ปกิณณกธรรม ตอนที่ 102
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๐๒
สนทนาธรรม ที่ ประเทศอังกฤษ
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็มีนามธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เป็นธาตุที่รู้ คือ สามารถที่จะเห็นได้ คิดได้ อะไรได้ทุกอย่าง เรียกว่าเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ธาตชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อไรต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จะไม่รู้ไม่ได้เลย ก่อนฟังธรรม เรามีความเป็นตัวตน ทั้งๆ ที่ตัวตนก็ไม่ปรากฏ อย่างที่เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ปอดไม่ได้ปรากฏ หัวใจก็ไม่ได้ปรากฏ อะไรก็ไม่ได้ปรากฏสักอย่างเดียว ถ้าทางตา สีสันวัณณะกำลังปรากฏ พอถึงทางหูแยกออกไปแล้ว เพียงชั่วขณะ ขณะที่กำลังได้ยิน จะมีขณะอื่นซ้อนขึ้นมาไม่ได้เลย เพราะเป็นชั่วขณะที่เสียงกำลังปรากฏ เวลาเสียงปรากฏก็ต้องหมายความว่ามีสภาพที่รู้คือกำลังได้ยินเสียงนั้น มีทั้งเสียงแหลม มีทั้งเสียงดัง มีทั้งเสียงที่เราอาจจะใช้คำสมมติเป็นเสียงนก เสียงรถยนต์ ฯลฯ ซึ่งแสดงความต่างของเสียง แต่สภาพรู้เสียงสามารถที่จะรู้ลักษณะเสียงต่างๆ กันได้ ที่เสียงปรากฏก็คือว่าต้องมีจิตซึ่งกำลังได้ยินเสียง กำลังรู้เสียง ขณะเฉพาะที่กำลังได้ยิน ตัวหมอมีที่ไหน ทั้งตัวอยู่ที่ไหน อยู่ตรงไหน ไม่มีเลย เพราะว่าโดยอากาศธาตุซึ่งแทรกคั่นละเอียดยิบ รูปเกิดดับหมดเร็วมาก รูปใดเกิดแล้วดับโดยที่จิตไม่รู้รูปนั้น รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้ว
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ทุกรูปกำลังทยอยกันเกิดดับโดยที่ว่าจิตไม่รู้เลย ขณะที่ได้ยินเสียง จิตรู้แต่เสียง ขณะที่ได้กลิ่นจิตรู้แต่กลิ่น เพราะฉะนั้น ความทรงจำของคนที่ไม่ได้ฟังพระธรรมจึงมี อัตตสัญญา สัญญาแปลว่าความทรงจำ อัตตแปลว่าตัวตน เพราะฉะนั้น เรายังมีความทรงจำว่า เรามีตัวเรานั่งอยู่ที่นี่ นอนอยู่ที่นั่น ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตลอด จนกว่าจะเข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ทีละหนึ่งประเภท และแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะว่าถ้าเราพูดถึง ขณะ ซึ่งเขาอาจจะแบ่งเป็นเสี้ยววินาที แต่ว่าแบ่งลงไปได้อีกมาก ทางวิทยาศาสตร์เวลานี้ก็แบ่งออกไปจนไม่ทราบว่าจะคำนวณเป็นกี่พัน กี่ร้อย ในหนึ่งของเสี้ยววินาที แต่สภาพของนามธรรมและรูปธรรมเกิดดับเร็วกว่านั้นมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้ว จะเป็นตัวหมอได้อย่างไร ไม่ว่าสิ่งที่เราเคยว่าเป็นปอด เป็นหัวใจ เป็นตับ นั่นคือเรื่องราวที่เราจำไว้ แต่ชีวิตคนเรา ชั่วขณะจิตขณะเดียว จิตจะมีซ้อนกันสองขณะไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะจิตที่เห็น ไม่ใช่ขณะจิตที่ได้ยิน นี่ก็แสดงความต่างแล้วว่าเป็นจิตต่างชนิด เกิดเพราะเหตุปัจจัยต่างกันต่างประเภท ตัวหมอไม่มีเลย มีแต่ขณะที่ได้ยินก็เป็นจิตได้ยิน หมอก็เข้าใจว่าหมอได้ยินจึงเป็นตัวหมอ ขณะที่เห็นก็เป็นจิตที่เห็นชั่วขณะหนึ่ง หมอก็เข้าใจว่าเป็นหมอเห็น ขณะที่ลิ้มรสอร่อยก็เป็นจิตชั่วขณะหนึ่งซึ่งลิ้มรส หมอก็เข้าใจว่าเป็นหมอ โดยแท้จริงแล้ว เป็นแต่เพียงสภาพธรรมชั่วแต่ละหนึ่งขณะเท่านั้น
ผู้ฟัง ที่อาจารย์อธิบาย ผมก็เข้าใจว่าเวลานี้ไม่มีปอด ไม่มีตับ ไม่มี..
ท่านอาจารย์ มีความจำ
ผู้ฟัง มีแต่ความจำ แล้วก็เข้าใจอีกว่า ในขณะที่เห็นก็ไม่ได้ยิน ในขณะที่ได้ยินก็ไม่เห็นอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าเกิดทีละอย่างหรือว่ามีการเกิดดับ แต่การเกิดดับอันนี้ก็เป็นการ..
ท่านอาจารย์ อันไหนเป็นหมอ ดับไปแล้ว ก็ไม่มีเลย นอกจากความจำ เพราะไม่รู้ว่าเกิดแล้วดับแล้ว อันใหม่เป็นตัวหมอตลอดคือได้ยินขณะก่อนดับแล้ว เป็นตัวหมอชั่วขณะที่ได้ยินแล้วดับ เมื่อได้ยินใหม่ก็เป็นตัวหมออีกที่ได้ยิน เพราะความยึดมั่นในสิ่งซึ่งเกิดดับว่า เป็นเรา แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ไม่มีตัวตนที่เที่ยง มีแต่สภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุแต่ละอย่าง ซึ่งอาศัยปัจจัยเกิดแล้วก็ดับเร็วมาก
ผู้ฟัง หมายความว่า แม้แต่คำว่า มีแล้วก็เหมือนไม่มี ถ้าจะมี ต่อเมื่อสิ่งนั้นปรากฏ
ผู้ฟังอีกคน เรียกว่า มีแล้วหามีไม่
ผู้ฟัง นั้นโดยความหมายว่าดับไปก็ได้ใช่ไหม แต่เวลานี้หมายความว่า มีแล้วเสมือนว่าไม่มีเพราะสิ่งนั้นยังไม่ปรากฏหรือไม่กระทบ ไม่สัมผัส อย่างที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างว่า มีปอด มีตับ ถ้ากล่าวโดยสมมติบัญญัติ ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งนี้เรียกว่าปอด สิ่งนี้เรียกว่าตับ
ท่านอาจารย์ โดยสมมติ จริงๆ แล้วมีแต่รูป
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าจะมีอยู่ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ซึ่งไม่ต้องเรียกปอดตับ แต่ลักษณะแท้ๆ ของเขาจะเป็นอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน
ผู้ฟัง ทีนี้เมื่อกล่าวถึงลักษณะที่เกิดหรือมีการกระทบ มีการรู้ ต่อเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น จึงรู้ว่าสิ่งนั้นมี เพราะฉะนั้นแม้แต่พวกตับ ไต ไส้ พุงต่างๆ ที่อยู่ภายใน มีอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่มีการกระทบ
ท่านอาจารย์ ไม่ปวด ไม่เจ็บ แต่ปวดเจ็บเมื่อไร การกระทบสัมผัสเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นรู้ตรงนั้น เป็นตัวจิตที่รู้ รูปไม่เดือดร้อนเลย
ผู้ฟัง แต่ทุกวันนี้ ถึงแม้จะกล่าวว่า รูปเป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้อารมณ์ หรือเป็นสิ่งที่เกิดดับ แต่ก็ยังมีความผูกพัน เป็นห่วง แสวงหา โดยเฉพาะอย่างทุกวันนี้ จะขอกล่าวเรื่องคุณหมอสักเล็กน้อย คุณหมอสนใจเรื่องสุขภาพมาก พยายามที่จะมีการระมัดระวังรักษา เช่น อาหาร การควบคุมอะไรต่างๆ ก็รู้สึกว่าเพิ่มขึ้นๆ เพราะคุณหมอเป็นคนสนใจเรื่องความรู้ทางโลกมาก มาสังเกตดู ถึงคุณหมอจะแสวงหาหรือจะพยายามค้นคว้าตามที่มีตำรับตำรา แต่ถ้าเป็นโอกาสของอกุศลกรรมให้ผล การแสวงหา การกิน การรักษาเหล่านั้น ก็คงจะไม่มีผลอะไรเลย
ท่านอาจารย์ อย่างนี้คุณสุกลจะถูกเขาว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรสิ แล้วแต่กรรมใช่ไหม
ผู้ฟัง แต่ถ้ามีโอกาสจะรักษาป้องกัน ก็เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระมัดระวังบ้าง ถ้าสมมติระมัดระวังไปแล้ว แต่ยิ่งระมัดระวังเท่าไร ยิ่งกลัวเท่าไร ยิ่งมีการป้องกันมากขึ้น ก็เลยกลายเป็นเรื่องของความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ผมคิดในประเด็นนี้ที่ว่าวุ่นวาย ก็เลยกลายเป็นว่า เอ๊ะทำไม
ท่านอาจารย์ หมออาจจะวุ่นวายเกี่ยวกับสุขภาพของหมอ แล้วคุณสุกลวุ่นวายเรื่องอะไร
ผู้ฟัง ไปวุ่นวายเรื่องของคุณหมอ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นใช่ไหมว่า แต่ละคนก็มีความวุ่นวายตามการสะสมว่า ใครจะวุ่นวายอะไร อย่างหมอวุ่นวายตัวหมอ แต่คุณสุกลวุ่นวายคนอื่น
ผู้ฟัง เพราะไปเห็น ทุกเช้าก็เห็น แล้วเวลากลางวันเดินไปด้วยกันที่ไหน ก็เห็นคุณหมอมีความกระตือรือร้น
ท่านอาจารย์ ก็เรื่องของคุณหมอ นี่แสดงให้เห็นถึงการสะสมที่ต่างกันจริงๆ
ผู้ฟัง เมื่อพูดถึงทุกข์จริงๆ ในพุทธศาสนา ไม่ใช่ไปทุกข์เพราะเรื่องของคนอื่น ทุกข์จริงๆ คือทุกข์ที่เกิดจากกาย เช่น อย่างพี่หม่อมที่ได้รับอุบัติเหตุ คือตัวอย่างของทุกข์แท้ๆ ทุกข์ที่เกิดที่กายนั้นเลยใช่ไหม ถ้าคนเห็นไปทุกข์อีก อันนี้ก็เป็นกิเลส
ผู้ฟังอีกคน ทุกข์ที่กายก็เรียกว่า ทุกขทุกขะ
ผู้ฟัง หมายความว่าเป็นสิ่งที่กระทบหรือว่าได้รับกับที่ร่างกาย
ท่านอาจารย์ หมายความว่าทุกข์จริงๆ ทุกข์อื่นไม่ใช่อย่างนี้เลย ทุกข์อื่นเพราะกิเลส ทุกข์อื่นเพราะความแปรปรวนจากความสุขหรือสิ่งที่เราเคยมีแล้วก็พลัดพรากจากไป แต่ว่าทุกข์แท้ๆ ซึ่งทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีกายต้องมีทุกข์กาย เพราะฉะนั้นถ้าเห็นคนที่เขายากจนมาก อาจจะมีสิ่งของเล็กน้อย อยู่บ้านที่เก่าผุพัง แต่ลองคิดถึงพระภิกษุในครั้งพุทธกาลมีน้อยกว่านั้นอีก เราเห็นคนที่เขาอยู่บ้านเก่าผุพัง แต่ท่านอยู่ที่ต้นไม้ โคนไม้บ้าง ภูเขาบ้าง ซอกเขาบ้าง เห็นถ้วย จาน ชามของเขาไม่ค่อยมี แต่พระภิกษุมีบาตรใบเดียว เพราะฉะนั้นแสดงจริงๆ ว่า ทุกข์แท้ๆ ต้องกระทบกาย ตราบใดที่ยังไม่มีทุกข์ซึ่งเกิดจากกาย แต่เราทุกข์เพราะความคิด เราทุกข์เพราะกิเลส เราทุกข์เพราะการไม่สมหวังต่างๆ ที่เราหวัง เพราะฉะนั้นจึงไม่ชื่อว่า ทุกขทุกขะ แต่ถ้าทุกข์ที่กายซึ่งใครๆ ก็หนีไม่พ้น เมื่อมีกายต้องมีทุกข์ เดี๋ยวทุกข์โรคตา เดี๋ยวทุกข์โรคหู เดี๋ยวทุกโรคอะไรก็แล้วแต่ คือที่กาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทุกขทุกขะ อันนี้ก็คงจะไม่ยาก เพราะว่าเป็นทุกข์จริงๆ คุณเยาว์หิวเป็นทุกขทุกขะหรือไม่
ผู้ฟัง คงจะใช่ เพราะว่าเป็นทางกาย
ท่านอาจารย์ เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้ฟัง หลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าหิวมากๆ ก็คงจะแสบท้อง แล้วอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นโรคกระเพาะเป็นต้น กลัวไหม ทุกขทุกขะ
ผู้ฟัง ไม่กลัว เพราะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คือว่าถ้ามีวิบากก็จะต้องเจ็บ แล้วที่จริง เจ็บก็เจ็บชั่วขณะแสนจะสั้น
ท่านอาจารย์ ทรงแสดงตามลักษณะจริงๆ ว่า แม้แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ มีลักษณะอย่างเดียวคือ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น จำไม่ได้ จิตจะรู้สึกไม่ได้ จะเป็นความขยันไม่ได้ เป็นสติไม่ได้ เป็นปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าสมมติเวลาที่จะแยกสภาพของสิ่งที่มีจริงในโลกนี้ออกเป็นสองอย่าง จะมีรูปธรรมอย่างหนึ่ง นี้กันไว้เลยว่าเราต้องมีความมั่นใจจริงๆ ว่า ที่ใช้คำว่า รูปธรรม หมายความถึงสิ่งที่มี แต่สิ่งนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรเลย แต่ถ้ายังไม่เข้าใจรูปชัดเจน เราจะไปเข้าใจนามธรรมหรือจิตยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอถามว่า เสียงเป็นอะไร
ผู้ฟัง เสียง
ท่านอาจารย์ ในจิต เจตสิก รูป นิพพาน เสียงเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นจิต
ท่านอาจารย์ อันนี้แสดงว่าจะต้องเข้าใจใหม่ เสียงไม่รู้อะไรเลย เสียงเกิดขึ้นเพราะมีของแข็งกระทบกัน เมื่อไรเมื่อนั้น เสียงก็เกิด เช่น คำพูดก็ต้องมีฐานที่ตั้งของเสียง ลิ้นกระทบกับเพดานหรือกระทบส่วนหนึ่งส่วนใด ทำให้มีเสียงเกิดขึ้น อะไรก็ตามซึ่งเป็นของแข็งกระทบกันเป็นปัจจัยให้เสียงเกิดขึ้น ใครจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม แต่เสียงไม่สามารถจะได้ยิน เสียงไม่สามารถจะรู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น รูปธรรมไม่ได้หมายความถึงเฉพาะสิ่งที่เรามองเห็น อะไรก็ตามทั้งหมดที่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น สิ่งนั้นเป็นรูป ต้องแยกนามกับรูป หรือจิตกับรูปนี้ออกก่อน ตกลงว่าเสียงเป็นอะไร เป็นรูป ไม่ใช่จิต เพราะเสียงไม่รู้อะไร แล้วกลิ่นเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นรูป
ท่านอาจารย์ กลิ่นเป็นรูป รสเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นรูป
ท่านอาจารย์ รสเป็นรูป เห็นไหมว่าไตร่ตรองพิจารณาเพื่อเข้าใจ การฟังถ้าฟังแล้วผ่าน เราจะไม่รู้เรื่องตามๆ เขาไป เขาบอกว่ารูปก็รูป เขาบอกว่านามก็นาม แต่นั่นจะไม่ได้ประโยชน์ ประโยชน์คือฟังแล้ว เราคิดของเราเอง และการถูกถามจะทำให้เราเข้าใจขึ้น เช่น เย็นเป็นอะไร เมื่อครู่นี้เสียงเป็นรูป ไม่รู้อะไรเลย เสียงไม่ได้ยิน กลิ่นก็เป็นรูป กลิ่นไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้กลิ่นอะไรทั้งหมด เป็นตัวกลิ่น ทีนี้เย็นเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นรูปเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าไม่รู้อะไรเลย
ท่านอาจารย์ สภาพเย็นมีจริงๆ แต่ความรู้สึกว่าเย็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจับน้ำแข็ง ตัวน้ำแข็งเย็น แต่เรารู้สึกเย็นเพราะเราจับน้ำแข็ง เวลาที่จับน้ำแข็งแล้วถึงจะรู้สึกเย็น ถ้าเราไม่จับน้ำแข็งจะรู้สึกเย็นไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราไปรู้ลักษณะที่เย็น สภาพที่รู้ ลักษณะที่รู้คือจิต แต่ตัวสภาพเย็นไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นใกล้เคียงกันอยู่ตลอดเวลา คือเวลาที่มีจิตจะต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ ทางภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออารมณ์ อันนี้ก็ต่างกับภาษาไทย เพราะว่าภาษาไทย คำว่า อารมณ์ ไปใช้ปลายเหตุ เช่น วันนี้อารมณ์ดี หมายความว่าเราต้องเห็นสิ่งดีๆ ได้ยินเสียงดีๆ ได้กลิ่นดีๆ อารมณ์ถึงจะดี แต่ว่าอารมณ์ที่แท้จริงหมายความถึงอะไรก็ตามที่จิตรู้ เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าตรัสและทรงแสดงจะไม่เปลี่ยน แม้แต่คำว่า อาลัมพนะ หรือ อารัมมณะ ใช้ได้สองอย่าง หมายความถึงสิ่งที่ถูกจิตรู้ เมื่อมีจิต จะไม่มีอารมณ์ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เวลาที่มีอารมณ์จะไม่มีจิตรู้ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เหมือนกัน เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เป็นอารมณ์หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น แต่เสียงที่กำลังถูกจิตได้ยิน เสียงนั้นเป็นอารมณ์ของจิต เพราะว่าจิตรู้ได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรเลยซึ่งจิตจะรู้ไม่ได้ แม้แต่นิพพานจิตก็รู้ได้ ถ้าจิตไม่รู้นิพพาน ดับกิเลสไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่เราใช้คำว่า พระอริยเจ้า พระอริยบุคคล พระโสดาบัน พระอรหันต์ หมายความถึงจิตที่ประกอบด้วยปัญญา ที่สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน แล้วดับกิเลส ถ้าไม่ประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานแล้ว ดับกิเลสไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจิตรู้นิพพานไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงรู้นิพพานไม่ได้ ทรงแสดงไม่ได้ว่ามีนิพพาน แต่เพราะเหตุว่านิพพานเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วใครจะรู้สิ่งที่มีจริง ก็ต้องเป็นจิตที่รู้ เพราะฉะนั้น จิตสามารถที่จะรู้จิตก็ได้ จิตสามารถจะรู้เจตสิกก็ได้ จิตสามารถจะรู้รูปก็ได้ จิตสามารถจะรู้นิพพานก็ได้ จิตสามารถจะรู้ชื่อ รู้คำ รู้เรื่องราว รู้ความหมายก็ได้ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีคุณเยาว์ มีจิตซึ่งรู้ทุกอย่างจนกระทั่งขณะนี้ ทุกภพทุกชาติ นี้คือจิต แล้วก็มีอารมณ์ซึ่งถูกจิตรู้ ถ้าเกิดอาการคันเป็นคุณเยาว์หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น เพราะใครก็คันได้ทั้งหมด เวลาลักษณะคันเกิดขึ้นก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้นใช่ไหม เพราะฉะนั้น คันก็คือคัน เจ็บก็คือเจ็บ เป็นทุกขทุกขะ เป็นทุกข์กายชนิดหนึ่ง ซึ่งพิจารณาจริงๆ แล้วก็คือว่า ต้องมีเหตุปัจจัยทำให้สภาพคันก็ดี เจ็บก็ดี เมื่อยก็ดี ปวดก็ดี เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ซึ่งไม่เป็นของใครเลย เกิดกับสุนัข สุนัขก็ปวดได้ เจ็บได้ คันได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ลักษณะที่คันนั้นก็คือปรมัตถธรรม เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม คัน ปวด เจ็บ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม เป็นนามธรรม เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานเฉพาะเห็น เฉพาะได้ยิน จิตไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่จำ ไม่อะไรเลยสักอย่างเดียว นี้คือลักษณะที่ต่างกันของจิตกับเจตสิก เพราะฉะนั้น เราจะทราบว่าต้องแยกจริงๆ ว่า จิตไม่ใช่เจตสิก มิฉะนั้นแล้วจะไม่ทรงแสดงว่า มีสภาพนามธรรม ๒ อย่างคือจิต เจตสิก เพราะใครเลยจะรู้ว่า จิตขณะหนึ่งที่เกิดขึ้น บางประเภทมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ อย่าง บางประเภทมีเจตสิกเกิดด้วย ๑๐ อย่าง บางประเภทมีเจตสิกเกิดด้วย ๑๑ อย่าง ๑๓ อย่าง ๒๐ กว่าอย่าง ๓๐ กว่าอย่าง ตามประเภทของจิตนั้นๆ แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราศึกษาโดยละเอียด พิจารณาถ่องแท้ ยิ่งเข้าใจในความไม่ใช่เรา เพราะแต่ละขณะมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องทราบปรมัตถธรรม ๔ และต้องรู้ความต่างกันของจิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่นิพพานยังไม่ต้องกล่าวถึง เฉพาะเพียงจิต เจตสิก รูป เพราะอะไรยังไม่กล่าวถึง เพราะว่ามีจิต เจตสิก รูป ตลอดเวลา ซึ่งควรจะรู้และเข้าใจก่อน ถ้ายังไม่เข้าใจจิต เจตสิก รูป ปัญญาขั้นนี้ไม่มี แล้วปัญญาที่จะไปรู้แจ้งนิพพานมีไม่ได้เลย ง่วงเป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ ง่วง เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เจตสิก คือถ้าไม่ใช่สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เฉพาะ ลักษณะอื่นทั้งหมดที่บอกว่า ง่วง ขยัน ท้อแท้ มีเมตตากรุณา โกรธ ฯลฯ คือ เจตสิกทั้งหมด ซึ่งเจตสิกจะเกิดกับจิตเท่านั้น จะไม่เกิดกับสภาพธรรมอื่นเลย เกิดกับรูปไม่ได้เลย รูปไม่มีทั้งจิตและเจตสิก เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันแยกกันไม่ได้ เพราะว่าไม่มีสภาพธรรมสักอย่างหนึ่งซึ่งเกิดตามลำพังโดยไม่มีการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น จิตต้องอาศัยเจตสิกเกิดขึ้น เจตสิกก็อาศัยจิตเกิดขึ้น และเกิดพร้อมกันทุกครั้ง ถ้ามีคนถามคุณเยาว์ว่า จิตนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไร คุณเยาว์ตอบได้ว่า ยังไม่ทราบ แต่ต้องมี คือยังไม่ทราบก็จริง เพราะเรายังไม่ได้เรียน แต่ต้องมี คือสิ่งใดที่เราทราบ เราต้องมีความมั่นใจ เข้าใจ มั่นคงอย่างถูกต้องว่า ต่อไปนี้เรารู้แล้วว่า ถ้าที่ใดมีจิตที่นั่นต้องมีเจตสิก ที่ใดมีเจตสิกที่นั่นก็ต้องมีจิต จิตไม่ใช่เจตสิก วันนี้ก็ได้ปรมัตถธรรม ๔ แต่ว่าต้องมีตัวอย่าง ต้องคิด ต้องทบทวน ไม่อย่างนั้นแล้วก็เหมือนเข้าใจ แต่เหมือนเข้าใจ พอจริงๆ แล้วเข้าใจเพียงใด จะต้องมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก
ผู้ฟัง คิดว่าเมตตากับเสน่หาใกล้เคียงกัน และสำหรับการทำอะไรก็ตามกับตัวเอง คิดว่ามันก็คงจะไม่ใช่เมตตาแน่ ก็คงจะเป็นเสน่หากับตัวเองมากกว่า
ท่านอาจารย์ คือจริงๆ แล้วมีหรือไม่ในพระไตรปิฎกที่ว่า เมตตาตนเอง คือคนชอบพูด แต่เวลาที่ใครจะพูดก็ตาม เราต้องพิจารณาว่าเป็นไปได้ไหม เป็นความจริงหรือไม่ มีกล่าวไว้อย่างไร เขาก็จะอ้างตอนแผ่เมตตา แต่จะต้องเข้าใจจริงๆ ว่าเวลาที่แผ่เมตตา บางคนไม่สามารถจะเกิดเมตตาทันทีได้ เพราะว่าไม่ได้สะสมมาที่จะมีเมตตา ต้องคิดก่อน เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องตรง เรื่องจริง เวลาที่เราฟังแม้แต่คนพูด อย่าเพิ่งเชื่อ พระไตรปิฎกกล่าวอย่างนี้ ต้องพิจารณาว่า อรรถความหมายจริงๆ คืออะไร คือให้ตนเองเป็นพยานให้นึกขึ้นได้ว่า นี้คือเมตตาจะต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นความที่เรารักตัวเรา และเราก็ให้เขา เพราะฉะนั้น ธรรมนี้เป็นเรื่องตรง เรื่องตรงที่ว่าถึงใครจะว่าเราเมตตา แต่จริงๆ ขณะนั้นเรามีเมตตาเพียงใด ระดับใด หรือว่าเมตตาจริงแท้หรือไม่ เมตตาที่จริงแท้ จะต้องหมายความว่า เสมอกัน ถ้ายังมีเหลื่อมล้ำสักนิดหนึ่ง ก็ไม่ใช่เมตตาแท้ๆ แล้ว เช่น อย่างลูกเรากับลูกเขาใช่ไหม ถ้าเมตตาที่แผ่กว้างจริงๆ อันนี้จะเสมอกัน
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเครื่องเตือนเราทุกกรณีให้ละเอียดขึ้นให้รู้ว่า เมตตาเท่านี้พอไหม หรือว่าเมตตาได้ระดับใด แต่ว่าเมตตากับตนเอง อย่าใช้เลย คำว่า เมตตา แปลว่า มิตร หรือเพื่อน หรือไมตรี ก็คือต้องมีคนที่เราจะต้องมีไมตรีกับเขา คือไม่ใช่เป็นศัตรู ตรงกันข้ามกับศัตรูเลย เช่น โกรธ เราบอกว่า เราโกรธตนเอง คล้ายๆ ต้องมีตัวอีกตัวหนึ่งที่ทำไม่ดี แต่จริงๆ ไม่ใช่โกรธตนเอง จริงๆ แล้วรักตนเอง และความรักเป็นเหตุให้เราไม่พอใจ แต่ไม่พอใจไม่ได้หมายความว่า มีตัวอีกตัวหนึ่งหรืออีกคนหนึ่ง มิตรคือไมตรีต้องเป็นเพื่อนกับคนที่เราคบ แล้วก็จำแนกไปเลยว่า เป็นคนที่รัก หรือคนที่ชัง หรือคนปานกลาง ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าต่างระดับกัน