พระสูตรเรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์

 
บ้านธัมมะ
วันที่  12 พ.ค. 2552
หมายเลข  12325
อ่าน  2,475

... สนทนาธรรมที่ ...

>>> มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา <<<

พระสูตร ที่นำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์ ๑๖ พ.ค. ๒๕๕๒ เวลา ๐๙:๐๐ - ๑๒:๐๐น. คือ

เรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๔๑ - หน้าที่ ๔๔๖

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๔๑ - หน้าที่ ๔๔๖

๕. เรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์ [๘๔]

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอนัตถปุจฉก-พราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อตฺตา หเว" เป็นต้น.

ความพินาศย่อมมีแก่ผู้เสพกรรม ๖ อย่าง ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นคิดว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเดียวหรือหนอแล? หรือทรงทราบแม้สิ่งมิใช่ประโยชน์; เราจักทูลถามพระองค์" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า "พระเจ้าข้า พระองค์เห็นจะทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์

อย่างเดียว. ไม่ทรงทราบสิ่งที่มิใช่ประโยชน์." พระศาสดา. พราหมณ์ เราะรู้ทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่

ประโยชน์. พราหมณ์. ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่มิใช่ประโยชน์แก่ข้าพระองค์เถิด. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถานี้ แก่พราหมณ์นั้นว่า

"การนอนจนตะวันขึ้น (นอนตื่นสาย) ความ เกียจคร้าน ความดุร้าย การผัดวันประกันพรุ่ง การ เดินทางไกลของคนคนเดียว การเข้าไปเสพภรรยาของ ผู้อื่น พราหมณ์ ท่านจงเสพกรรม ๖ อย่าง นี้เถิด, สิ่งมิใช่ประโยชน์ [ความพินาศ] จักมีแก่ท่าน."

พราหมณ์ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ได้ให้สาธุการว่า "ดีละดีละ ท่านผู้เป็นอาจารย์ของคณะ ท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะ, พระองค์เทียว ย่อมทรงทราบทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งสิ่งที่มิใช่ประโยชน์." พระศาสดา. อย่างนั้นพราหมณ์, ขึ้นชื่อว่าผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์

และสิ่งมิใช่ประโยชน์ เช่นกับด้วยเราไม่มี. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้วจึงตรัสถามว่า " พราหมณ์ ท่านเป็นอยู่ (เลี้ยงชีพ) ด้วยการงานอะไร?" พราหมณ์. ด้วยการงานคือเล่นสกา (การพนัน) พระโคดมผู้เจริญ พระศาสดา. ก็ท่านชนะหรือแพ้เล่า?



ชนะตนเป็นการชนะประเสริฐ เมื่อพราหมณ์นั้นทูลว่า "ชนะบ้าง แพ้บ้าง" ดังนี้แล้ว พระ-

ศาสดาจึงตรัสว่า "พราหมณ์ นั่นยังมีประมาณน้อย. ขึ้นชื่อว่าความ

ชนะของบุคคลผู้ชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐ; ส่วนผู้ใดชนะตนได้ ด้วยชนะ

กิเลส, ความชนะของผู้นั้นประเสริฐ; เพราะว่าใครๆ ไม่อาจทำความ

ชนะนั้นให้กลับพ่ายแพ้ได้" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาเหล่านั้นว่า :-

๔. อต ตา หเว ชิตํ เสยฺโย ยา จายํ อิตรา ปชา อตฺตทนฺตสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สญฺญตจาริโน เนว เทโว น คนฺธพฺโพ น มาโร สห พฺรหฺมุนา ชิตํ อปชิตํ กยิรา ตถารูปสฺส ชนฺตุโน.

"ตนนั่นแล บุคคลชนะแล้ว ประเสริฐ, ส่วน หมู่สัตว์นอกนี้ บุคคลชนะแล้ว ไม่ประเสริฐเลย, (เพราะ) เมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ประพฤติสำรวมเป็น นิตย์, เทวดา คนธรรพ์ มาร พร้อมทั้งพรหม พึง ทำความชนะของสัตว์เห็นปานนั้นให้กลับแพ้ไม่ได้

เลย."

แก้อรรถ

ในพระคาถานั้น ศัพท์ว่า หเว เป็นนิบาต. ศัพท์ว่า ชิตํ เป็นลิงควิปลาส. ความว่า ตนอันบุคคลชนะแล้ว ด้วยความชนะกิเลสของตน ประเสริฐ.

บาทพระคาถาว่า ยา จายํ อิตรา ปชา ความว่า ส่วนหมู่สัตว์นี้ใด คือ ที่เหลือ พึงเป็นผู้อันเขาชนะ ด้วยการเล่นสกาก็ดี ด้วยการฉ้อทรัพย์ก็ดี ด้วยการครอบงำพลในสงครามก็ดี, ความชนะที่บุคคลผู้ชนะหมู่สัตว์นั้นชนะแล้ว ไม่ประเสริฐ.

ถามว่า "ก็เหตุไร ? ความชนะนั้นเท่านั้นประเสริฐ, ความชนะนี้ไม่ประเสริฐ." แก้ว่า "เพราะเมื่อบุรุษฝึกตนแล้ว ฯลฯ ของสัตว์เห็นปานนั้น

ให้กลับแพ้ไม่ได้."


พระศาสดาตรัสคำนี้ไว้ว่า "เพราะว่า เมื่อบุรุษผู้ชื่อว่าฝึกตนแล้ว

เพราะเป็นผู้ไร้กิเลส ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน มีปกติประพฤติสำรวม

ทางกายเป็นต้นเป็นนิตย์, เทวดาก็ดี คนธรรพ์ก็ดี ก็หรือมารพร้อม

ทั้งพรหม แม้พากเพียรพยายามอยู่ว่า ' เราจักทำความชนะของผู้นั้นให้

กลับแพ้, จักทำกิเลสทั้งหลายที่เขาละได้ด้วยมรรคภาวนาให้เกิดอีก,ก็ไม่พึงอาจเลย เพื่อจะทำ (ความชนะ) ของสัตว์เห็นปานนั้น คือ ผู้สำรวม แล้ว ด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เหล่านั้น ให้กลับแพ้เหมือนผู้แพ้ด้วยทรัพย์เป็นต้นแล้วเป็นปรปักษ์ ชนะผู้ที่คนนอกนี้ชนะแล้ว พึงทำให้กลับแพ้อีกฉะนั้น" ในเวลาจบเทศหา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

เรื่องอนัตถปุจฉกพราหมณ์ จบ.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
orawan.c
วันที่ 13 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
suwit02
วันที่ 13 พ.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pornpaon
วันที่ 13 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 13 พ.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
dron
วันที่ 14 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
วันที่ 14 พ.ค. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรื่อง อนัตถปุจฉกพราหมณ์

(ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ถามถึงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์)
ข้อความโดยสรุป พราหมณ์คนหนึ่ง คิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้นหรือ ทรงรู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วย จึงเข้าไปเฝ้าถามถึงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับพระองค์ และพราหมณ์นั้นได้รับคำตอบถึงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อันจะนำมาซึ่งความพินาศ ดังต่อไปนี้ คือ ๑. การนอนตื่นสาย ๒ .ความเกียจคร้าน ๓. ความดุร้าย ๔. การผัดวันประกันพรุ่ง ๕. การเดินทางไกลคนเดียว ๖.การเข้าไปเสพภรรยาของผู้อื่น ต่อมาพระผู้มีพระภาคตรัสถามถึงการเลี้ยงชีพของพราหมณ์ ว่า เลี้ยงชีพด้วยการงานอะไร เมื่อทรงทราบว่าเขาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นการพนันซึ่งบางครั้งก็ชนะ บางครั้งก็แพ้พระองค์จึงได้ทรงแสดงในเรื่องนี้ไว้ว่า ความชนะของบุคคลผู้ชนะผู้อื่น ไม่ประเสริฐส่วนผู้ใดชนะตนได้ ด้วยการชนะกิเลส ความชนะของผู้นั้น ประเสริฐ เพราะว่าใครๆ ไม่อาจทำความชนะให้กลับมาเป็นความพ่ายแพ้ได้” และได้ตรัสพระคาถา ความว่า“ตน นั่นแล อันบุคคลชนะแล้ว ประเสริฐ” เป็นต้น. ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Sam
วันที่ 15 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
พุทธรักษา
วันที่ 15 พ.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
orawan.c
วันที่ 16 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
panasda
วันที่ 16 พ.ค. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ