สังขารขันธ์


    คำว่า สังขาร เคยเข้าใจว่าหมายความถึง รูปร่างกาย ใช่ไหม อย่างคำว่า พิจารณาสังขาร ที่ใช้คำว่า สังขาร นี้หมายความถึง ร่างกายกับวิญญาณ ใช่หรือไม่ อันนี้ก็ไม่ตรง เพราะว่าขันธ์ ๕ มี รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ สังขารกับวิญญาณนั้นแยกกัน

    เพราะฉะนั้น สังขาร ไม่ใช่ วิญญาณ และสังขารก็ไม่ใช่รูปด้วย เพราะว่าขันธ์มี ๕ รูปขันธ์ ทุกอย่างซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ทั้งหมด เสียงเป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป ทุกอย่างซึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรม ซึ่งสมัยนี้ยุคนี้รู้สึกจะใช้คำนี้กันมาก แต่ไม่ตรงตามพระพุทธศาสนาเลย ทุกอย่างที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็กล่าวว่าเป็นรูปธรรม กำลังจะเป็นรูปธรรม ไม่ทราบความนิยมทำไมไปเอาคำซึ่งไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้องมาใช้

    แต่ว่าถ้าทางธรรม รูปธรรม หมายความถึง สภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่สภาพนั้นไม่รู้อะไร ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งใดก็ตามซึ่งมีจริง แต่ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งนั้นเป็นรูปหรือรูปธรรม เพราะเหตุว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่ง สี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อนอ่อนแข็ง พวกนี้เป็นรูป เพราะฉะนั้น ขันธ์ ๕ รูปธรรม ได้แก่สภาพธรรมทุกอย่างซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ นี่ขันธ์หนึ่งแล้ว

    เวทนาขันธ์ เป็นความรู้สึก คนไทยเราใช้บ่อยคือ เวทนา ออกเสียงว่า เวด-ทะ-นา เราก็แปลว่า สงสารเหลือเกิน คนนี้น่าเวทนามาก ก็น่าสงสารมาก แต่ ในพระพุทธศาสนา เวทนา เป็นสิ่งที่มีจริงๆ และมีกับทุกคนด้วย เพราะเหตุว่าหมายความถึง ความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกนั้น มีความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างหนึ่ง ความรู้สึกที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเรากล่าวโดยย่อเป็นเวทนา ๓ แต่ถ้าเราแยกเป็นทางกายกับทางใจ จะเพิ่มโสมนัสเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุขใจ และโทมนัสเวทนา ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ใจ เรายึดถือความรู้สึกไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ ก็พลอยวุ่นวาย เดือดร้อนกังวลว่าเป็นเราทั้งหมด เพราะฉะนั้น ก็เป็นขันธ์หนึ่ง เป็นขั้นที่สอง

    รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สัญญา ที่นี่ก็เป็นภาษาบาลี ถ้าเราเริ่มเข้าใจภาษาบาลีให้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย เราจะฟังพระธรรมเข้าใจขึ้นอีก สัญญา เป็นสภาพธรรมที่จำ แต่ว่าในภาษาไทยเราต้องมีการเซ็น ต้องมีการร่าง ต้องมีการลงชื่อ ให้จำกันแม่นๆ แต่ว่าจริงๆ แล้วขณะใดก็ตามที่เห็นสิ่งใด จำสิ่งนั้นทันที เพราะฉะนั้น พอเห็นอีกทีเราก็จำได้ เพราะสิ่งนี้เราเคยเห็นแล้ว จำได้ นี่ก็เป็นขันธ์หนึ่ง เป็นสัญญาขันธ์

    สำหรับ สังขารขันธ์ ไม่ใช่รูป ได้แก่ โลภะบ้าง โทสะบ้าง สติบ้าง วิริยะบ้าง พวกนี้ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นสังขารขันธ์ ซึ่งไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา และสภาพธรรมอื่นซึ่งเกิดกับจิตทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ ส่วนจิตนั้นเป็นวิญญาณขันธ์

    เพราะฉะนั้น ที่จะบอกว่าพิจารณาสังขาร ความเข้าใจของเราถูกต้องหรือยัง ก็ใช้คำผิดอีก และเราก็เลยผิดไปตั้งแต่ต้น ถ้าเข้าใจถูกก็เข้าใจถูกตั้งแต่ต้น จิตก็คือจิต ความรู้สึกก็คือความรู้สึก รูปก็คือรูป แยกออกจากกันได้ เป็นแต่ละลักษณะ

    เพราะฉะนั้น แม้แต่ว่าจะพิจารณาสังขาร ก็ต้องพิจารณาว่า มีความเข้าใจในคำนั้นถูกต้องหรือยัง


    หมายเลข 3452
    11 มี.ค. 2569