ทรงติเตียนสมณะรับเงิน [มหาวิภังค์]
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  26 ก.ย. 2552
หมายเลข  13721
อ่าน  2,842

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓  - หน้าที่ 937

                         โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘

                        เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

       [๑๐๕] โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์

ครั้งนั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตร เป็นกุลุปกะของสกุลหนึ่ง รับภัตตาหาร

อยู่เป็นประจำ ของเคี้ยวของฉันอันใดที่เกิดขึ้นในสกุลนั้น เขาย่อมแบ่งส่วน

ไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร     เย็นวันหนึ่งในสกุลนั้นมีเนื้อเกิดขึ้น

เขาจึงแบ่งส่วนเนื้อนั้นไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร     เด็กของสกุล

นั้นตื่นขึ้นในเวลาเช้ามืด ร้องอ้อนวอนว่า จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า บุรุษผู้สามี

จึงสั่งภรรยาว่า     จงให้ส่วนของพระแก่เด็ก     เราจักซื้อของอื่นถวายท่าน

ครั้นแล้วเวลาเช้าท่านอุปนันทศายบุตร   นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร

เข้าไปสู่สกุลนั้น แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย

         ทันใด   บุรุษนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร   กราบแล้ว

นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ได้กราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า   เมื่อเย็นวานนี้มี

มีเนื้อเกิดขึ้น   ผมได้เก็บไว้ถวายพระคุณเจ้าส่วนหนึ่ง     จากนั้นเด็กคนนี้

ตื่นขึ้นแต่เช้ามืดร้องอ้อนวอนว่า   จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า   ผมจึงได้ให้เนื้อ

ส่วนของพระคุณเจ้าแก่เด็ก       พระคุณเจ้าจะให้ผมจัดหาอะไรมาถวายด้วย

ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง ขอรับ

         ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถามว่า   เธอบริจาคทรัพย์กหาปณะหนึ่ง

แก่เราแล้วหรือ                                                                          

         บุ.   ขอรับ   ผมบริจาคแล้ว

         อุ.   เธอจงให้กหาปณะนั้นแหละแก่เรา

         บุรุษนั้นได้ถวายกหาปณะแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ในทันใด

นั้นเองแล้วเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาว่า   พระสมณะเชื้อสายพระ-

ศากบุตรเหล่านี้   รับรูปิยะเหมือนพวกเรา                          

       ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา

ภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย   มีความรังเกียจ   ผู้ใคร่ต่อ

สิกขา ต่างก็เพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาว่า   ไฉนท่านพระอุปนันท-

ศากยบุตรจึงได้รับรูปิยะเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

                             ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

       ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น     ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น     แล้วทรงสอบถามท่าน

พระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูก่อนอุปนันทะ   ข่าวว่าเธอรับรูปิยะจริงหรือ

       ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

                                   ทรงติเตียน

       พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า   ดูก่อนโมฆบุรุษ     การกระทำ

ของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร   ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้

ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า การกระทำของเธอนั่น ไมเป็น

ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใส

ยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น   เป็นไป

เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส     และเพื่อความเป็น

อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

                         ทรงบัญญัติสิกขาบท

       พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร   โดย

อเนกปริยายดังนี้แล้ว   ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก   ความเป็น

คนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก   ความเป็นคนไม่สันโดษ   ความ

คลุกคลี   ความเกียจคร้าน   ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย   ความ

เป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา   ความ

กำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส   การไม่สะสม   การปรารภความเพียร โดย

อเนกปริยาย       ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น     ที่เหมาะสม

แก่เรื่องนั้น   แก่ภิกษุทั้งหลาย   แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย   อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์   ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก ๑   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑   เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑   เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑     เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑       เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อถือตามพระวินัย ๑                                                        

       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้ :-

                                     พระบัญญัติ

         ๓๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ

ยินดีทอง   เงิน   อันเขาเก็บไว้ให้   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

                       เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ


Tag  กหาปณะ บัญญัติสิกขาบท พระสัทธรรม พระอุปนันทศากยบุตร รูปิยะ สิกขาบท อาสวะ อเนกปริยาย

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
เซจาน้อย
วันที่ 12 มี.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
sucheep
วันที่ 20 มี.ค. 2555

ในกรณีที่หยอดเงินในตู้บริจาคของวัด ไม่ได้ให้โดยตรงกับภิกษุสงฆ์ จะมีข้อควรพิจารณาและปฎิบัติอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 3 เม.ย. 2558

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ไกร
ไกร
วันที่ 4 ม.ค. 2560

ขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ