จนกว่าจะไม่ยึดถือว่าเป็นเรา ๒


         อย่างเวลาที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มีแต่สีดำกับสีขาว ถูกไหมคะ ไม่มีคนสักคนในนั้น หรือถ้าจะเป็นรูปภาพ รูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ เราก็บอกได้ว่า นี่ไมเคิล แจ็คสัน หรือนั่นใครก็ตามแต่  แต่จริงๆไม่มีคนนั้นเลยในหนังสือพิมพ์ มีแต่สีดำสีขาว แล้วเราก็คิดเอาว่า สีดำสีขาวนั้นเป็นน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรี หรือเป็นประเทศนั้นประเทศนี้ เหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ก็เป็นเพียงสีที่ปรากฏ แต่ความจำของเราเหมือนเราอ่านหนังสือ คือ เห็นสีนี้ปุ๊บ เรารู้ว่าเป็นใคร ชื่ออะไร เหมือนกับเราเห็นตัวหนังสือ ทันทีเราก็จำได้เลยว่า นี่เป็นภาษาอะไร เป็นเรื่องอะไร

         เพราะฉะนั้นให้ทราบความต่างกัน เห็น คือ เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา นี่คือความจริง และหลังจากนั้นจึงเกิดการคิดนึกขึ้น ถ้าอย่างสัตว์เห็นหนังสือพิมพ์ จะรู้อย่างเราไหมคะ เรื่องในหนังสือพิมพ์นี่ไม่รู้แน่ แต่ว่าเห็นมี แล้วก็เห็นเหมือนกันด้วย เราเห็นอย่างไร สัตว์ก็เห็นอย่างนั้น แต่หลังจากที่เราเห็นแล้ว เราอ่าน คือ เรานึกถึงแต่ละคำแล้วก็รู้เรื่องด้วย แต่สัตว์เห็นแล้วอ่านไม่ได้    เพราะฉะนั้นก็ไม่มีความคิดนึกเรื่องสิ่งที่เราสามารถนึกต่อหลังจากที่เห็นหนังสือพิมพ์

         เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร ตัวดำๆขาวๆ พวกนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วเราก็คิดนึกเป็นเรื่องเป็นราวฉันใด ทางตาที่กำลังเห็นเป็นสีสันต่างๆ เราก็นึกเป็นโรงพยาบาล เป็นไฟฟ้า เป็นอะไรต่างๆ แต่ว่าเห็นต้องมี

         นี่คือการที่จะรู้ว่า ไม่มีตัวตน คือ มีแต่สภาพเห็น แล้วก็มีการคิดนึก การคิดนึกก็จริง เห็นก็จริง เวลาที่เห็นแล้วคิด บางครั้งก็คิดเป็นสุข บางครั้งก็คิดเป็นทุกข์ อย่างดูรูปในหนังสือพิมพ์ เป็นรูปที่น่าสงสาร ใจของเราก็ไม่สบาย คนนี้ไม่มีขา ๒ ข้าง กำลังเดือดร้อนยากจน ต้องทำงานเลี้ยงแม่ เรามองดูแล้วก็คิดนึกไปต่างๆนานา เพราะฉะนั้นในขณะที่คิดให้ทราบว่า มีความรู้สึกด้วย เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทุกครั้ง

         นี่แสดงให้เห็นว่ามีสภาพธรรมในชีวิตประจำวันของเราเยอะแยะซึ่งเราไม่เคยรู้ และเข้าใจผิด ยึดถือสภาพธรรมแต่ละอย่างนั้นว่าเป็นเรา กำลังเห็นก็ว่าเป็นเรา กำลังเป็นสุขเป็นทุกข์เพราะนึกถึงเรื่องที่เห็นก็ว่าเป็นเราอีก พอจบเรื่องเห็น มาถึงเรื่องได้ยิน ใครมาเล่าเรื่องที่น่าสงสารมาให้เราฟัง เราก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เพราะการได้ยินนั้นต่อไปอีก

         นี่ก็แสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งๆ สุขทุกข์ของเราเกิดจากทางตา เห็น ทางหู ได้ยิน ทางจมูก ได้กลิ่น ทางลิ้น ลิ้มรส ทางกาย กระทบสัมผัส ทางใจ คิดนึก ทุกวันเป็นอย่างนี้ แต่ละวันๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลยว่า ขณะต่อไปจะสุขหรือจะทุกข์ ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางกาย หรือทางใจ

         นี่คืออนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เพราะเหตุว่าแต่ละขณะนั้นต้องเกิดขึ้น ที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้ ไม่มีใครต้องการความทุกข์  ไม่มีใครต้องการอุบัติเหตุ ไม่มีใครต้องการสูญเสียส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย แต่สิ่งใดที่ต้องเกิดก็เกิดตามเหตุตามปัจจัย เลือกไม่ได้ว่า จะให้เป็นคนนี้ ไม่เป็นคนนั้น ก็ไม่ได้ แล้วแต่

         นี่แสดงถึงความเป็นอนัตตา แล้วก็เป็นธรรมด้วย สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง แล้วก็เกิดจากการเห็นบ้าง การได้ยินบ้างในวันหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้เป็นอย่างนี้ คืนนี้หลับไป พรุ่งนี้เหมือนเดิมอีก ตื่นขึ้นมาเห็นอีก ได้ยินอีก สุขอีก ทุกข์อีก ทางตาอีก หูอีก จมูกอีก ลิ้นอีก กายอีก แล้วก็จบไปอีกวันหนึ่ง แล้วก็ตื่นขึ้นมาอีก ก็เหมือนเดิมอีก ก็อยู่อย่างนี้ค่ะ เมื่อไรจะพ้นจริงๆ ที่จะไม่ยึดถือว่า เป็นเรา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ


    หมายเลข 8080
    ปรับปรุง 6 ก.ย. 2558