เหตุเกิดแห่งทิฏฐิ

     ซึ่งในวันนี้ก็จะขอกล่าวถึง เหตุเกิดแห่งทิฏฐิ แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุเกิดแห่งทิฏฐิ ก็ขอทวนลักษณะของทิฏฐิที่ว่า มิจฉาทิฏฐินั้น

     อโยนิโส อภินิเวส ลกฺขณา มีความยึดมั่นโดยอุบายอันไม่แยบคาย เป็นลักษณะ

     ขณะใดก็ตามมีความเห็น มีการเชื่อมั่นในความเห็น แต่ความเห็นนั้นขาดการพิจารณาโดยแยบคาย โดยถูกต้อง ในขณะนั้นต้องพิจารณาให้ทราบว่า เป็นความเห็นผิดอย่างหนึ่งอย่างใดหรือเปล่า เวลาที่เกิดความยึดถือชนิดหนึ่งชนิดใดขึ้น

     ปรามาส รสา มีความยึดถือไปด้านอื่น ล่วงเลยธรรมโดยสภาวะ เป็นรสะ คือเป็นกิจ 

     แทนที่จะเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็กลับมีความยึดถือไปด้านอื่นล่วงเลยธรรมโดยสภาวะ เป็นกิจ

     มิจฺฉาภินิเวส ปจฺจุปฏฺฐานา มีความยึดมั่นอย่างผิดๆ เป็นปัจจุปัฏฐาน คือ เป็นอาการที่ปรากฏ

     อริยานํ อทสฺสนกามตาทิ ปทฏฺฐานา มีการไม่อยากเห็นพระอริยะทั้งหลายเป็นต้น เป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเป็นโทษอย่างยิ่ง

     ซึ่งบางท่านก็อาจจะแย้งว่า คงจะไม่มีใครที่ไม่อยากเห็นพระอริยบุคคล เพราะชื่อว่าพระอริยบุคคลแล้ว โดยเฉพาะพระอรหันต์ ก็มีผู้อยากเห็นจริงๆ แต่การที่จะเห็นพระอรหันต์ หรือไม่เห็น ไม่ใช่ด้วยจักขุ คือ ด้วยตา เพราะเหตุว่าตาสามารถที่จะเห็นเพียงวัณณะ หรือสีสันต่างๆ ตาไม่สามารถจะเห็นความเป็นพระอรหันต์ ตาไม่สามารถจะเห็นคุณธรรมของผู้ที่ดับกิเลสหมดด้วยการอบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้

     เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีพระอรหันต์ แต่ว่าผู้นั้นไม่รู้เหตุที่จะให้บุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้นั้นก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า บุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ ฉันใด ในยุคนี้ ในสมัยนี้ ถ้าผู้ใดเพียงอยากจะเห็นพระอรหันต์ด้วยจักขุปสาท คือ เพียงอยากจะเห็นว่า ใครที่ไหน รูปร่างหน้าตาอย่างไร เป็นพระอรหันต์ ย่อมไม่สามารถที่จะเห็นได้ เพราะเหตุว่าไม่รู้คุณธรรมและเหตุที่จะให้บรรลุเป็นพระอรหันต์

     เพราะฉะนั้นการที่จะไม่มีความเห็นผิด ก็ต้องเป็นผู้ที่อยากเห็นพระอริยะทั้งหลายด้วยปัญญา คือ ด้วยการรู้จริงๆว่า เหตุของข้อประพฤติปฏิบัติอย่างไร จะทำให้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าคนหนึ่งคนใดเป็นพระอรหันต์ แต่ไม่เข้าใจหนทางปฏิบัติที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์เลย แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า บุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์ หรือว่าแม้แต่ตัวท่านเอง ซึ่งเห็นเพียงวัณณะ คือ เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็จะรู้ได้อย่างไรว่า บุคคลนั้นเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่

     เพราะฉะนั้นการที่เป็นบุคคลที่อยากเห็นพระอริยะจริงๆ ก็คือจะต้องเป็นผู้ที่ศึกษาจนกระทั่งเข้าใจในข้อประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้บุคคลนั้นสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยเจ้า เป็นโสดาบันบุคคล เป็นพระสกทาคามีบุคคล เป็นพระอนาคามีบุคคล เป็นพระอรหันต์

     เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เข้าใจข้อประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้บุคคลใดเป็นพระอริยบุคคล ก็อย่าเพิ่งอยากจะเห็นพระอริยเจ้า เพราะว่าไม่มีโอกาสที่จะเห็น และไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจได้ด้วย ว่าการเป็นพระอริยบุคคลนั้นเป็นได้อย่างไร

     ซึ่งข้อความในอัฏฐสาลินี มีว่า

     อริยานํ อทสฺสนกามตาทิ ปทฏฺฐานา มีการไม่อยากเห็นพระอริยะทั้งหลาย เป็นต้น เป็นปทัฏฐาน

     พึงเห็นว่า เป็นโทษอย่างยิ่ง

     คือ การที่จะไม่ศึกษาให้รู้ข้อประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้พระอริยบุคคลได้ เป็นการไม่อยากเห็นพระอริยะ ซึ่งเป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเข้าใจผิด และคิดว่าบุคคลนั้นๆ เป็นพระอรหันต์ โดยที่บุคคลนั้นๆ ไม่ใช่พระอรหันต์

     ซึ่งสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่พิจารณาจริงๆให้แยบคายให้ละเอียด ก็ยากที่จะรู้ได้ว่า ท่านเกี่ยวข้อง เนื่องอยู่ในความเห็นผิดประการหนึ่งประการใดหรือไม่ ซึ่งความเห็นผิดนี้เป็นโทษ เป็นอันตรายมาก เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะทำให้สามารถดับกิเลสถึงความเป็นพระอริยบุคคล

     สำหรับธรรมทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นต้องมีเหตุ มีปัจจัย ด้วยเหตุนี้แม้ทิฏฐิ ความเห็นผิด ก็จะต้องมีเหตุ ที่จะให้เกิดขึ้น

     ซึ่งข้อความในอัฏฐสาลินี ได้แสดงเหตุให้เกิดทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด มีข้อความว่า

     พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งความเห็นผิด กล่าวคือ ทิฏฐิคตะ นี้ ด้วยเหตุมีอาทิอย่างนี้

      อาทิ คือ เป็นต้น คือ ยกเหตุประการสำคัญ คือ

     อสทฺธมฺมสวนํ การฟังแต่อสัทธรรม

     บางท่านก็อยากที่จะฟังธรรม แต่ธรรมที่ฟังเป็นอสัทธรรม ไม่ใช่เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ และทรงแสดงไว้โดยละเอียด โดยลึกซึ้ง ที่จะต้องอาศัยการพิจารณาโดยแยบคาย โดยรอบคอบจริงๆ บางท่านกล่าวว่า ขอฟังธรรมสัก ๕ นาที ๑๐ นาที แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่เพื่อจะทรงแสดงธรรมเพียง ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที แต่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา จนกระทั่งถึงกาลใกล้ที่จะปรินิพพาน เพราะเห็นว่าธรรมจะเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ หลังจากที่พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว

     เพราะฉะนั้นก็จะต้องพิจารณาจริงๆว่า ธรรมใดก็ตามที่ฟังเพียง ๕ นาที ๑๐ นาที จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จะทำให้สามารถรู้ทั่วถึงในธรรมซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงมีพระมหากรุณาแสดงแก่สัตว์โลกได้หรือไม่ ถ้าเพียงแต่จะฟัง ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที เท่านั้น แต่ว่าผู้ที่ได้ฟังพระธรรมแล้วจะทราบได้ว่า ต้องฟังตลอดชีวิต และไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว


หัวข้อหมายเลข  7836
ปรับปรุง  22 ส.ค. 2558