เวทนาขันธ์


    เวทนาขันธ์ เป็นความรู้สึก คนไทยเราใช้บ่อยคือ เวทนา ออกเสียงว่า เวด-ทะ-นา แล้วเราก็แปลว่า สงสารเหลือเกิน คนนี้น่าเวทนามากก็น่าสงสารมาก แต่ในพระพุทธศาสนา เวทนาเป็นสิ่งที่มีจริงๆ และมีกับทุกคนด้วย เพราะเหตุว่าหมายความถึง ความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกนั้นมีความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างหนึ่ง ความรู้สึกที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขอีกอย่างหนึ่ง ถ้ากล่าวโดยย่อเป็น เวทนา ๓ แต่ถ้าเราแยกเป็นทางกายกับทางใจ จะเพิ่มโสมนัสเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุขใจ และโทมนัสเวทนา ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ใจ ไม่มีใครที่ไม่มีเวทนาทั้ง ๕ นี้ ทุกคนมี เวลาเด็กร้องไห้ มีเวทนาไหม ต้องมี ขณะนั้นต้องเป็นโทมนัสเวทนา และถ้าร่างกายปวดเจ็บด้วยสำหรับใครก็ตาม ขณะนั้นเป็นทุกขเวทนา

    เพราะฉะนั้น ทุกข์กาย ก็คือ ความรู้สึกที่กาย ที่ร่างกาย ที่ปวด ที่เจ็บ ที่เมื่อย คัน อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับกายนี้ทั้งหมด ขณะนั้นเป็นความรู้สึกซึ่งมีจริงๆ เป็นทุกขเวทนา เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แต่พระอรหันต์ถึงแม้ว่าท่านจะปวด จะเจ็บ สักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีโทมนัสเวทนา คือไม่มีทุกข์ใจเลย มีแต่เพียงทุกข์กายเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น เวทนาก็แยกออก ถ้าใครที่มีสติเกิดเร็วเวลาทุกขเวทนาเกิด เขาก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าคนที่ไม่มีปัญญาหรือสติไม่เกิด พอทุกข์กายเกิดนิดหนึ่ง ความทุกข์ใจมากมายหลายเท่ากว่าทุกข์กาย เป็นห่วงไปถึงว่าอีก ๑๐ วันจะเป็นอย่างไร จะต้องผ่าตัดหรือไม่ จะต้องอะไรๆ บ้าง หลายอย่าง จะต้องกินยาอะไรต่างๆ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ทุกข์ใจนั้น มากมาย

    ในพระไตรปิฎกอุปมาไว้ไพเราะมาก ว่าสำหรับทุกข์กายไม่มีใครที่หนีพ้นเลย ตราบใดที่มีกาย เมื่อมีตาก็ต้องมีโรคตา เป็นต้อ ไปผ่าตัด ไปรักษา มีหูก็ต้องมีโรคหู ส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปร่างกายนั้นเป็นทุกข์กายได้ทั้งหมด เหมือนกับถูกยิงด้วยลูกศรดอกที่ ๑ เวลาที่ทุกข์กายเกิด และเวลาที่ทุกข์กายเกิดแล้ว ก็เป็นห่วง กังวล วิตกทุกข์ร้อน เป็นทุกข์ใจ เพราะว่ากายเจ็บแต่กายคิดไม่ได้ แต่ความคิดนั้นปรุงแต่งไปสารพัดอย่าง ที่จะเป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ทุกข์กายแล้ว อุปมาเหมือนกับลูกศรดอกที่ ๒ ที่ยิงซ้ำที่แผลเก่า ซึ่งความทุกข์ก็จะเพิ่มมากขึ้นอีก

    ในชีวิตของเรานี้ เราแยกได้ ที่ทุกคนคิดว่ากำลังมีทุกข์หรือมีปัญหานั้น จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของความคิด ความทุกข์จริงๆ ซึ่งทุกคนหนีไม่พ้นเลยเฉพาะทุกข์กายอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ทุกข์ ให้ทราบว่าทุกข์ที่เหลือทั้งหมดเป็นเรื่องของทุกข์ใจ เป็นเรื่องของความคิด เป็นความกังวล ความเดือดร้อนต่างๆ

    เพราะฉะนั้น เราเอาทุกข์มาทับถมตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่อยากจะมีทุกข์อันนี้ เราก็สามารถจะมีแต่เพียงทุกข์กายเท่านั้นได้ แต่ว่าก็ไม่ใช่ตัวตนที่จะไปบังคับอีก ให้ทราบว่าแม้แต่ความรู้สึกก็บังคับไม่ได้ นี่คือความหมายของขันธ์ เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับสิ้นไป แต่เพราะเหตุว่าเรายึดถือสภาพธรรม ๕ อย่างนี้ว่าเป็นเรา เรายึดถือรูปตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าว่าเป็นเรา เรายึดถือความรู้สึก ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ ก็พลอยวุ่นวาย เดือดร้อน กังวลว่าเป็นเราทั้งหมด เพราะฉะนั้น เวทนาก็เป็นขันธ์หนึ่ง เป็นขันธ์ที่สอง


    หมายเลข 3454
    11 มี.ค. 2569