Print 
เพิ่งรู้ตัวว่ายังเป็นทาส
 
คุณย่า
วันที่  28 ส.ค. 2552
หมายเลข  13379
อ่าน  1,861

ปฏิบัติธรรม      

อาทิตย์ ๑๙ ต.ค ๕๑


อรวรรณ          จะเรียนให้ท่านอาจารย์ขยายความเรื่อง เครื่องล่อให้ติดข้อง

เป็นอามิส มี ๓ อย่าง คือ โลกามิส กิเลสามิส วัฏฏามิส   อยากรบกวนท่านอาจารย์    ชีวิตปัจจุบันของพวกเราจะอยู่ด้วยเครื่องล่อให้ติข้องแล้วๆ เล่าๆ ถูกเป็นเหยื่อล่อให้เข้าไปติดกับ

อาจารย์            ถ้าพอใจก็แสดงว่าถูกล่อ   มีอะไรคะนอกจากปรากฏให้เห็น

แล้วทำไมชอบนักหนา    ติดข้องมากมาย   เพียงปรากฏให้เห็นเวลาได้ยินก็ไม่มีแล้ว    ไม่ปรากฏแล้ว     หลับสนิทก็ไม่ปรากฏแล้ว  อะไรก็ไม่เหลือเลย   แต่เพียงชั่วขณะที่ปรากฏก็เหมือนกับสิ่งที่น่าพอใจจนกระมั่งมีความพอใจในสิ่งนั้น     เพราะกิเลสล่อลวง  เพราะไม่รู้ความจริงว่า “แค่เห็น” พอใจอะไรถึงปานนั้น แต่ก็เป็นชีวิตจริงๆ ใช่ไหมคะ    ห้ามไม่ได้เลยที่จะให้ไม่มีความพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากน้อยตามสิ่งที่สะสมมา    บางคนไม่ชอบสิ่งนี้   เพราะไม่ได้สะสมมาที่จะพอใจในสิ่งนี้       แต่เวลาที่มีสิ่งที่สะสมมาที่พอใจในสิ่งนั้นเกิดความพอใจทันที   นี่ก็แสดงให้เห็นว่า พอใจในอะไร ?  พอใจในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางตา ทางหูทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ  

       เพราะฉะนั้น  จะพ้นจากความพอใจ  ในสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้ได้ยินได้อย่างไร ?  ต้องเป็นความรู้อย่างเดียวและตามกำลังของความรู้ด้วย พระโสดาบันยังละไม่ได้ คิดดูก็แล้วกันว่าความพอใจที่ติดแน่นในสิ่งที่ปรากฏจะมากมายสักแค่ไหน 

        ดูกระจกกันทุกวันใช่ไหม ? พบใคร ?  ตรงไหนชอบ  ตรงไหนไม่ชอบ  ....ทุกวันก็ปรากฏทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

 

อรวรรณ             เครื่องล่อก็คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ    ซึ่งเป็น

สภาพธรรมที่เกิดดับเหตุตามปัจจัย     แต่ตัวกิเลสเมื่อไม่รู้ความจริง  เพราะอวิชชาซึ่งไม่รู้ความจริงและมีตัวโลภะเข้าไปติดข้องก็เลยทำให้เป็นเหยื่อ  เพราะตัวกิเลสตัวนี้ก็มีทางเดียวคือรู้ความจริง โดยมีปัญญาที่รู้ความจริงว่าจริงๆ มันเป็นอย่างนั้น จะไปติดข้องอะไรกับสิ่งที่เพียงเกิดปรากฏ  แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วมากและเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยด้วย  แล้วไม่กลับมาอีกด้วย

อาจารย์              ตามหาสิ่งที่ไม่กลับมาอีก พอใจในสิ่งที่ไม่กลับมาอีก ติด

ข้องในสิ่งที่ไม่กลับมาอีก เพราะจำผิดว่ายังอยู่ ยังมี ยังไม่ได้ดับไป

 

อรวรรณ               อวิชชาความไม่รู้และตัวติดข้องกันเยอะ และสภาพธรรม

เองก็รู้ยาก   เพราะว่าเกิดดับเร็วมาก   มีนิมิตของสภาพธรรมมาลองให้เหมือนกับว่าดอกไม้นี้สวยมาก    อย่างเมื่อวานเข้ามาถึงดอกไม้วันนี้สวยสไตล์แปลกนะ  วันนี้ต้องเกิดใคร่แน่ อะไรประ-มาณนี้ไม่คิดถึงว่าเพื่อบูชาพระธาตุเลย ไปติดข้องแต่ความสวยงามของดอกไม้อันนี้  ก็จะเห็นได้ว่าถูกเหยื่อล้อเข้าไปเต็มๆ เลยซึ่งก็มีทางเดียวต้องศึกษาธรรมให้เข้าใจ ถ้ารู้จริงๆ ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็ว  หมดแล้วก็หมดเลย ก็จะค่อยๆ ลดคลายไปบ้าง

อาจารย์             เป็นทาสของโลภะ  อยากเป็นอิสระไหมคะ ? มีคนบอกว่า

ไม่อยากอิสสระจากโลภะ   ตั้งแต่เช้ามานี่โลภะนำไปทั้งนั้นเลยขณะใดที่เป็นกุศลก็เป็นฉันทะ  ไม่ใช่โลภะ     แต่ก็ยังเป็นมูลให้ชีวิตของแต่ละคน ดำเนินไปเป็นไปตามการสะสมของความพอใจนั้นๆ เมื่อไรเป็นอิสระจริงๆ ? ลองคิดดูนะคะ ชอบ กับ ไม่ต้องเป็นทาสของความพอใจเลย    อิสระจริงๆ  อิสระ ไม่มีความติดข้องในสิ่งนั้นเลย เป็นได้เมื่อเป็นพระอนาคามีบุคคล

25511019 - L เพิ่งรู้ตัวว่ายังเป็นทาส
K=word  กิเลสามิส โลภะ อวิชชา


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 28 ส.ค. 2552 18:04 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Komsan
วันที่ 29 ส.ค. 2552 19:12 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
damkenglawyer
วันที่ 7 ก.ย. 2552 12:53 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ