ทำไมต้องมีกิริยาจิต


    เรียม  ผมเคยฟังอาจารย์อธิบาย ผมนึกได้ว่า จิต ๒ ดวง กระทำหน้าที่โยนิโสหรือ อโยนิโส ก่อนที่ชวนจิตจะเกิด ถ้าเป็นโยนิโสมนสิการ กุศลชวนะก็เกิดขึ้น ถ้าเป็น อโยนิโสมนสิการ อกุศลชวนะก็เกิด ทีนี้จะเป็นโยนิโสหรืออโยนิโส ก็ไมใช่เราที่จะเป็นหรืออยากจะเป็น ก็เป็น  มันขึ้นอยู่กับสังขารขันธ์ที่สะสมกุศลมากๆ สังขารขันธ์นั้นปรุงแต่งให้เกิดโยนิโส หรืออกุศลสังขารขันธ์ปรุงแต่งให้เกิดอโยนิโสมนสิการ ถูกต้องไหมครับ

    สุ.   ค่ะ ก็ดีที่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะดิฉันเองอยากจะเรียนให้ทราบว่า  เท่าที่ได้บรรยายไปถึงตอนนี้ เป็นการพูดโดยกว้างๆ แต่ถ้าพูดโดยเจาะจงแล้ว ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมกับมโนทวาราวัชชนจิตเลย เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วโยนิโสมนสิการต้องเป็นในขณะที่กุศลจิตเกิด  ไม่ใช่ในขณะที่เป็นมโนทวาราวัชชนะ แต่ถ้าพูดโดยกว้างๆ เราจะใช้คำนั้น เพราะเหตุว่าเป็นชวนปฏิปาทกมนสิการ แต่ถ้าพูดถึงเจตสิกแล้ว ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับมโนทวาราวัชชนจิตเลย แต่ถ้าจะพูดถึงว่า ทุกคนกำลังสงสัยมากว่า แล้วทำไมเราถึงต้องมีกิริยาจิต เพราะเหตุว่ากุศลจิต อกุศลจิต เข้าใจว่าเป็นเหตุ แล้วก็เป็นปัจจัยให้วิบาก คือ กุศลวิบาก อกุศลวิบากเกิด เพราะฉะนั้นกิริยาทำไมถึงต้องมี เรื่องทำไม ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปแก้ไขระบบการเกิดดับสืบต่อกันของจิต เราสามารถเพียงแต่จะเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง ตามเหตุตามปัจจัยว่า สภาพธรรมเป็นอย่างนี้ มีปัจจัยเกิดเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นโดยปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อนันตรปัจจัย กับสมนันตรปัจจัย เราจะเห็นได้ว่าต้องมีจิต ๒ ดวงนี้ เพราะเหตุว่าในขณะที่เป็นภวังคจิตกำลังเกิดดับสืบต่อเป็นวิบาก ให้ทราบว่า การที่วิบากจิตจะเกิดทั้งหมดต้องเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดเป็นผลของกรรมหนึ่งดับไปแล้ว ขณะใดที่ไม่มีการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้ทราบว่าเพราะกรรมยังไม่ให้เรามีการรับผลของกรรมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ยังให้จิตทำภวังคกิจเกิดดับ

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถจะเลือกตามใจชอบว่า เราอยากจะเห็น หรือว่าเราอยากจะได้ยิน หรือเราอยากจะนอนหลับ หรือว่าเราอยากจะตื่น หรือว่าคืนนี้อยากจะหลับสัก ๕ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงแล้วก็ ๘ ชั่วโมงตื่นเช้าสดชื่น เราก็เลือกไม่ได้ เพราะเหตุว่าให้ทราบว่าทั้งหมดเป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้แต่ภวังคจิต ซึ่งไม่ใช่วิถีจิต ไม่มีการรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใดๆเลย เพราะกรรมทำให้เป็นภวังคจิต ตราบจนกว่าเมื่อกรรมหนึ่งกรรมใดหรือกรรมที่ทำให้ปฏิสนธินั่นเองจะเป็นอุปถัมภกกรรม

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมจะทำให้เราเบาใจ สบายใจ คือ ไม่มีตัวตนซึ่งจะไปทำอะไรได้ นอกจากศึกษาให้เข้าใจ แล้วเมื่อเข้าใจแล้วเราก็รู้ว่าทุกอย่างต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่ว่าจะหลับ จะตื่น จะป่วยจะไข้ จะสุขภาพแข็งแรง หรือมีอะไรเกิดขึ้นในแต่ละขณะ เพราะเหตุว่าต้องย่อยชีวิตทั้งชาติออกเป็นชั่วแต่ละขณะจิตเดียวซึ่งเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นการเกิดดับของจิตต้องเป็นไปตามปัจจัยต่างๆ ปัจจัย ๒ ปัจจัยที่กล่าวถึงบ่อยๆ ก็คือ อนันตรปัจจัย กับสมนันตรปัจจัย อนันตรปัจจัยคือจิตและเจตสิกซึ่งเกิดและดับ เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตต่อไปเกิด

    เพราะฉะนั้นจะไม่มีกระแสของจิตซึ่งว่างในแสนโกฏิกัปมาแล้ว ให้ทราบว่าจิตเกิดขึ้นทำงานสืบต่อกันอย่างนี้แหละเหมือนในชาตินี้ ชาติก่อนก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส พอถึงชาตินี้หลังจุติจิตดับไม่นาน แล้วแต่ว่าปฏิสนธิจิตจะเกิดเป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์ที่มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาเท่าไร ก็จะต้องหลังจากนั้นไม่นาน ก็เห็นอีก ได้ยินอีก นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องของจิต ซึ่งไม่ใช่ทำไม แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ว่า นี่เป็นธาตุ คำว่าธาตุ หมายความถึงสิ่งที่มีจริง และสิ่งนั้นก็มีลักษณะของตนซึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้ คือเมื่อเป็นอนันตรปัจจัย ก็คือดับแล้วก็ทำให้จิตเจตสิกเกิดต่อ ซึ่งรูปไม่เป็นอย่างนี้ รูปไม่เป็นอนันตรปัจจัย ต่างกับนามธรรมซึ่งเป็นจิตและเจตสิก รูปเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ที่ก่อตั้งให้รูปเกิด ๑ ประเภท รูปเกิดขึ้นเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปเกิดขึ้นเพราะอุตุเป็นสมุฏฐาน รูปเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นสมุฏฐาน แต่รูปไม่เป็นอนันตรปัจจัยให้รูปเกิด เฉพาะนามธรรม คือ จิตและเจตสิกเท่านั้นที่เป็นอนันตรปัจจัย แล้วการเป็นอนันตรปัจจัยของจิต คือ เมื่อจิตดวงหนึ่งดับไปก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อไป จะเห็นได้ว่าสังสารวัฏไม่หมดสิ้น เพราะเหตุว่ามีปัจจัย จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์ ทุกคนก็เตรียมได้แล้วใช่ไหม ชาติหน้าก็ต้องมีแน่ๆ แล้วจะเกิดที่ไหน จะเห็นอะไร ก็แล้วแต่กรรมที่ได้ทำแล้วทั้งในชาตินี้และในชาติก่อนๆซึ่งเราไม่มีโอกาสจะทราบเลย

    เพราะฉะนั้นถ้าใครบ่นกับเราว่า ฉันทำกรรมดีตลอดชาติ แล้วทำไมฉันไม่ได้รับผลดี ก็แสดงให้ทราบว่า เขาพูดเพราะเหตุว่าเขาไม่ได้คิดถึงกรรมในชาติก่อนๆ โน้น ซึ่งเกิดดับสืบต่อสะสมอยู่ในจิตตลอด จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์

    และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือสมนันตรปัจจัย หมายความว่าการเกิดดับสืบต่อของจิตต้องเป็นไปตามลำดับตามกิจการงานหน้าที่

    เพราะฉะนั้นที่กล่าวถึงปัญจทวาราวัชชนจิตกับมโนทวาราวัชชนจิต นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เพราะ ๒ ปัจจัยนี้ คือ อนันตรปัจจัย และสมนันตรปัจจัย 


    หมายเลข 8970
    13 ก.ย. 2558



    ท่านที่เปิดฟังธรรมจาก LINE แล้วพบปัญหาฟังไม่ต่อเนื่อง ให้คลิกที่ปุ่มเมนูมุมขวาบน แล้วเลือก  Open in other app  สำหรับผู้ใช้ iPhone iPad คลิกที่  Open in Safari