วิบากแต่ละประเภทให้ผลตามภูมิ


    สุรีย์    ดิฉันก็ยังมีหนี้ทางใจอยู่นิดหนึ่ง ที่จะเรียนถามอาจารย์ว่า ทำไมเราถึงออกมาชัดว่า อันนี้มันเป็นกุศล ไม่ใช่อกุศล เช่น คุณกฤษณายกปัญหาขึ้นมาก็น่าฟังว่า กุศลกับโลภ โดยเฉพาะเมตตากับโลภมันใกล้กัน ทำไมเราถึงนอกจากเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น

                สุ.       โดยขั้นปริยัติ เราต้องเรียนเรื่องเจตสิก เพราะเหตุว่าจะมีเจตสิกซึ่งแบ่ง เป็นโสภณเจตสิก เจตสิกฝ่ายดี ซึ่งจะไม่เกิดกับอกุศลจิตเลย แล้วก็มีอกุศลเจตสิกซึ่งจะต้องเกิดกับอกุศลจิตเท่านั้น จะไม่เกิดกับจิตประเภทอื่นเลย

                ถาม    ก่อนที่ยังไม่ได้ฟังธรรม คิดว่าตัวเรานี่แหละชาติหนึ่ง เกิดมาก็ตั้งแต่เกิดจนตายนี่ก็ชาติหนึ่ง มีชาติเดียวเท่านั้น แต่เมื่อฟังธรรมทำให้มองว่า  คนเราเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นพระอริยเจ้าก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ อยู่ในชาตินี้แหละ ไม่ต้องตายแล้วไปเกิดเป็นพรหม หมายถึงตอนที่เราเป็นมนุษย์ เราอาจเป็นพรหมได้ เพราะฉะนั้นข้อสรุปเช่นนี้ อาจจะทำให้เราเห็นว่า จิตมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ว่าเนื่องจากว่า เราไม่รู้ เราไม่เคยฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคท่านแสดง เราก็เลยไม่เข้าใจ แต่เมื่อเราเข้าใจแล้ว ทำให้เรายังมีความหวังว่า เราจะเป็นเทวดา เราจะเป็นมนุษย์ หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเป็นพระอรหันต์ มันก็อาจจะอยู่ในชาตินี้ได้ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หรือว่าเป็นไปไม่ได้ กระผมอยากจะขอฟังความเห็นจากท่านอาจารย์ว่า ความเข้าใจเช่นนี้ผิดหรือถูก

                สุ.       อันนี้ต้องทราบชัดในเรื่องของกรรมกับผลของกรรม ถ้าเป็นกรรมซึ่งเป็นไปในเรื่องของทาน ของศีล เป็นไปทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะแล้วละก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้วิบากจิตเกิดขึ้นในกามภูมิ หรือกามาวจรภูมิ ซึ่งต่อไปเราจะทราบว่า จิต จะแบ่งระดับขั้นไป เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่เรายังเป็นกุศลขั้นกามาวจร หมายความว่าเป็นไปในทาน ในศีล ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เราไม่ใช่พรหม แล้วก็ไม่มีเหตุที่จะให้เกิดเป็นพรหม เกิดอีกก็ยังต้องเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในกามภูมิ ๑๑ ภูมิ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้อบรมเหตุที่จะให้เกิดเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลก

         เพราะฉะนั้นต้องทราบว่า การเป็นมนุษย์ เราสามารถจะอบรมเจริญกุศลได้ทุกระดับขั้น จะเจริญกุศลที่จะให้เกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ขั้นหนึ่งขั้นใด ๖ ชั้นก็ได้ หรือว่าจะเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ได้ หรือว่ากรรมที่ทำแล้ว ทั้งๆที่ไม่อยากไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่อยากจะเกิดในนรก ไม่อยากจะเกิดเป็นเปรต ไม่อยากจะเกิดเป็นอสุรกาย แต่เมื่อมีเหตุที่จะให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ต้องเกิด ใครจะไปยับยั้งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นไปตามเหตุ นี่ก็เป็นเรื่องของกามาวจรภูมิ เป็นจิตระดับต้น ยังไม่ได้อบรมจนกระทั่งถึงขั้นกุศลที่สูงและประณีตกว่านี้ แต่ถ้าเราสามารถจะอบรมจิตให้เป็นกุศลยิ่งขึ้น ประณีตกว่านี้ถึงขั้นรูปพรหม ขณะที่รูปาวจรกุศลจิตซึ่งเป็นเหตุ เกิดในภูมิมนุษย์ ยังไม่ได้ให้ผลเป็นพรหมบุคคล เพราะว่ายังเป็นมนุษย์อยู่ ต่อเมื่อไรที่สิ้นชีวิตแล้วก็รูปาวจรกุศลกรรมนั้นเป็นปัจจัยทำให้เป็นปฏิสนธิเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลก นั่นคือผลของรูปาวจรกุศลจิต

         เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าวิบากแต่ละประเภทก็ให้ผลตามภูมิ แม้ว่าเหตุที่จะเป็นพรหมบุคคลได้กระทำแล้วในโลกนี้ คือว่าอบรมเจริญความสงบจนกระทั่งถึงขั้นฌานจิต แต่วิบากที่เป็นรูปาวจรวิบากยังเกิดไม่ได้ ต่อเมื่อใดจุติคือสิ้นชีวิตแล้ว แล้วก็รูปฌานไม่เสื่อม สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดในรูปพรหมภูมิได้ หรือถ้าเป็นอรูปาวจรกุศลจิตก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นอรูปพรหมบุคคลได้

         นี่ก็เป็นระดับขั้นของจิต ซึ่งต้องทราบด้วยว่าการให้ผลของกรรมแต่ละประเภทก็จำกัดภูมิ ว่าสำหรับในภูมิมนุษย์ ภูมิสวรรค์ หรือว่าในอบายภูมิ ซึ่งเป็นกามาวจรภูมินั้น ให้ผลได้แต่เฉพาะกามาวจรวิบาก ยังเป็นพรหมไม่ได้ แต่ว่าเหตุที่จะให้เป็นพรหมบุคคลเป็นได้


    หมายเลข 8968
    13 ก.ย. 2558