ชีวิตที่ยุ่งยาก


        ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปแล้วต้องเกิดอีก ยังไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการสิ้นสุดสังสารวัฏ จากไปแล้วไม่กลับมาสู่โลกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น บุคคลที่ได้บำเพ็ญพระบารมีสามารถจะเห็นความยุ่งยากของชีวิตซึ่งใครที่เกิดมาแล้วคิดถึงไหมว่า ยุ่งยากแค่ไหน ยุ่งตั้งแต่เกิด ยุ่งยากจริงๆ ต้องหายใจ แค่นี้ยุ่งยากไหมคะ บางครั้งก็อาจจะรู้สึกหายใจไม่ออก เป็นหวัดคัดจมูก อะไรก็แล้วแต่ ยุ่งแล้ว แต่ว่ายุ่งตั้งแต่เกิดต้องหายใจตั้งแต่เกิด ขาดการหายใจไม่ได้เลย แล้วถ้าไม่รู้ความจริงว่า ลมหายใจไม่ใช่อย่างที่เราคิดที่เป็นลมภายนอก แต่เป็นลมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เมื่อจิตเกิดขึ้นก็เป็นรูปที่เกิดพร้อมจิตหลายๆ รูป แล้วก็รูปลมหายใจตามความเป็นจริงที่เราเรียกว่า “ลมหายใจ” ก็ไม่พ้นจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส โอชา แต่ปรากฏที่ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะของร่างกายที่ตรงกลางจมูก หรือริมฝีปาก

        เพราะฉะนั้น ในขณะนี้เราพูดถึงลมหายใจ แต่เราก็ไม่รู้จักลมหายใจ เราพูดทุกอย่างทุกคำ โดยไม่รู้จักคำที่เราพูดเลยสักคำ เพราะฉะนั้น ตามความเป็นจริงก็คือชีวิตยุ่งยาก เกิดมาแคบ เพียงเกิดแล้วอยู่ในครรภ์มารดา ถ้าเป็นมนุษย์ หลังจากนั้นก็ต้องหายใจกันทุกคน หายใจอย่างเดียวหรือเปล่าคะ ตั้งแต่เกิด ไม่พอ ยุ่งยากยิ่งกว่านั้นอีก สารพัดยุ่งทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจที่คิดนึกยิ่งยุ่ง เพราะเหตุว่าเห็นเพียงแค่เห็น ดับแล้วไม่กลับมาอีก แต่ว่าใจคิดถึงสิ่งที่เห็น เก็บสะสมไว้แล้ว ได้ยินชั่วแล้ว แล้วก็ได้ยินแค่เสียง ไม่ได้ยินคำหรือความหมายใดๆ เลยทั้งสิ้น ได้ยินสามารถเกิดขึ้นได้ยินเสียงแล้วก็ดับ แต่ใจรับรู้เสียงที่ได้ยิน แล้วก็คิดนึกเป็นเรื่องราวมหาศาล ยุ่งขึ้นอีกเท่าไร ๒ ทางแล้ว จมูกอีก ลิ้นอีก กายอีก

        เพราะฉะนั้น ยุ่งอย่างไร ไม่ได้เคยรู้สึกเลยว่า ถ้าขณะสุดท้ายของชีวิตเป็นผู้ที่จะไม่ต้องมีเรื่องยุ่งอีกต่อไป จะดีไหม พูดได้ว่าดี แต่ต้องเป็นความจริงใจ เพราะว่าขณะนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า ยุ่งแค่ไหน แต่ความจริงที่กล่าวว่า ใจรับรู้ทุกอย่าง เก็บทุกอย่าง เก็บเรื่องยุ่งๆ ไว้มากมาย ลองคิดถึงเราเข้าไปในป่า แล้วเห็นป่าไผ่ จะเอากิ่งไหนก็มีพัวพันเกี่ยวข้องกันไปหมดฉันใด ชีวิตที่เกิดมาแต่ละชาติก็เกี่ยวข้องยุ่งเหยิงอย่างนั้น

        เพราะฉะนั้น ขณะที่จากโลกนี้ไปด้วยความไม่ยุ่งได้ไหม ยาก ถ้าชีวิตประจำวันยังยุ่งอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าชีวิตประจำวันค่อยๆ คลายความยุ่งยากไป มีธรรมะที่เป็นฝ่ายดีเกิดบ่อยกว่าธรรมะที่เป็นฝ่ายไม่ดี ก็จะทำให้ขณะนั้นจิตใจเปลี่ยนจากสภาพที่ไม่รู้ และยุ่ง ค่อยๆ คลายความยุ่ง ค่อยๆ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อจะได้รู้ความจริงตามที่พระผู้ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีได้ตรัสปัจฉิมวาจาว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นต้องดับแล้วก็ไม่กลับมาอีก ควรเป็นผู้ไม่ประมาททุกขณะแม้ในการฟัง ฟังจริงๆ เข้าใจจริงๆ เป็นการบูชาพระคุณโดยที่ว่าไม่เปลี่ยนความหมาย

        ด้วยเหตุนี้เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ทุกคนรู้ความจริงอย่างหนึ่ง คือ อีกนานไหมกว่าจิตที่สะอาดจนถึงขณะที่จะตาย จะไม่มีกิเลส เพราะการตายก็มี ตายอย่างมีกิเลส ทุกคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ และตายอย่างไม่มีกิเลสเลย เป็นไปได้ ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนอื่นต้องมีความยุ่งยากก่อน แม้ว่าไม่มีเรื่องยุ่ง เรื่องใหญ่ แต่ชีวิตประจำวันก็แสนจะยุ่งอยู่แล้ว แม้เล็กแม้น้อยก็ยุ่ง อย่างไรก็ต้องยุ่ง ตราบใดที่ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมะ

        เพราะฉะนั้น วันหนึ่งก็จะถึงการตายอย่างไม่มีกิเลส ถ้าเข้าใจธรรมะเพิ่มขึ้น


    หมายเลข 10051
    30 ธ.ค. 2566