อุเบกขาบารมี
อุเบกขาบารมี ถ้าไม่เป็นผู้ที่มีปกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน ก็ยากที่จะไม่หวั่นไหวไปด้วยความรัก ความชัง แล้วก็จิตใจจะไม่สงบ เพราะเหตุว่า ย่อมกระทบกระทั่งกับอารมณ์ภายนอก แล้วเกิดความเศร้าโศกเสียใจ ความหม่นหมองใจต่างๆ แล้วแต่อารมณ์ที่ปรากฏนั้น จะเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะฉะนั้นถ้าไม่สามารถที่จะเกื้อกูล สงเคราะห์บุคคลอื่น ซึ่งเป็นเมตตาหรือกรุณา ในขณะนั้นก็ต้องระวังสภาพของจิตไม่ให้เศร้าหมอง เพราะเหตุว่า ความเศร้าหมองของจิตเป็นอกุศล ขณะนั้นขาดอุเบกขาบารมี
ในวันหนึ่งๆ ถ้าสังเกตสภาพของจิตโดยละเอียด คือ สติที่ระลึกได้ จะรู้ว่าขณะนั้นจิตเศร้าหมองหรือไม่ ด้วยความรัก หรือด้วยความชัง ถ้าเป็นวงศ์ญาติมิตรสหายที่รัก ที่พอใจ ในขณะนั้นไม่ใช่อุเบกขา เกิดความรัก เกิดความพอใจขึ้น ถ้าเห็นบุคคลซึ่งไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ และก็ไม่ระลึกรู้ลักษณะสภาพของจิตในขณะนั้น ก็จะไม่รู้ว่า ในขณะนั้นมีสภาพของความชัง ความไม่พอใจ เกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือว่าในขณะที่มีความทุกข์เกิดขึ้น ก็ให้ทราบว่าทุกข์นั้นต้องเนื่องมาจากความรักและความชัง อย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไม่ทุกข์ได้ คือผู้ที่ไม่หวั่นไหวไป ด้วยความรัก ด้วยความชัง ในบุคคลต่างๆ ในวัตถุต่างๆ นั่นเป็นการอบรมเจริญอุเบกขาบารมี
ดังที่ได้เคยเรียนให้ทราบแล้วครั้งหนึ่ง ถึงเรื่องคนฆ่างู บางท่านก็เข้าใจว่าท่านมีความกรุณา เมตตา สงสารงูที่ถูกฆ่าเหลือเกิน แต่ว่าจิตในขณะนั้นหวั่นไหวแล้ว ด้วยความชังในคนที่ฆ่า มีคำพูดที่แสดงว่าคนนั้นใจร้าย หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่ควรจะกระทำสิ่งนั้นเลย แต่ขอให้ระลึกรู้ลักษณะสภาพของจิตในขณะนั้นว่า จิตที่มีต่อคนฆ่างูนั้นเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเมตตาไม่ได้ เป็นอุเบกขา คือไม่หวั่นไหว ทุกคนย่อมเป็นไปตามกรรมของตน ถ้ามีเมตตาก็น่าสงสารคนที่กระทำอกุศลกรรม เพราะเหตุว่าเขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้น แล้วท่านก็จะไม่เดือดร้อนใจ ไม่ใช้วาจาที่ไม่สมควร หรือวาจาที่รุนแรงกับบุคคลนั้น เพราะเหตุว่า ขณะนั้นมีเมตตา รู้ว่าบุคคลนั้นก็จะได้รับผลของอกุศลกรรมนั้น ก็อาจจะเกิดกุศลจิตที่เป็นเมตตาต่อบุคคลนั้นก็ได้ หรือว่าอุเบกขาต่อบุคคลนั้นก็ได้
เพราะฉะนั้น ในชีวิตประจำวันนั้น อย่าเห็นอกุศลเป็นกุศล อย่าเข้าใจว่าอกุศลธรรมนั้นดี ที่จะต้องใช้คำที่รุนแรงกับผู้ที่ประกอบอกุศลกรรม เพราะเหตุว่า ไม่มีความจำเป็นเลย ที่จิตจะหวั่นไหวไปอย่างนั้น เพราะว่าจิตที่หวั่นไหวไปนั้นเป็นอกุศลแล้ว ถ้าอบรมเจริญปัญญา สามารถที่จะรู้ลักษณะของความคงที่ของจิตที่ไม่หวั่นไหว ด้วยความรัก ความชัง ก็ย่อมจะเจริญกุศลที่เป็นอุเบกขาบารมีได้มากขึ้น
