Print 
ลักขณูปนิชฌาน
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  30 ม.ค. 2552
หมายเลข  11026
อ่าน  4,572

       ได้อ่านในกระทู้ปี 48  อธิบายไว้ว่า

       ลักขณูปนิชฌาน     เพ่งลักษณะ  มีอนิจจลักษณะ

       ลักขณูปนิชฌาน     เป็นการอบรมวิปัสสนา  คือรู้ลักษณะของสภาพธรรมตาม

                                    ความเป็นจริง

        ขอเรียนถามว่าต้องเป็นวิปัสสนาญานขั้นไหนค่ะ   ขอขอบพระคุณค่ะ

      


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 30 ม.ค. 2552 08:32 น.

โดยตรงแล้วการจะรู้อนิจจลักษณะ  ต้องเป็นวิปัสสนาญาณขั้นที่  ๓  ขึ้นไปแต่ ลักขณูปนิชฌาน รวมวิปัสสนาญาณทุกระดับ และรวมถึงการอบรมเจริญสติปัฏฐานเข้าด้วย     เพราะวิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการอบรม

เจริญสติปัฏฐาน   ในบางแห่งท่านใช้คำว่า    เจริญอริยมรรคมีองค์แปดครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
suwit02
วันที่ 30 ม.ค. 2552 08:43 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 30 ม.ค. 2552 10:49 น.

ขออนุโมทนาและขอขอบพระคุณค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
werayut.s
วันที่ 30 ม.ค. 2552 16:53 น.

 

เรื่องของฌานนี่รู้สึกจะมีคนสนใจสอบถามกันเยอะเหมือนกันนะครับ

บางคนที่ไม่ได้ศึกษาก็เอามาปนกับเรื่องของญาณไปเลยเพราะชื่อคล้ายๆกัน

ฟังชื่อดูศักดิ์สิทธิ์ลึกลับและเป็นของสูงพอๆกันก็เลยน่าสนใจ

ไม่นานมานี่ผมได้ยินว่ามีนักจัดรายการไปสัมภาษณ์พระภิกษุที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง

ได้ถามท่านว่าท่านมีญาณอะไรใช่ไหมครับ

ท่านก็หัวร่อ แล้วก็ตอบว่า อือ มี ....มีแต่ยานโคลงเคลง

(ตรง...ท่านใช้คำเรียกตัวเองแบบโบราณด้วยครับ)

เรียกเสียงฮาตรึมได้พอสมควรครับ

แต่สำหรับหัวข้อนี้เราคงสนทนากันเรื่องของ ฌาน ก่อนแล้วกันนะครับ

คำว่าฌานนี่โดยทั่วไปฟังแล้วรู้สึกเหมือนคุณสมบัติพิเศษของบุคคลที่จะมีอิทธิปาฏิหารย์

ประเภทเหาะเหินเดินอากาศ หยั่งรู้เรื่องราว หรือเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น

จริงๆแล้วไม่ใช่เลยครับ

ผู้ที่อบรมฌาน เป็นผู้เห็นโทษของกิเลสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่ทำให้จิตติดข้อง

ส่วนมากท่านจะเรียกกิเลสพวกนี้ว่า นิวรณ์ เป็นเครื่องกั้นให้ท่านไม่สามารถออกจากกิเลสได้

ท่านจึงอบรมภาวนาโดยวิธีที่เรียกว่า สมถภาวนา เพ่งเผากิเลสไม่ให้มารบกวนจิตใจ

ด้วยวิธีอบรมจิตแนบแน่นในอารมณ์เดียวคือให้จิตเพ่งอยู่อย่างมีสมาธิ เรียกว่า อัปนาสมาธิ

เมื่อจิตเป็นสมาธิกิเลสไม่สามารถเข้ามารบกวนได้และด้วยเจตนาที่จะละกิเลสจึงสงบและเป็นกุศล

อารมณ์ที่จิตจะมีเพื่อความสงบในสมถภาวนา ท่านเรียกว่ากรรมฐาน 40

ตัวอย่างเช่น   กสิน   อสุภ   อนุสสติ  ปฏิกูล    ธาตุ 

พวกที่อารมณ์เป็นรูปเมื่อจิตเป็นฌานจิตท่านก็เรียกว่า รูปฌาน

ขณะที่ท่านได้ฌานจิตก็มีระดับขั้นละเอียดขึ้นจากปฐมฌานสูงขึ้นเป็นไปตามองค์ฌาน

ตั้งแต่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาสูงสุด ถึงขั้นจตุตถฌานหรือปัญจมฌาน

ผู้อบรมจิตขั้นปัญจมฌานได้แล้วก็ยังสามารถเจริญอบรมต่อไปเพราะเห็นว่าการที่มีรูปเป็นอารมณ์

ก็ยังหยาบและอยู่ใกล้ชิดกับรูปอาจหวั่นไหวและน้อมไปสู่กามอารมณ์ได้ง่ายควรเพิกเสีย

ท่านจึงอบรมขั้นสูงขึ้นไปอีกคือน้อมจิตไปในอารมณ์ที่ไม่ใช่รูปเรียกว่า อรูปฌาน

อันได้แก่เพ่งในอากาศอันว่างเปล่า เพ่งในจิตอันไม่มีรูป เพ่งในจิตที่ระลึกถึงความว่าง

หรือเพ่งไปในความที่จะมีจิตก็ไม่ใช่ไม่มีจิตก็ไม่ใช่คือละเอียดจนเรียกว่าแทบไม่มีอะไรเลย

ที่ท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะที่เราได้ยินกันบ่อยแต่ไม่รู้จักนั่นแหละ

ใครที่เข้าวงสนทนาธรรมะก็ไม่พ้นที่จะพูดกันในเรื่องเหล่านี้

และก็จะรู้ดีว่าถ้าอยู่ในฌานจิตแล้วต้องจากโลกนี้ไปก็จะได้ไปเกิดในพรหมโลกมีอายุเป็นหลายล้านปี

ฟังแล้วก็ตื่นเต้น สาธุกันใหญ่

แต่เรียนให้ทราบจริงๆนะครับว่า เรื่องของการเจริญฌานในสมัยนี้ไม่มีแล้วละครับไม่ใช่กาลสมัย

ที่เห็นไปนั่งๆกันนิ่งๆหลับตาทีละนานๆ ลองไปสนทานากันอย่างละเอียด

แล้วมาตรวจสอบดูเถอะรับรองว่าไม่ตรงกับคำสอนของพระศาสดาหรอกครับ

การเจริญอบรมปัญญาในแนวทางสมถะภาวนาที่เป็นรูปฌาน อรูปฌานที่ว่ามานี้

ท่านเรียกรวมกันว่า อารัมณูปนิชฌาน หรือบางทีท่านก็เรียกว่า สมาบัติ 8  

ซึ่งสามารถอบรมเจริญสูงสุด ไปเกิดในพรหมโลกนานแสนนานแต่ก็ต้องกลับมาเกิดในสังสารวัฏอีก

ไม่สามารถพ้นทุกข์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้

สนทนามาตั้งนานยังไม่ถึงเรื่องลักขณูปนิชฌานที่คุณเมตตาเจ้าของหัวข้อสนทนาถามมาเลย

เรื่องของฌานเป็นเรื่องที่ไม่มีแล้วในยุคนี้เพราะไม่มีความสัปปายะ ทั้งสถานที่ ยุคสมัยและบุคคล

เห็นคุณเมตตาถาม ก็เลยร่วมสนทนาขยายอีกนิดว่าฌานมีความเป็นมายังไง

ในสมัยก่อนพุทธกาลของพระผู้มีพระภาค มีบุคคลผู้มีปัญญาอบรมเจริญปัญญาขั้นฌานได้มากมาย

อาจารย์ของพระพุทธเจ้าสองท่านคือท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบสท่านก็เป็นผู้ได้สมาบัติ 8

พระพุทธองค์ได้ศึกษาในสำนักของท่านจนสำเร็จขั้นอรูปฌาน พระพุทธองค์ก็ทราบว่าไม่ใช่หนทาง

หลังจากที่พระโพธิสัตว์ทรงตรัสรู้พบหนทางหลุดพ้นตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทแล้ว

พระพุทธองค์ทรงเดินทางไปหาอาจารย์ของท่านทั้งสองเพื่อจะเกื้อกูลในการอบรมภาวนา

เพราะเชื่อว่าท่านมีปัญญาสูงน่าจะเข้าใจหนทางในวิปัสสนาภาวนาที่เป็นหนทางตัดกิเลสที่แท้จริง

ปรากฏว่าท่านเสียชีวิตไปก่อนแล้วและไปเกิดในพรหมโลก

การไปเกิดเป็นอรูปพรหม ท่านก็จะไม่มีรูปธรรมหรือขันธ์ 5 ให้เป็นอารมณ์เจริญวิปัสสนา

ท่านก็จะต้องอยู่ในพรหมโลกนานแสนนานไม่สามารถบรรลุได้ต้องกลับมาเกิดก่อน

นี่ก็เป็นที่มาที่พระผู้มีพระภาค ทรงพระดำริว่าอุทกดาบส รามบุตรนี้ เป็นผู้มีความเสื่อมใหญ่

เชิญอ่านพระสูตรเพิ่มเติมที่......พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 39

//www.dhammahome.com/front/tipitaka/tipitaka_pdf/tipitaka_06.pdf

จากนั้นพระพุทธองค์จึงเดินทางต่อไปเกื้อกูลปัญจวัคคีย์ทั้งห้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

และได้แสดงธรรมจนท่านทั้งห้าเกิดดวงตาเห็นธรรม

สำหรับแนวทางอบรมเจริญวิปัสสนา จะต้องมีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์

คือนามธรรมและรูปธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏแล้วดับไป เป็นอารมณ์ที่เป็นมหากุศลญาณสัมปยุตต

จิตเกิดขึ้นพิจารณาอารมณ์แต่ละขณะว่าเป็นสภาพธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน

ซึ่งเป็นปัญญาขั้นสูงกว่าลึกซึ้งกว่าปัญญาที่สงบในสมถภาวนา

การเพ่งพิจารณาลักษณะสภาพธรรมในแนวทางวิปัสสนานี้ ท่านเรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน

คือพิจารณาในธรรมทั้งหลายว่าเป็น อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา

หรือพิจารณาอริยมรรคมีองค์แปด หรือการที่เรียกว่ามีการพิจารณาพระนิพพานเป็นอารมณ์นั่นเอง

เป็นดังความเห็นที่ 1 นั่นเลยครับ ถ้าหากการอบรมเจริญภาวนาที่มี วิปัสสนา มรรคและผล เป็นอารมณ์

นั่นก็เป็น ลักขณูปนิชฌาน ตลอดทุกระดับขั้น

 วิปัสสนาญาณขั้นที่ 3 หรือสัมสนญาน เป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับอย่างรวดเร็วของธรรมะ

จึงเป็นความแนบแน่นที่ประจักษ์ในมรรคมีองค์แปด

สนใจไปเปิดอ่านเพิ่มเติมในหนังสือปรมัตถธรรมสังเขป ประมาณหน้า 429 เป็นต้นไปนะครับ

ขอสนทนาเพียงเท่านี้ คงต้องหาบันไดลงแล้วครับ

ผิดพลาดประการใด ขอน้อมรับในการสั่งสอนทุกประการ กราบอนุโมทนา

 

หมายเหตุภาพประกอบ

1   นักบวช โยคี    นุ่งกระจับเหล็ก                ที่กาตมานฑุ ประเทศเนปาล

2    นักบวช โยคี            จาริกอยู่ที่บริเวณเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย 

3  ภาพจักรวาล ห่างไกลจากโลกเกิน 10000 ปีแสง ถ่ายด้วยกล้อง Hubble

4   พระพุทธรูปโบราณ   ประดิษฐาน ใต้พระเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย

5    บริเวณโบราณสถาน ป่าอิสีปตนมฤคทายวัน   พาราณสี ประเทศอินเดีย

   

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
suwit02
วันที่ 31 ม.ค. 2552 11:53 น.

 

สาธุ

ผมขอเสนอลิ้งค์

หนังสือปรมัตถธรรมสังเขป

ที่พี่วีอ้างถึง

ขออนุโมทนาในธรรมทานกุศลครับ

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ม.ค. 2552 13:43 น.

กว่าจะไปถึงขั้นวิปัสสนาญาณ ก็ต้องมีขั้นฟัง ขั้นพิจารณา อบรมเจริญสติปัฏฐานคือ

ระลึกรู้ตรงลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ (ก็ยังแสนยาก) ก็ต้องอบรมต่อไปจน

กว่าปัญญาจะเจริญขึ้นถึงระดับรู้ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pornpaon
วันที่ 31 ม.ค. 2552 17:52 น.
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
กุลจิรา
วันที่ 31 ม.ค. 2552 19:22 น.

      ขอขอบคุณ คุณwerayut.s และทุก ๆ ท่าน ที่ช่วยหาคำอธิบายเพิ่มเติม มาให้ผู้ที่มีความรู้น้อยได้เข้าใจมากขึ้น

อนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 31 ม.ค. 2552 22:04 น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่ werayut.s เป็นอย่างมากค่ะอ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นและเป็นประโยชน์อย่างมากค่ะ     แต่ขอทำความเข้าใจที่พี่กล่าวถึงตอนหนึ่งว่า

 วิปัสสนาญาณขั้นที่ 3 หรือสัมสนญาน เป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับอย่างรวดเร็วของธรรมะจึงเป็นความแนบแน่นที่ประจักษ์ในมรรคมีองค์แปด

น่าจะหมายความว่าสัมมสนญานเป็นปัญญาที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วของนามธรรมและรูปธรรม    ซึ่งเป็นการประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม

โดยความไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา        ไม่ใช่เป็นความแนบแน่นที่ประจักษ์ในมรรคมีองค์แปด  ค่ะ

    ขอขอบพระคุณพี่werayut.s และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆท่านค่ะ   

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
werayut.s
วันที่ 1 ก.พ. 2552 07:31 น.

สวัสดีครับคุณเมตตา...

  ขอบคุณอย่างสูงที่ได้ท้วงติงมาเรื่องวิปัสสนาญาณที่กระผมเองก็ไม่ได้รู้จริงหรอกครับ

ก็เป็นการค้นมาจากหนังสือปรมัตถธรรมสังเขปนั่นเอง   ตรงที่ท้วงติงมา   เป็นข้อความ

เสริมน่ะครับ สังเกตุคำว่า จึง และข้อความอยู่คนละบรรทัดกันด้วยครับ   อย่าจับมารวม

กันความหมายอาจ เปี๋ยนไป๋.....จึงเป็นความแนบแน่นที่ประจักษ์ในมรรคมีองค์แปด .....

ก็คือเป็นการเสริมข้อความให้ผู้อ่านเข้าใจว่า  วิปัสสนาญาน  ก็เป็น  ฌาน  เป็นการเพ่ง

เหมือนกันจึงใช้คำว่าแนบแน่น และพยายามจะบอกว่า ลักขณูปนิชฌาน เป็นแนวทาง

ที่ไปสู่มรรคนั่นเอง  มิใช่เพื่อเพียงความสงบเท่านั้น    คือกำลังโยงมาหาหัวข้อเพื่อสรุป

ไม่ได้ขยายความหมายของสัมมสนญาณ    และมิได้จะไปเปลี่ยนแปลงความหมายของ

สัมมสนาญาณหรอกครับ ไม่ได้ขัดแย้งนะครับ เสริมครับ ช่วย ๆ กันไปครับ

  อนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
paderm
paderm
วันที่ 1 ก.พ. 2552 21:29 น.

                   ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

         ฌานหมายถึงการเพ่งหรือการเผาธรรมที่เป็นข้าศึกซึ่งฌานมี 2 อย่างคือ
 
                              อารัมมณูปนิชฌาน       ลักขณูปนิชฌาน

     อารัมมณูปนิชฌาน หมายถึงการอบรมสมถภาวนาซึ่งเป็นการเพ่งอารมณ์ เช่น เพ่ง

อารมณ์ของกสิณ เป็นต้นจนได้สมาบัติ 8 เป็นอารัมมณูปนิชฌาน(การเพ่งอารมณ์)ซึ่ง

ไม่ใช่การเพ่งพิจารณาหรือการรู้ลักษณะของสภาพธรรม    ลักขณูปนิชฌาน หมายถึงการเพ่งพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง   นั่นคือ

ต้องเป็นปรมัตถธรรม    ซึ่งเป็นการพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นต้น

ลักขณูปนิชฌานจะรวมถึงวิปัสสนาญาณที่พิจารณาลักษณะที่เป็นไตรลักษณ์และขณะที่เป็นมรรคจิตก็เป็นลักขณูปนิชฌาน    เพราะสำเร็จกิจหน้าที่ของการพิจาณาลักษณะ

ของสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง   ก็ด้วยมรรคจิตและลักขณูปนิชฌาน ยังหมายถึงผลจิตด้วย

เพราะเพ่งพิจารณาลักษณของสภาพธรรมคือพระนิพพานอันเป็นลักษณะที่แท้จริงครับ     สรุปคือลักขณูปนิชฌาน หมายถึงวิปัสสนาญาณ มรรคจิตและผลจิตด้วยครับ          เชิญคลิกอ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ.....อารัมมณูปนิชฌาน-ลักขณูปนิชฌาน                            อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 2 ก.พ. 2552 08:54 น.
ขออนุโมทนาและขอขอบพระคุณทุกๆท่านด้วยครับ เพิ่ง "เริ่ม" เข้าใจเรื่อง ฌาน, ญาน ก็วันนี้เอ
 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 2 ก.พ. 2552 11:13 น.

ขออนุโมทนาในกุศลจิตและขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านค่ะทำให้เข้าใจเรื่อง

อารัมมณูปนิชฌาน  และลักขณูปนิชฌาน ชัดเจนขึ้นเช่นกันค่ะโดยเฉพาะ

ความเห็นที่11 โดยคุณpaderm ได้คลิกเข้าไปอ่านละเอียดลึกซึ้งมากค่ะ

                         

 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
จำแนกไว้ดีจ๊ะ
วันที่ 4 ก.พ. 2552 06:56 น.

การเพ่งพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ทำอย่างไรครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
prachern.s
วันที่ 4 ก.พ. 2552 07:55 น.
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 11026 ความคิดเห็นที่ 14 โดย จำแนกไว้ดีจ๊ะ

การเพ่งพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ทำอย่างไรครับ


โดยการค่อยๆศึกษา ค่อยๆเข้าใจ ค่อยๆรู้ขึ้น ที่ละเล็กที่ละน้อย

เมื่อปัญญาสมบูรณ์ ปัญญาย่อมแทงตลอดในลักษณะตามความเป็นจริง 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ