อนัตตาไม่ใช่คำแปล


    อรรณพ     อนัตตาคืออะไร อะไรเป็นอนัตตา ทำไมจึงไม่เข้าใจความเป็นอนัตตา และจะค่อยๆเข้าใจความเป็นอนัตตาได้อย่างไร จากการสนทนาธรรมที่ รพ. พระมงกุฎเกล้า 5 ธ.ค. 2554

    ส.     อนัตตาหมายถึงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มีลักษณะเฉพาะแต่ละลักษณะ การศึกษาธรรมะ ถ้าเข้าใจในภาษาที่เราใช้อยู่ ก็สามารถทำให้เข้าใจจริงๆ ไม่ไปติดอยู่ที่คำ

         เพราะฉะนั้น วันนี้คงจะเป็นวันแรกสำหรับหลายๆท่านที่เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริง น่าสนใจไหมคะ ไม่ใช่สิ่งอื่น สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เป็นจริงในขณะนี้ ใครทำให้เกิดขึ้น ถ้าเราใช้คำว่า “อนัตตา” แล้วไปอธิบายความหมายของอนัตตา แต่เดี๋ยวนี้กำลังเห็น ใครทำให้เกิดขึ้น อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วก็เป็นใครหรือเปล่า เพราะว่าเห็นเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีก แล้วหมดไปเลย เพราะฉะนั้น จะเป็นใคร

         เพราะฉะนั้น แทนที่จะใช้คำแปลของคำว่า “อนัตตา” ก็ให้เข้าใจจริงๆในสภาพธรรมะที่มีตามความเป็นจริงว่า เดี๋ยวนี้มีได้ยิน หมดแล้ว เป็นเราหรือเปล่า เป็นใครหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ก็คืออนัตตา โดยใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย แต่ถ้าจะเป็นภาษาที่เราใช้ประจำวัน ก็จะทำให้เริ่มเข้าใจว่า เรากำลังฟังอะไร เพื่ออะไร มีสิ่งที่มีจริงขณะนี้ ฟังเพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพราะเหตุว่าเราไม่สามารถเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ แน่นอนค่ะ ไม่เคยคิดเลยว่า ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆในขณะนี้เป็นอย่างไร

         ได้ยินคำว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” สัมมาสัมพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง แล้วก็สอนให้คนอื่นได้เข้าใจถูก ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงด้วย

         เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเริ่มศึกษาหรือเข้าใจธรรมะในภาษาไทย ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่มีจริงเพียงเท่านี้ บางคนก็ยังไม่รู้ว่าอะไรมีจริง แม้จะบอกว่า ขณะนี้เห็นมีจริงๆ ในขณะที่เห็น มีอย่างอื่นหรือเปล่า กำลังเห็น มีได้ยินไหม มีคิดนึกไหม มีกลิ่นไหม ไม่มีเลย

         เพราะฉะนั้น ในขณะที่เห็นซึ่งกำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เป็นสิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อจะรู้ความจริง แล้วก็ทรงแสดงพระธรรมคือความจริงเพื่อให้คนอื่นเกิดปัญญา มีความเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริง โดยแม้จะใช้คำว่า “อนัตตา” ก็เป็นการแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆในขณะนี้ว่า แท้ที่จริงแล้วขณะนี้ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นมาเป็นบุคคลนี้ได้เลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาว่า จะเลือกเกิดเป็นใคร จะเกิดที่ไหน จะเกิดกับมารดาบิดาชื่ออะไร มีพี่น้องกี่คน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย

         นี่ก็อีกความหมายหนึ่งของคำว่า “อนัตตา” สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใคร และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วสิ่งที่มีจริง ทำไมคนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ แม้พระโพธิสัตว์ก็ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมี ถ้าเป็นผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญาก็ถึง 4 อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่ชาติ ไม่ใช่ปี ไม่ใช่เดือน ไม่ใช่วัน เพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆในขณะนี้

         แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังมีจริงๆในขณะนี้ ลึกซึ้ง และรู้ยาก เพราะเหตุว่าเพียงปรากฏชั่วคราวและแสนสั้น แล้วก็หายไป ไม่กลับมาอีกเลย แต่ก็มีสภาพธรรมะซึ่งเกิดดับสืบต่อตั้งแต่ขณะที่เกิดจนถึงขณะนี้มากมายนับไม่ถ้วน ล้วนแต่เป็นสภาพธรรมะซึ่งไม่มีใครสามารถบันดาลได้ แต่มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

         เพราะฉะนั้น ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงๆ ต้องอาศัยการฟัง แล้วก็เห็นประโยชน์ว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย มีจริงๆ คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งแน่นอน เห็นก็มีจริงๆ แล้วก็หมดไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้รู้ความจริงของทั้งเห็นและสิ่งที่ปรากฏ

         เพราะที่กล่าวว่ามีชีวิตอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็จะไม่พ้นจากเกิดแล้วก็ต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกทั้งวัน ไม่ได้มีอะไรที่ต่างหากพิเศษไปจากนี้เลย แต่ก็ไม่รู้ความจริง ไม่รู้ก็คืออวิชชา ถ้าถามว่า อวิชชาอยู่ที่ไหน เมื่อไร ก็คือในขณะที่มีสภาพธรรมะที่มีจริงๆ กำลังปรากฏ แล้วไม่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมะนั้น

         เพราะฉะนั้น แต่ละคำจะสอดคล้องกันว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ที่มีจริง แล้วทรงแสดงความจริงว่า สิ่งที่มีจริงนี้ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เกิดดับ จนกว่าจะถึงกาลเวลาที่จากโลกนี้ไป ก็จะมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีก แล้วก็เห็นอีก ได้ยินอีก แล้วก็ไม่รู้ต่อไปอีก


    หมายเลข 8858
    ปรับปรุง 4 ก.ย. 2558