อยู่ไม่สุข


        ท่านอาจารย์ เวลานี้เดี๋ยวนี้ใครอยู่สุข หรืออยู่ไม่สุข คนอื่นรู้ได้ไหม แม้แต่คำว่าอยู่ไม่สุขที่เราได้ยินตั้งแต่เล็กแต่น้อย บางคนซนมาก ก็มีคนบอกว่า เด็กคนนี้อยู่ไม่สุข แต่ความจริงถ้าเข้าใจธรรมะแล้ว ทุกอย่างเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า เดี๋ยวนี้ใครอยู่ไม่สุขบ้างหรือเปล่า ต้องเป็นคนที่เข้าใจธรรมะ คุณรักษ์ตอบได้ไหมคะว่า อยู่สุข หรืออยู่ไม่สุข

        ผู้ฟัง ก็อยู่ไม่สุข แม้แก่ๆ อย่างนี้ก็ยังไม่ยอมอยู่สุขเลย

        ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะใดที่อกุศลเกิดเพราะความไม่รู้ อยู่ไม่สุขแน่ เราก็คิดเป็นเรื่อง แต่ถ้าถามว่า ขณะไหนอยู่ไม่สุข ตอบได้ไหมคะ เดี๋ยวนี้

        เพราะฉะนั้น คำพูดทุกคำเราก็ผ่านไป ที่ว่าเราไม่ได้เข้าใจธรรมะ แม้แต่ศรัทธา ถ้าขณะเมื่อกี้นี้ทุกคนมีเวลาพัก แล้วก็กลับมานั่งอีก มีศรัทธาที่จะฟังต่อหรือเปล่า ถ้าถามก็ตอบได้ แต่ถ้าไม่ถามก็ไม่รู้ว่า ศรัทธาหรือเปล่า หรือเราจะพูดถึงคำใดๆ ก็ตาม สภาพธรรมะที่มีจริงก็ไม่ใช่ว่าเรารู้สิ่งนั้นเอง แต่เราเริ่มรู้ว่า มี หมายความว่าตั้งแต่เกิดมี แต่มีหลายๆ อย่าง ไม่รู้เลยว่าอะไรบ้าง แต่พอศึกษาแล้วก็รู้ว่า เป็นธรรมะทั้งหมด มีทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่ไม่ดี มีทั้งสิ่งที่เป็นวิบาก หรือเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล และอกุศล คือ การเรียนให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ทั้งชีวิต มิฉะนั้นก็กลายเป็นว่าอยู่ในโลก โดยไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้จักคำที่พูด แม้แต่คำว่า “อยู่ไม่สุข” ก็จะต้องรู้ว่า หมายความถึงขณะใด อย่างไร กำลังเห็น เห็นเกิดขึ้นเห็น อยู่สุขหรือเปล่า

        ผู้ฟัง ไม่สุขแน่

        ท่านอาจารย์ เพราะอะไร

        ผู้ฟัง กำลังทำหน้าที่ จะสุขได้อย่างไร

        ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ขณะนั้นความรู้สึกที่เกิดกับจิตเห็นมีไหมคะ

        ผู้ฟัง มีครับ

        ท่านอาจารย์ ความรู้สึกอะไร

        ผู้ฟัง ก็เฉยๆ

        ท่านอาจารย์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ มีจริงๆ ใช่ไหมคะ เป็นคุณรักษ์หรือเปล่าคะ

        ผู้ฟัง ก็ไม่ใช่ผม

        ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

        ผู้ฟัง เป็นจิตชนิดหนึ่ง

        ท่านอาจารย์ แล้วจิตเป็นอะไร

        ผู้ฟัง เป็นสภาพธรรมะที่เกิดร่วมกับเจตสิก

        ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว เกิดแล้วดับไป ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ก็จะเข้าใจคำอื่นๆ ด้วย เพราะเหตุว่าพูดถึงสิ่งที่ปรากฏที่กำลังมีขณะนี้ด้วย ขณะที่กำลังรู้ว่า ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ มีศรัทธาไหมคะ

        ผู้ฟัง มีศรัทธาแน่ครับ

        ท่านอาจารย์ ตอบได้หมดเลยเรื่องราว แต่การจะรู้ลักษณะของศรัทธาจริงๆ รู้ได้หรือยัง

        ผู้ฟัง ยังครับ

        ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นแต่การฟังเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งเกิดดับเร็วสุดจะประมาณได้ เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีจริงๆ ชั่วคราว สั้นมาก ก็ต้องโดยอาศัยการฟัง และเข้าใจมั่นคงว่า เพียงฟังไม่พอที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เมื่อเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ เป็นสิ่งที่ยาก เพราะเหตุว่าในขณะที่ทุกคนบอกว่า อยู่ไม่สุข ขณะนั้นเป็นอะไรคะ ตอบสักอย่างหนึ่งก็ได้

        ผู้ฟัง เป็นโลภะครับ

        ท่านอาจารย์ ค่ะ เป็นโลภะ โลภะเกิดแล้วมีศรัทธามั่นคงที่จะเข้าใจลักษณะของโลภะที่เกิดหรือเปล่า กว่าจะถึงระดับนั้นจากการฟัง รู้ว่า โลภะมีจริงๆ วันหนึ่งก็เต็มไปด้วยโลภะทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ทางใจก็คิดด้วยโลภะบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้รู้จักโลภะจริงๆ เพียงแต่รู้ว่ามี และโลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง แต่ขณะนั้นโลภะดับแล้ว

        เพราะฉะนั้น เวลาที่โลภะเกิดบ่อยๆ ไม่ใช่เพียงขณะเดียว ก็ปรากฏเป็นนิมิต เครื่องหมายของโลภะว่า โลภะขณะนั้นคือความอยาก คือความต้องการยังมี แม้ว่าเกิดแล้วดับแล้วก็สืบต่อ จนกระทั่งปรากฏให้สามารถเข้าใจถูกในลักษณะนั้น

        เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะที่ว่า ฟังด้วยความเข้าใจว่าเป็นโลภะ กว่าจะมั่นคงก็ด้วยการที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ เคยฟังเรื่องสิ่งนั้นมาแล้ว แต่ไม่รู้จักลักษณะจริงๆ ของสิ่งนั้น และเมื่อสิ่งนั้นกำลังปรากฏ ความเข้าใจ และศรัทธามีพอที่จะเข้าใจลักษณะของสิ่งนั้นว่า เป็นธรรมะ ไม่ใช่เราหรือเปล่า

        นี่คือการเจริญขึ้นของการฟังธรรมะที่จะรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยินมีจริงๆ แต่ยังไม่ได้รู้ เพราะเหตุว่าปัญญาเพียงขั้นฟัง ไม่สามารถจะรู้ความจริงในขณะนี้ที่โลภะก็มี ในขณะที่ตอบว่าอยู่ไม่สุข ก็ตอบได้ แต่ลักษณะที่อยู่ไม่สุขนั้นคืออะไร โลภะอยู่ไม่สุข หรือโทสะอยู่ไม่สุข แต่แม้ว่าโลภะเกิดแล้วก็ดับสืบต่อ ถ้าปัญญาไม่พอ ศรัทธาไม่พอ ความเข้าใจไม่มีพอ ก็พยายามที่จะไม่ให้มีโลภะ แทนที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนั้นโลภะเป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เข้าใจ แต่ไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่าความเข้าใจไม่เป็นไปตามลำดับ และไม่พอด้วย

        เพราะฉะนั้น ในขั้นนี้ฟังธรรมะให้เข้าใจว่า สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ของใคร มีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

        เพราะฉะนั้น แม้แต่เมื่อกี้นี้มีการพัก แล้วกลับมาอีก มีศรัทธาหรือเปล่า ตอบได้ทุกคน แต่ก็ไม่รู้จักศรัทธาเพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญาระดับขั้นที่สามารถเข้าใจศรัทธา


    หมายเลข 10065
    19 ก.พ. 2567