวนระลึกถึงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และเข้าใจว่าเป็นโลภะ เป็นความยึดถือว่าเป็นตัวตนและบุคคล เป็นความเห็นผิด อย่างนี้เรียกได้ว่าเป็น "สติ" ที่ระลึกได้ใช่ไหมคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
prachern.s
วันที่ 28 ธ.ค. 2552 16:40 น.

ถ้าระลึกได้ก็เป็นลักษณะของสติ  และเพราะเป็นกุศลจึงมีสติเกิดร่วมด้วย  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดตามที่ศึกษามาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 28 ธ.ค. 2552 16:47 น.

ขอร่วมสนทนาด้วยคนน่ะคะ  คุณสมสุดาต้องมีความเข้าใจว่าขณะที่สติเกิดขณะนั้นเป็นกุศลจิตที่เป็นไปในทาน  ศีล  และภาวนา  เป็นต้นว่าขณะให้สิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นขณะจิตนั้นปราศจากกิเลสเป็นกุศลจิตที่ผ่องใส  หรือขณะที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ทำร้ายสัตว์  งดเว้นจากการพูดเท็จเป็นต้น หรือขณะที่เป็นไปในการเจริญ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา นอกจากที่กล่าวมานี้แล้วก็เป็นอกุศลจิตซึ่งไม่มีสติ  เกิดร่วมด้วยแม้สติก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีใคร  หรือตัวตนทำให้สติเกิดขึ้น  หรือไม่ให้เกิดขึ้นได้เลย  แต่การฟังพระธรรมให้เข้าใจนั้น  ความเข้าใจที่มั่นคงในสภาพธรรมแต่ละทวารนั้นก็ไม่พ้นไปจากนามธรรม และรูปธรรม (เช่นทางตา.. จิตเห็นเป็นสภาพรู้เป็นนามธรรม  ส่วนสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูปธรรม  เพราะเป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ได้เลย)  เมื่อมีความเข้าใจที่มั่นคงก็จะเป็นปัจจัยให้สติ  เกิดขึ้นระลึกรู้สภาพนามธรรมและรูปธรรม  แม้จิตที่คิด..สติก็เกิดระลึกรู้จิตที่คิดได้ว่า  เป็นเพียงสภาพธรรมเป็นนามธรรมที่คิด (ไม่มีเราที่ไปคิด) ไม่ทราบว่าคุณสมสุดาพอเข้าใจไหมค่ะ จากที่กล่าวว่า "...เราหวนระลึกถึงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น " ไม่มีเราที่หวนระลึก  มีแต่เพียงจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเกิดขึ้นเป็นไปค่
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาคุณสมสุดาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
bsomsuda
วันที่ 28 ธ.ค. 2552 19:52 น.

ขอบพระคุณค่ะ 

และขอถามต่ออีกหน่อยค่ะว่า แม้เป็นเพียงความคิดที่ศึกษามา แต่หากคิดเช่นนี้ (ถือว่าคิดเป็นกุศลใช่ไหมค่ะ) ได้บ่อย ๆ จะช่วยเกื้อกูลให้สติเกิดบ้างไหมคะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 28 ธ.ค. 2552 21:23 น.

แม้เพียงความคิด  ที่คิดพิจารณาเรื่องสภาพธรรมที่ศึกษามาแล้ว  เข้าใจถูกตรง  ตามพระธรรม  ขณะนั้น จิตเป็นกุศลค่ะ จิตที่คิดก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง  ไม่ใช่เรา  ขณะนั้นมีสติเกิดร่วมด้วย  เมื่อคิดพิจารณาพระธรรมแล้ว  น้อมเข้าใจลักษณะ  สภาพธรรมบ่อย ๆ เนือง ๆ  เป็นการอบรมเจริญปัญญาจะช่วยเกื้อกูล  ให้สติปัฏฐาน  เกิดรู้ตรงลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริงค่ะ  แต่ก็เป็นการอบรมที่ ยาวนานมากค่ะ ไม่ต้องหวัง...ไม่ต้องรีบ.. (ถ้าหวัง หรือรีบ ขณะนั้นจิตเป็นอกุศลค่ะ) แต่เป็นการค่อย ๆ อบรมความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย.. จิรกาลภาวนาค่ะ
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธา  น้องสมสุดาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
bsomsuda
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 14:42 น.

ขอขอบคุณพี่เมตตามากมากค่ะ  จะพยายามศึกษาธรรมะที่ปรากฎในขณะนี้ต่อไป  เพื่อลดความเป็น "เรา" ให้น้อยลงๆ  แม้จะอีกนานแสนนานแค่ไหน ก็คงไม่ท้อ  เพราะมีพี่ๆ ที่เมตตาช่วยสอนช่วยเตือนให้เดินถูกทาง  ขออนุโมทนาค่ะพี่

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
K
K
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 15:07 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 29 ธ.ค. 2552 22:50 น.

ความเป็นปัจจัย ของความคิดถึงบุคคล  แม้ความคิด(จิตที่คิด)ก็เป็นอนัตตา  เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้  ไม่มีใครบังคับ  ให้จิตเกิดขึ้นคิดหรือไม่ให้คิดไม่ได้

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ธ.ค. 2552 20:08 น.

ปกติในชีวิตประจำวันส่วนมากคิดไปในทางอกุศล  ถ้าสติเกิดก็ระลึกเป็นไปในทาน  ศีล ภาวนา  เช่น อาศัยการฟังธรรมบ่อย ๆ  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติเกิดบ่อย ๆ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
bsomsuda
วันที่ 1 ม.ค. 2553 09:25 น.

ขอบพระคุณค่ะ คุณ wannee.s
จะหมั่นฟังธรรมและคำแนะนำจากพี่ๆ (ทางธรรม) ทุกคนต่อไปค่ะ
ขออนุโมทนาค่ะ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ