สุภาสิตสูตร
 
Khaeota
วันที่  16 ต.ค. 2552
หมายเลข  13981
อ่าน  1,017

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 316

[๗๓๙]  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ผู้พระสุคตศาสดา  ครั้นตรัสไวยากรณ์-ภาษิตนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า สัตบุรุษทั้งหลาย  ได้กล่าววาจา สุภาษิตว่าเป็นที่หนึ่ง  บุคคลพึงกล่าววาจา ที่เป็นธรรมไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม เป็นที่สองบุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก  เป็นที่สาม บุคคลพึงกล่าววาจาจริง  ไม่พึงกล่าววาจา เท็จ  เป็นที่สี่  ดังนี้. ครั้งนั้นแล  ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ  ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ได้กราบทูลพระผู้มี-พระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต  เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เนื้อความนี้จงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด  วังคีสะ. [๗๔๐]  ครั้งนั้นแล  ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร  ณ  ที่เฉพาะพระพักตร์ว่า   บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่เป็นเหตุ ยังตนให้เดือดร้อน  และไม่เป็นเหตุเบียด- เบียนผู้อื่น  วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต บุคคล พึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก ที่ชนทั้งหลาย ชื่นชมแล้ว  ไม่ถือเอาคำที่ชั่วช้าทั้งหลาย กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักแก่ชนเหล่าอื่น คำสัตย์แล  เป็นวาจาไม่ตาย  ธรรมนี้เป็น ของมีมาแต่เก่าก่อน  สัตบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในคำสัตย์  ที่เป็นอรรถ และเป็นธรรม  พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจา ใด  ซึ่งเป็นวาจาเกษม  เพื่อให้ถึงพระ- นิพพาน  เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์  พระวาจา นั้นแลเป็นสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย  ดังนี้.


  ความคิดเห็น 1  
 
suwit02
วันที่ 16 ต.ค. 2552

 

พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด เป็นวาจาเกษม 

เพื่อให้ถึงพระนิพพาน  เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ 

พระวาจานั้นแลเป็นสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย


สาธุ


 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ