มหาภูตลวง


        มหาภูตรูปคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอื่นๆ เช่น สี ที่ปรากฏทางตา ทำให้ลวงว่าเป็นสิ่งต่างๆ เมื่อมหาภูตรูปดับรูปอื่นๆ ที่อาศัยมหาภูตรูปก็ดับไปด้วย จึงเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ ไม่เที่ยง ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน

        ท่านอาจารย์ อะไรลวง ทางตา สีสรรวรรณต่างๆ ใช่ไหมคะ ลวง ถ้าไม่มีสี หรือสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ และก็ปรากฏต่างกันไป ทั้งสีสันวรรณะ และสันฐานด้วย ก็ไม่มีอะไรสามารถที่จะลวงได้ แต่เพราะเหตุว่าที่มหาภูตรูปหรือว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ก็มีธาตุอีกธาตุหนึ่งซึ่งสามารถกระทบจักขุปสาท แล้วปรากฏให้เห็นว่ามีจริงๆ ปรากฏให้เห็นได้ แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ไม่ใช่มหาภูตรูป เพราะฉะนั้น ถ้ามหาภูตรูปไม่มีสีสันวรรณะทางตาปรากฏ ก็ลวงไม่ได้ แต่ว่าเนื่องจากมีสิ่งที่สามารถกระทบตาที่เราจะใช้คำว่า สี หรือ วรรณะ หรือ นิภา อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏเมื่อเห็น ถ้าหลับตาก็ไม่ปรากฏ แต่ว่าเห็นอะไร ไม่เห็นมหาภูตรูปเลย แต่ธาตุที่มีที่มหาภูตรูปซึ่งหลากหลายไป เพราะว่ามหาภูตรูปแต่ละหนึ่งก็มีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว หลากหลาย ไม่ใช่ว่ามหาภูตรูปนี้ กับมหาภูตรูปนั้นจะไม่หลากหลาย แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ความละเอียดว่า แม้แต่หนึ่งส่วนเล็กที่สุด มหาภูตรูป ทั้ง ๔ ในกลุ่มนี้ กับมหาภูตรูปในกลุ่มอื่นก็หลากหลายแล้ว มิฉะนั้น สีสันจะต้องปรากฏเหมือนกันหมด แต่เพราะเหตุว่า ส่วนผสมของมหาภูตรูปหลากหลายมาก สิ่งที่สามารถกระทบตา ขอเรียกสั้นๆ ว่า สี มีที่มหาภูตรูป เมื่อกระทบตาแล้ว เพราะความหลากหลายของมหาภูตรูป ซึ่งสีนั้น มีอยู่ที่นั่น ก็ทำให้สีนั้น แปร หรือว่าหลากหลายกันไป แต่อย่างสีของต้นไม้ ใบไม้ชนิดหนึ่ง ก็มีมหาภูตรูปส่วนหนึ่ง แต่ถ้าจะพิจารณาใบไม้แต่ละใบหลากหลายหรือไม่ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เพราะมหาภูตรูปเท่านั้นที่มี แต่เพราะความหลากหลายที่ทำให้สีสันวรรณะที่มีอยู่ที่มหาภูตรูปปรากฎเป็นสีต่างๆ รูปร่างสัณฐานต่างๆ มหาภูตรูปก็ลวงให้เห็นในความต่างเป็นสิ่งต่างๆ แต่เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นจริงๆ แล้วก็เที่ยงด้วย มหาภูตรูปแปลงกายโดยสี ให้เห็นเป็นดอกไม้ ดอกกุหลาบก็อย่างหนึ่ง ดอกกล้วยไม้ก็อีกอย่างหนึ่ง แปลงกลายให้เห็นเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ต่างๆ ได้ หมดเลย ซึ่งความจริงนะคะ เพราะมหาภูตรูปนั่นแหละเกิดขึ้น และก็มีรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิดพร้อมกันกับมหาภูตรูป แต่ความหลากหลายมากจนกระทั่งลวงแปลงกายอย่างที่ว่า แปลงกายให้เป็นโต๊ะก็ได้ แปลงกายให้เป็นสัตว์ก็ได้ แปลงกายให้เป็นเสื้อผ้าอะไรๆ ก็ได้ทั้งหมด ถ้าไม่มีมหาภูตรูป สีสันวรรณะก็ไม่มีที่จะมาปรากฏกระทบตาที่จะลวงให้เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ นี่ก็ทางตาที่กำลังลวง แต่ละคนนี้มหาภูตรูปทั้งนั้น แล้วก็มีรูปที่ปรากฏกระทบตาหลากหลายมาก สัญญาก็จำไว้มั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นคนนั้นหรือเป็นคนนี้

        อ.อรรณพ แล้วทางหู เสียง

        ท่านอาจารย์ เสียงหลายเสียง หรือไม่ เสียงดนตรีหลายชนิดหรือไม่ ถ้าไม่มีมหาภูตรูป จะมีเสียงได้ไหม

        อ.อรรณพ ไม่ได้

        ท่านอาจารย์ แล้วทำไมเสียงต่างกัน เพราะนัยเดียวกัน

        อ.อรรณพ เพราะมหาภูตรูปที่หลากหลายนั่นเอง เสียงจึงต่างกัน

        ท่านอาจารย์ อาหารก็เช่นเดียวกัน รสก็เช่นเดียวกัน กลิ่นก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดจึงปราศจากมหาภูตรูปไม่ได้ เสียงคนนี่หลากหลายนะคะ ยังไม่ต้องเป็นเสียงดนตรี แค่ไม่เห็นหน้าได้ยินเสียง ก็รู้แล้วว่าเสียงใคร เหมือนอย่างเมื่อครู่นี้ วิทยากรก็กล่าวว่าแท้ที่จริงแล้วก็หลงยึดถือสิ่งที่ปรากฏทางตา แท้จริงก็เป็นมหาภูตรูป นั่งอยู่นี่ค่ะ ลอกสีออกไปให้หมด ทาให้เป็นดำเป็นขาวไปหมดเลย จะติด จะพอใจไหมคะ แต่พอปรากฏเป็นสีสันวรรณะต่างๆ ซึ่งความจริงก็แค่มหาภูตรูปเหมือนกันทุกคน ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ไม่ว่ารูปใดๆ ก็เป็นสิ่งที่มีจริง รู้ว่ามีจริงเพราะกำลังปรากฏ แต่ว่าไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เมื่อมหาภูตรูปดับ สิ่งที่มีอยู่ที่มหาภูตรูปต้องดับหมดตามไปด้วย

        เพราะฉะนั้นเมื่อมีมหาภูตรูปแล้ว ที่จะไม่มีธาตุที่สามารถกระทบจักขุปสาทที่เรียกว่าวรรณ หรือวันโณ หรือสี ที่กำลังปรากฏขณะนี้ จะไม่ให้มีไม่ได้ แล้วจะไม่ให้มีกลิ่น ก็ไม่ได้ จะไม่ให้มีรสก็ไม่ได้ จะไม่ให้มีโอชาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละทางที่ไม่ใช่มหาภูตรูป แต่ปรากฏให้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้วต้องมีมหาภูตรูปอยู่ที่นั่น เช่น สีดอกไม้ ก็ต้องมีรูปที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว แต่ว่าลวง เพราะเหตุว่าปรากฏให้จำในรูปร่างสันฐาน ไม่ให้คิดถึงความจริงว่า แท้ที่จริงถ้าไม่มีมหาภูตรูป สิ่งที่ปรากฏทางตามีไม่ได้ แต่พอใจในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ลืมว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่มี เมื่อมีมหาภูตรูปเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมหาภูตรูปดับ สิ่งที่ปรากฏต่างๆ ต้องดับด้วย เมื่อมหาภูตรูปดับ เสียงก็ต้องดับ เมื่อมหาภูตรูปดับ กลิ่นที่มีที่มหาภูตรูปต้องดับ เมื่อมหาภูตรูปดับ รสที่มีที่มีมหาภูตรูปก็ต้องดับ แสดงให้เห็นว่ารูป ๘ รูป รวมทั้งโอชา ซึ่งไม่ได้ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าเมื่อมหาภูตรูปดับ ซึ่งมหาภูตรูปดับแน่นอน สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็ต้องดับด้วย แล้ววันหนึ่งปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจถูกว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบจักขุปสาท แล้วก็ดับ ก็จะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง และก็สามารถที่จะเมื่อมีคำถามจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป อาจจะมีโอกาสตอบว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า

        แต่ว่าตอนนี้นะคะ ก็ยังเป็นอย่างนี้ แต่ว่าค่อยๆ สะสมไป อาจจะไม่ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปก็ได้ เพราะการฟังธรรมะเป็นเรื่องละ ไม่ต้องไปกังวลว่า แล้วเมื่อไรจะรู้สภาพธรรม เมื่อไหร่ก็คือเมื่อปัญญาสามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ เพราะว่าสภาพธรรมขณะนี้เป็นอย่างนั้นแน่นอน แต่เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น การที่จะค่อยๆ รู้ขึ้นทีละเล็กละน้อยก็ละคลายความไม่รู้ขึ้น ค่อยๆ น้อยลง

        เพราะฉนั้น เห็นอะไร ลืม คิด ก็ถามอีกบ่อยๆ ว่าเห็นอะไร จะถามไปอีกกัปป์หรือไม่ หรือว่าอีกกี่ร้อยปี อีกกี่แสนปี บอกไม่ได้เลย แล้วแต่แต่ละบุคคลที่สะสมมา


    หมายเลข 10439
    23 ม.ค. 2567