ปรมัตถธรรม ๔ - ไม่ต้องไปปฏิบัติที่ไหน ฟังให้เข้าใจ
ผู้ฟัง ความละเอียดของพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ว่า เจตสิก
ท่านอาจารย์ มี ๕๒
ผู้ฟัง เขาทำหน้าที่แตกต่างกัน ไม่ปะปนกัน
ท่านอาจารย์ จึงเป็นเจตสิก ๕๒ ปนกันไม่ได้เลย
ผู้ฟัง เวลาสติสัมปชัญญะระลึก ก็จะระลึกเมื่อปรากฏเจตสิกแต่ละดวงแต่ละดวง
ท่านอาจารย์ ต้องสภาพธรรมปรากฏให้รู้ ถึงจะรู้ได้
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นที่เราอยู่นี่ เราหลงลืม ไม่ได้มีอะไรเลย มันก็เกิดขึ้นดับไปเกิดขึ้นดับไป โดยเราไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไปเรื่อยๆ แสนโกฎิกัปป์มาแล้ว แสนโกฎิกัปป์ข้างหน้าต่อไปอีก จนกว่าจะถึงนิพพาน เห็นมาแล้วชาติก่อน ได้ยินมาแล้วชาติก่อน สัญญาจำมาแล้วชาติก่อน เห็นชาตินี้ ได้ยินชาตินี้ จำชาตินี้ ก็เป็นเรื่องของสัญญาความจำ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ ไม่เปลี่ยนลักษณะ กี่หมื่นปี กี่ล้านปี สัญญาเจตสิกก็เป็นสัญญาเจตสิก เป็นสัญญาขันธ์ เป็นกองของสัญญา
สภาพธรรม เป็นปรมัตถธรรม มี ๔ จริง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่สภาพที่เป็นสังขารธรรม หรือ สังขตธรรม เพียง ๓ คือ จิต เจตสิก รูป รูปทุกประเภททุกชนิด ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน ทั้งอนาคต รูปไกล รูปใกล้ หยาบ ละเอียด ประณีต อะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด ก็เป็นกองรูป คือเป็นประเภทรูป ใช้คำว่า รูปขันธ์ ความรู้สึกทั้งหมดในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ต่อไปก็คือเวทนาขันธ์ สัญญา ความจำทั้งหมด ก็คือสภาพของสัญญาเจตสิก ส่วนจิตทุกประเภท ทุกชนิด ทุกดวง เป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้น จะใช้คำว่า จิต หรือจะใช้คำว่า วิญญาณ ก็ได้ เป็นสภาพที่รู้อารมณ์ โดยขันธ์ วิญญาณขันธ์ ก็คือ จิตทุกชนิด เพราะฉะนั้น ยังเหลืออีกขันธ์หนึ่ง ซึ่งเราได้ยินบ่อยๆ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์นั้นจะคืออะไร ไม่ตอบแต่คิดได้แล้ว เวลานี้ทุกคนรู้คำตอบแน่นอน ไม่ต้องมีใครบอกเลย
ปรมัตถ์ธรรม มี ๔ จิตทุกชนิดเป็นวิญญาณขันธ์ รูปทุกชนิดเป็นรูปขันธ์ เวทนาเจตสิก ๑ ประเภทใน ๕๒ เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิก ๑ ใน ๕๒ เป็นสัญญาขันธ์ อีกขันธ์ ๑ คือสังขารขันธ์ ได้แก่ ปรมัตถธรรมอะไร เพราะฉะนั้น เจตสิกทั้งหมดมีเท่าไหร่
ผู้ฟัง ๕๒
ท่านอาจารย์ เวทนาเจตสิก ๑ สัญญาเจตสิก ๑ อะไรเป็นสังขารขันธ์
ผู้ฟัง รู้สึก ถ้ารู้สึก แล้วจำได้
ท่านอาจารย์ เจตสิกทั้งหมดมีเท่าไหร่ เวทนาเจตสิก เป็นเวทนาขันธ์ ๑ สัญญาเจตสิก เป็นสัญญาขันธ์ ๑
ผู้ฟัง สังขารก็มี ๕๐
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง จะเห็นว่าไม่ต้องไปอาศัยใคร คิดเองก็ได้
เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ใช่เรื่องยากมหาศาล ถ้าฟังจริงๆ ตามลำดับ สบายมาก ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นี่คือตามลำดับ ไม่ต้องท่องด้วย และต่อไปนี้บอกใครได้เลยว่าสังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิก ๕๐ เพราะเป็นความรู้ของเราเอง เป็นการคิดไตร่ตรองของเราเอง การนับของเราเอง
ผู้ฟัง ตกลงยังไม่รู้ว่า สังขารขันธ์เป็นอย่างไร แล้วมาจากเวทนา จากสัญญาได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่เกี่ยวกัน เวทนาคือเวทนา จะเป็นสังขารขันธ์ไม่ได้ สัญญาคือสัญญาจะเป็นเวทนาไม่ได้ จะเป็นสังขารขันธ์ไม่ได้ เจตสิก ๕๐ เฉพาะแต่ละอย่างๆ ต่อไปนี้บอกใครได้เลย สังขารขันธ์ได้แก่ เจตสิก ๕๐ สนุกหรือไม่ เรื่องธรรม
ผู้ฟัง ผมยังอึดอัดอยู่ เพราะว่าถ้าผมเรียนหนังสือ ใน ๕๐ ตัวนั้น ผมต้องรู้จักมันหมดเลย
ท่านอาจารย์ แต่ต้องรู้จักทีละ ๑ ใช่ไหม นี่รู้จัก ๒ แล้ว แล้วเมื่อกี้โกรธไหม
ผู้ฟัง ไม่โกรธ ไม่มีอะไร
ท่านอาจารย์ โกรธเป็นเจตสิกหนึ่ง เพิ่มอีก ๑ แล้ว เพิ่มไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ครบ ๕๐
ก็เป็นเรื่องละเอียด ที่เราจะต้องทราบว่ากุศลจิตเป็นกุศลจิต และอกุศลจิตเป็นอกุศลจิต แม้ว่าเป็นสิ่งที่รู้ยาก เพราะว่ารู้โดยชื่อนั้นไม่ยาก ดูตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยว่าเป็นอกุศลเจตสิกฝ่ายไม่ดี หรือเป็นโสภณเจตสิกฝ่ายดี แต่นั่นรู้ชื่อ แต่สภาพธรรมจริงๆ เดี๋ยวนี้ แม้แต่ขณะที่กำลังนั่งฟังพระธรรมอย่างนี้ ถ้าให้บอกโดยอนุมาน ทุกคนก็บอกได้ว่าก็ต้องเป็นกุศลจิต เพราะเหตุว่ากำลังฟังพระธรรม และก็มีความศรัทธา มีความเข้าใจ จะเป็นอกุศลได้อย่างไร แต่ว่านี่เป็นการประมาณโดยได้ฟัง เข้าใจ ว่าขณะใดเป็นกุศลไม่ใช่ขณะที่เป็นโลภะ ต้องการ อยากได้ ขณะที่เป็นโทสะ ขุ่นใจ แต่แม้กระนั้นเราก็รู้จักเพียงชื่อ ทั้งหมดเป็นจิต เป็นเจตสิก รูป ทั้งหมดทุกขณะเป็นสภาพธรรม แต่จะกว่าเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมนั้น ก็ต้องอาศัยการอบรมเจริญปัญญาขึ้น
มีผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิบัติหรือไม่ เชิญถามที่นี่เลย
ผู้ฟัง สวัสดีครับ ผมก็เริ่มศึกษาเรื่องธรรมมาบ้างแล้ว แล้วก็เคยไปที่สำนักบางสำนักด้วย ๒-๓ สำนัก ในความคิดของตัวเองนี้ก็เข้าใจเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดีและได้ผลนั้น ควรจะมีศึกษาทฤษฎีด้วย ควบคู่กับการปฏิบัติ ก็จะได้ผลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
ทีนี้ วิชาธรรมนี้ เท่าที่รู้มาท่านอาจารย์จะเน้นเฉพาะการให้ความรู้ความเข้าใจเป็นหลัก ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้ใช้เวลารวดเร็ว ใช้เวลานานทีเดียว กว่าจะเข้าใจ กว่าจะรู้ได้ ก็ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติ หรือว่าอะไรหรือเปล่า กลัวจะหมดโอกาสก่อน
ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นความเห็นหนึ่ง ไม่ทราบมีใครเห็นด้วยอย่างนี้หรือไม่
ผู้ฟัง เมื่อครู่นี้เราได้สัมผัสกับลูกศิษย์อาจารย์คนหนึ่ง คือเรามานี่ เราก็มาลองดีอาจารย์ พูดง่ายๆ คือเราไม่รู้เหมือนกันว่าอาจารย์ดี ไม่ดี ไม่รู้ ก็นั่งฟังไป ผมก็เลยถูกเป็นหนูตะเภาไปแล้วเมื่อกี้นี้ ก็ถามไป คุยไป ก็ท่าทางรู้สึกอาจารย์คนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีอะไรที่ทำให้ผิดสังเกตเรียกว่าเป็นคนที่มีจิตใจ หรือมีการฝึกฝนอะไรต่ออะไรต่างๆ นี้มา แต่ว่าทุกครั้งที่เราถามอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องที่การปฏิบัติตนอะไรต่างๆ ทั้งที่เขาบอกว่าเขามาอยู่ที่นี่ มาฟังอย่างนี้ประมาณปีหนึ่ง แล้วหลายอย่างที่เขาพูดให้เราฟัง มันทำให้เรารู้สึกว่าเขาต้องปฏิบัติอะไรมาสักอย่าง ทำไมเขาถึงรู้จักว่า ต่อไปนี้เขาจะไม่เที่ยวมากกว่าเก่า เพราะในขณะที่เขาเที่ยวแต่ละครั้ง เดี๋ยวนี้ก็เริ่มคิดว่าการเที่ยวดีกว่าหรือการที่ไม่เที่ยวดีกว่า ทำไมเขารู้ ซึ่งอันนี้เป็นหลักธรรมชาติที่มนุษย์คนทั่วไปน่าจะมีในใจ เอาไว้ปกป้องตัวเองเวลายามที่จะคิดอยากทำอะไรที่เป็นสิ่งเลวร้าย
แล้วข้อที่สองก็คือเราก็ถามต่อไป ก็เขาบอกว่าไม่ต้องเรื่องสติปัฎฐาน ๔ แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าสติปัฎฐาน ๔ มีอะไรบ้าง แต่ว่าพอคุยไปคุยมา คุณพีระศักดิ์ ซึ่งก็รู้เรื่องทางนี้อยู่ ก็บอกว่า ผมว่าคนๆ นี้ เขาต้องฝึกด้วย ผมมานั่งอยู่ที่นี่ตั้งนมนานแล้ว ไม่เห็นอาจารย์ชวนฝึกอะไรสักอย่าง มีแต่ถามเรื่องข้อ ๕๐ ตัว กับ ๒ ตัว อะไรนั่นผมยังจำไม่ได้ ก็นึกเห็นด้วยกับคุณพีระศักดิ์ว่า แล้วทีนี้จะทำอะไรกัน เหมือนอย่างที่คุณสุภาพบุรุษเมื่อครู่นี้ถาม ผมจึงอยากให้อาจารย์ช่วยเล่าให้ฟังในเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวคราวหน้าอาจารย์ขาดลูกค้า
ท่านอาจารย์ ไม่กลัว เรื่องขาดไม่เคยกลัวเลย เพราะว่าไม่ได้ทำเพื่อจุดประสงค์นั้น คือต้องทราบว่าทั้งหมดนี้ เพื่อความเข้าใจ สำหรับผู้ที่สนใจใคร่ที่จะเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นเลย จะน้อยจะมากอย่างไรไม่เคยสนใจเลย แต่ใครก็ตามไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สารทิศใด อย่างมี ๒ ท่านมาจากเชียงใหม่ทุกเดือน เท่าที่ท่านจะมาได้ เพราะว่าท่านต้องการเข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอัดเทป บรรยายทางวิทยุ ออกอากาศอะไรทั้งหมด เพื่อคนที่สนใจ ที่จะเข้าใจ แต่ถ้าคนที่ไม่สนใจ อยากจะทำอย่างอื่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ ไม่ใช่ลูกค้า และก็อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เท่าที่ฟังดูนั้น นอกจาก ๒ ท่าน ๓ ท่าน ยังมีท่านอื่นอีกไหม ที่มีความเห็นอย่างนี้ว่า ไม่เห็นได้บอกเรื่องปฏิบัติอะไร มีหรือไม่ ยกมือเลย ถ้ามีจะได้ทราบว่ามีจำนวนเท่าไร ใครที่มีความเห็นอย่างนี้
ผู้ฟัง ผมช่วยยกมือแบบพูดแล้วกัน คือไม่ใช่มีเท่านี้ แม้กระทั่งในบรรดาเพื่อนฝูงของผม ไม่ใช่ระดับธรรมดา ระดับอธิบดี รับราชการในกรม กองต่างๆ ก็พูดอย่างนี้ อาจารย์สุจินต์ไม่เห็นตั้งสำนักสักที เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทีนี้ ท่านก็มากันไม่กี่ครั้ง แล้วมีคำถามอย่างนี้ เป็นธรรมดา ก็ขอท่านอาจาย์ชี้แจง
ท่านอาจารย์ เพื่อประโยชน์จริงๆ เพราะว่าทุกอย่างที่เราทำในชีวิตนั้น เราสามารถจะบรรลุผลได้ เมื่อเรารู้เหตุ ขอเชิญนั่งตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเป็นเรื่องการซักถามสนทนา ใครก็ได้นั่งที่ไหนก็ได้ ขอช่วยตอบ สนใจเรื่องการปฏิบัติใช่ไหม
ผู้ฟัง ก็คิดว่าน่าจะมีควบคู่กัน
ท่านอาจารย์ ควบคู่ ปฏิบัติอะไร
ผู้ฟัง คือทฤษฎีนั้น บางทีมันอาจจะมีหลาย Step ใช่หรือไม่ เราคงจะไม่จำเป็นต้องรอถึงขั้นที่จะรู้จริงๆ ลึกๆ แล้วจึงจะเริ่มปฏิบัติ เรารู้น้อยก็ปฏิบัติแบบ Basic แล้ว Advance อย่างไรก็ค่อยพัฒนาไป คือ เนื่องจากความเข้าใจมีหลายระดับ ใช่ไหม การที่จะรอฝึกปฏิบัติ จนกระทั่งเรารู้ได้ก็อาจจะ..
ท่านอาจารย์ ว่าเป็นขั้นๆ ก่อน มี ๒ ประโยค คือ
๑.การเข้าใจมีหลายระดับ ถูกไหม ทุกคนยอมรับ ขณะนี้ทุกคนไม่ได้เข้าใจเท่ากันเลย เข้าใจมากก็มี เข้าใจน้อยก็มี เป็นที่ยอมรับ หรือไม่ยอมรับ คือธรรมนี้เป็นเรื่องตรง และก็เป็นเรื่องละเอียดด้วย คิดว่าเห็นด้วยใช่ไหม
ผู้ฟัง เห็นด้วย
ท่านอาจารย์ เห็นด้วย แล้วไม่ต้องรอที่จะปฏิบัติ หรืออย่างไร หรือว่า ต้องให้ถึงระยะหนึ่งเป็นการรอ แล้วถึงจะปฏิบัติ ขอให้พูดซ้ำอีกที สองประโยคนั้น
ผู้ฟัง คือผมเห็นว่า ถ้าจะไม่เน้นปฏิบัติเลย มันก็ทำให้การเข้าใจนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น มันควรจะควบคู่ทฤษฎีและปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ ทีนี้ ดิฉันก็ถามว่าปฏิบัติอะไร
ผู้ฟัง ปฏิบัติในสิ่งที่เราเรียนมา
ท่านอาจารย์ แล้วคืออะไร ปฏิบัติในสิ่งที่เราเรียนมา คำนี้ก็ลืมไม่ได้อีก ปฏิบัติในสิ่งที่เราเรียนมา แล้วจะปฏิบัติอย่างไรในสิ่งที่เราเรียนมา
ผู้ฟัง อาจารย์สอนให้มีสติ ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ ยังไม่ได้สอนให้มีสติเลย สอนเรื่องธรรมก่อน ให้เข้าใจธรรม เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักธรรม ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นไม่ได้บอกให้มาปฏิบัติ ปฏิบัติได้อย่างไร ถ้าไม่มีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ถ้าเป็นเรื่องธรรม และการปฏิบัติธรรม ก็จะต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร อะไรเป็นธรรมก่อน ถ้าไม่มีใครเข้าใจ ปฏิบัติไม่ได้แน่ จะไปเที่ยวบอกใครว่าให้มาปฏิบัตินั้น เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขาไม่เข้าใจธรรมเลย
เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ที่ทุกคนมาวันนี้ ครั้งแรก หรือขั้นต้นก็คือว่า ฟังเรื่องธรรมให้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วจะปฏิบัติได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ แต่เท่าที่คุยมานั้น เท่าที่ผมทราบมา คือว่าอาจารย์จะไม่มีสอนปฏิบัติใช่ไหม มีแต่สอนให้ความรู้ ให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ปฏิบัติสอนอย่างไร
ผู้ฟัง ผมก็ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไร คือทำอย่างไรให้เรามีสติ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปตื่นเต้นกับปฏิบัติ ถ้าไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไร ไม่ต้องไปตื่นเต้นเพราะเราไม่รู้จัก ปฏิบัติอะไรก็ไม่รู้ จะไปตื่นเต้นทำไม แต่สิ่งที่เราจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจกำลังอยู่เฉพาะหน้า แล้วการปฏิบัตินั้นไม่ใช่ขณะอื่นเลย ขึ้นอยู่กับระดับของความเข้าใจ ถ้าสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมว่าเป็นธรรม ไม่มีเรา ถูกต้องไหม ผลของการอบรมเจริญปัญญาหรือที่เรียกว่าปฏิบัติ ก็เพื่อให้เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่าไม่มีเรา เป็นธรรมทั้งหมด
ทีนี้ ถ้าขณะที่ฟัง ยังไม่เข้าใจอย่างนี้ แล้วเราจะไปรู้อย่างนั้นได้อย่างไร ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมจริงๆ กำลังเกิดดับจริงๆ ถ้าขณะนี้ไม่ฟังให้เข้าใจเรื่องนี้เสียก่อน แล้วจะปฏิบัติแบบไหน อย่างไร หรือถ้าเข้าใจแล้วเดี๋ยวนี้ วันนี้ เข้าใจอย่างนี้ แล้วจะให้สอนปฏิบัตินั้น ให้สอนอย่างไร
ผู้ฟัง ผมเห็นว่ามีหลายท่านที่เรียนมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว
ท่านอาจารย์ เรียน ๑๐ ปีแล้วเป็นอย่างไร ไม่จำกัดเวลา ถ้าเรียน ๑๐ ปีแล้วเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง ผมคิดว่าถ้าไม่มีการทำกิจกรรม หรือว่าอะไรด้วย มันจะยิ่งเห็นชัดว่า
ท่านอาจารย์ ทำกิจกรรมอะไร ทำกิจกรรมอย่างไร
ผู้ฟัง เรื่องของเรื่อง คืออารมณ์ปัจจุบัน ถ้าเราพูดแค่นี้ ถ้าไม่มีการฝึกนั้น มันไม่ใช่ง่ายเลย
ท่านอาจารย์ แล้วจะฝึกอย่างไร
ผู้ฟัง อย่างที่อาจารย์บอก ผมก็เข้าใจว่าเราจะต้องเข้าใจเรื่องก่อน
ท่านอาจารย์ แล้วพอเข้าใจแล้ว จะฝึกอย่างไร ลองนึกสิว่าจะฝึกอย่างไร
ผู้ฟัง แต่ละที่ก็อาจจะมีวิธีแตกต่างกัน เช่น การฝึกอานาปานสติ ก็เป็นวิธีหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ช่วยอธิบายว่าทำอย่างไร
ผู้ฟัง ผมไม่ได้ศึกษาทางด้านอานาปานสติ
ท่านอาจารย์ เอาที่ศึกษามาแล้ว ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว ว่าทำอย่างไร
ผู้ฟัง ขออนุญาต อาจารย์กำลังทำให้เพื่อนผมแย่แล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เลย ไม่ใช่เลย กำลังช่วย ช่วยเหลือ
ผู้ฟัง แต่ตอนนี้เข้าใจว่าที่เรากำลังเข้าใจกัน เหมือนกัน คือเราอยากจะเห็น คำพูดที่บอกว่า ให้ทำอย่างนี้ ให้ทำท่านั้น ท่านี้ หายใจเข้าออกอย่างนี้ หรือไม่ก็ต้องไประลึกนั่น ระลึกนี่ แต่ที่อาจารย์ต้องการเน้นตอนแรก ก็คือว่า ถ้าคุณเข้าใจก่อนว่าจริงๆ แล้วธรรมนี่คืออะไร นี่พูดอย่างนี้ในใจผมบอกว่าธรรมคือคุณากร หมายความว่า ท่านต้องการจะบอกให้เข้าใจ ว่าคุณเข้าใจตรงนี้ แล้วการปฏิบัติมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเนื่องจากว่าคุณต้องไปทำจิตของคุณเอง ตามใจคุณ อบรมตัวเองในทุกขณะที่คุณไปทำอะไร
ตรงนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจคนที่เราสัมภาษณ์เขาเมื่อตอนเที่ยง เขาเป็นคนธรรมดา คุณเชื่อไหม เขาขายอะไร เขาขายเครื่องไหว้เจ้า เขาบอกว่า ผมขายเครื่องไหว้เจ้า แต่ในเวลาเดียวกันในใจผมระลึกเสมอว่า ที่จะไหว้เจ้านั้นถ้าเผื่อเขาไหว้เพื่อธรรมเนียมของเขา แล้วไปฝืนธรรมเนียมเขาทำไม แล้วเป็นอาชีพผม ผมได้เงิน และเป็นอาชีพสัมมาอาชีวะของผม และในเวลาเดียวกันผมอยู่กับเรื่องของไตรลักษณ์ เรื่องของความไม่เที่ยงไม่แท้อยู่ตลอด เขาพูดแค่นี้ ผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่ อ้าปากหวอ ฟัง ไอ้หมอนี่จบอะไรมา ผมจบตั้งด็อกเตอร์ ทำไมทำไม่ได้อย่างเขาอย่างนี้ ไม่คิดอย่างนี้ เขาบอกว่าเขามาที่นี่เพียงปีเดียว แล้วตอนแรกเขาก็ไม่อยากมาที่นี่ พี่ชายเขาก็พยายามหลอก พยายามล่อ จนกระทั่งมาได้ เขาก็นั่งอยู่นี่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เขาไม่ได้ต้องไปฝึกอะไร
ก็คืออยากเรียนว่า ตรงนี้เมื่อคุณถูกถามสักครู่นั้น ผมก็เลยเข้าใจทันทีว่า ถ้าเผื่อเข้าใจ มนุษย์เมื่อเข้าใจแล้ว ย่อมจะพยายามหลีกจากจุดลำบากไปสู่จุดไม่ลำบาก เป็นเบื้องต้นก่อน เบื้องต่อมาก็คือ พยายามจะมุ่งเข้าหาจุดที่ความเป็นกุศล ไปจากความไม่เป็นกุศล แล้วหลังจากนั้นจากความเป็นกุศลก็พุ่งไปสู่จุดที่ไม่มีอะไร
ท่านอาจารย์ ที่สำคัญที่สุด คือสอนให้เกิดปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่ให้ทำ ปัญญาไม่ได้เกี่ยวกับทำเลย พระพุทธเจ้าเวลาที่มีคนไปเฝ้า พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าให้ไปทำอย่างนี้ ให้ไปทำอย่างนั้นเลย ทรงแสดงธรรม ซึ่งธรรมมีอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจ ขณะนั้นมีการปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ใช่เราทำ ถ้าไม่ใช่เราทำ เป็นปรมัตถ์อะไรทำ คุณบูรพา ถ้าไม่ใช่เราทำ เป็นปรมัตถธรรมอะไร ที่ทำ
ผู้ฟัง เป็น เป็น มี ๔ อัน
ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรม มี ๔ แต่รูปไม่รู้อะไรเลย จิตกับเจตสิก ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเจตสิก เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ ถ้าเจตสิกที่ไม่ดีเกิดร่วมกับจิตนั้น จิตไม่ดีเลย เป็นโทสะบ้าง เป็นโลภะบ้าง ถ้าเจตสิกฝ่ายดีเกิด ก็เป็นโสภณจิต เพราะฉะนั้นสำคัญที่เจตสิก ที่ว่าปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่คนหนึ่งคนใดเลย แต่เจตสิก ๘ ชนิด ซึ่งทรงแสดงไว้ว่ามรรคมีองค์ ๘ ไม่ได้บอกว่าให้ทำ ไม่มีใคร ไม่มีตัวตน แต่เวลานี้ ขณะนี้ ถ้ายังไม่ได้ศึกษา จะไม่ทราบเลยว่ามีสติเจตสิกเกิดในขณะที่ฟัง ต้องบอก ไม่บอก ไม่รู้ใช่ไหม ไม่รู้จักสติเจตสิก แต่ขณะที่ฟัง ให้ทราบว่าไม่ใช่มีแต่เฉพาะ ๗ ดวงที่กล่าวไว้ว่าต้องเกิดกับจิตทุกดวง ยังมีโสภณธรรมฝ่ายดี มีสติเจตสิกเกิดด้วย มีศรัทธาด้วย มีหิริด้วย มีโอตตัปปะด้วย ชื่อทั้งหมดในชีวิตประจำวันที่เราได้ยินได้ฟัง แล้วเคยเป็นเราทั้งหมด แท้ที่จริงก็คือเป็นเจตสิกแต่ละชนิด
เพราะฉะนั้น เราจะทำนั้น หมดหนทาง นั่นคือโมหะ นั้นคือความไม่รู้ นั่นคือความเห็นผิด นั่นคือความเป็นตัวตนที่จะทำ แล้วถ้ามีคนหนึ่งคนใดบอกให้ทำ เรารู้อะไร เราไม่รู้อะไรเลยสักนิดเดียว ทำตามคำสั่ง ทำตามคำบอก แต่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีการฟัง และก็อบรมปัญญาของเราเอง ให้เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้สติระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งขณะนี้เป็นสภาพธรรม เรากำลังฟังเรื่องราวของธรรม แต่เวลาที่สติอีกระดับหนึ่ง ขั้นหนึ่งจะเกิด ไม่ใช่เพียงฟังเฉยๆ สามารถที่จะระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์จริงๆ ในขณะนี้ นั่นคือสติปัฎฐาน หรือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เราทำ
เพราะฉะนั้น จะทำ หรือจะไม่ทำ อย่างไร หรือจะอบรมปัญญาความเข้าใจขึ้น หรือยังอยากจะทำ ถ้าจะทำนี้ไม่รู้จะทำอะไร จะทำแบบไหนก็ไม่ทราบ แต่ถ้าเข้าใจขึ้น สติอีกระดับหนึ่งจะเกิด เหมือนกับได้ยิน ถ้าไม่มีเสียง ไม่มีโสตประสาท จิตได้ยินเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ ให้เห็นความไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ให้มีความซาบซึ้ง เข้าถึงความที่ไม่สงสัยเลยในความเป็นอนัตตาในระดับขั้นการฟัง ว่าแม้สติก็เป็นอนัตตา เจตสิกทั้งหมดก็เป็นอนัตตา ก็จะรู้ได้เลยว่า ขณะใดสติเกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เราทำ และขณะใดหลงลืมสติ เพราะฉะนั้นก็ สามารถที่จะรู้ความต่างกันของขณะที่สติเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ เมื่อรู้ความต่างกัน ปัญญาที่เกิดจากการฟังเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ก็จะทำให้มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ตรงตามที่ฟังทุกอย่างในขณะนี้ นี่คือการอบรมเจริญปัญญา ที่เป็นการปฏิบัติธรรม แต่ไม่ใช่เราทำ
จะต้องรออะไรไหม ถ้าสามารถจะเข้าใจได้ มีปัจจัยที่สติปัฎฐานจะระลึก ขณะนี้คนที่มีสติปัฏฐานระลึกก็ระลึก คนไหนไม่ถึงระดับขั้นที่สติปัฎฐานจะเกิด ก็ฟังเรื่องราวของสภาพธรรม จนกว่าจะถึงขณะที่สติปัฎฐานเกิด ซึ่งบังคับไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ สั่งธรรมอะไรก็ไม่ได้ แต่เข้าใจธรรมขึ้นตามความเป็นจริง
คนที่ฟังพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม จบแล้วเป็นพระโสดาบัน ปฏิบัติอย่างไร กำลังฟัง พอจบ ก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่ได้ไปปฏิบัติอะไรที่ไหนเลย แต่สามารถที่จะมีความรู้ความเข้าใจ เพราะอบรมมาที่จะเข้าใจได้ ยังสงสัยไหมเรื่องปฏิบัติ
ผู้ฟัง ขอเรียนถามอีกข้อหนึ่งว่า ที่บอกว่าประจักษ์การเกิดดับนั้น มีขั้นตอนเป็นอย่างไร stepก่อนเกิดมาจนกระทั่งดับไป
ท่านอาจารย์ ความเข้าใจของเราพอที่จะประจักษ์หรือยัง สภาพธรรมเป็นอย่างนี้ ใครจะรู้ หรือไม่รู้ สภาพธรรมก็เป็นอย่างนี้ ชีวิตดำรงอยู่เพียงชั่วขณะหนึ่ง ขณะที่เห็น ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่คิดนึก เป็นจิตคนละประเภท เพราะฉะนั้นถ้าจิตขณะหนึ่งไม่ดับไป จิตขณะต่อไปจะเกิดไม่ได้เลย ทั้งนามธรรมและรูปธรรมกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้น ต้องฟังให้เข้าใจจนกว่าสติจะระลึกลักษณะของสภาพธรรม อย่าง "แข็ง" ที่กำลังกระทบสัมผัส ในความรู้สึกของทุกคน จะคิดว่ามันมีอยู่แล้ว บ้านนี้ทั้งหลังก็มีอยู่แล้ว คนแต่ละคนนี้ก็มีอยู่แล้ว โต๊ะเก้าอี้นี้ก็มีอยู่แล้ว แต่ตามความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลย จากการตรัสรู้ ขอให้ระลึกเป็นขั้นๆ ถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขณะที่กระทบสัมผัส ถ้าแข็งไม่เกิด จะมีอะไรปรากฏไหม ขณะใดที่กระทบและมีแข็งปรากฏ หมายความว่าแข็งเกิดตรงนั้น ต้องมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องเกิด และสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก ถ้าทุกคนประจักษ์ได้ ก็เป็นพระอรหันต์กันหมด แต่ถ้าทุกคนประจักษ์ไม่ได้ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง พระองค์ก็จะตรัสรู้เพียงพระองค์เดียว แต่พระองค์ทราบว่ามีผู้ที่ได้อบรมปัญญาในอดีตมาแล้ว สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมตามพระองค์ได้ จึงได้ทรงแสดงธรรม
แต่ไม่ใช่หมายความว่าคนที่ได้รับฟังเทศนาในสมัยโน้น จะเป็นพระอรหันต์ไปหมด ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็มี แล้วก็ตกเหลือทอดไปจนกระทั่งถึงสมัยนี้ยุคนี้ก็มี ถ้าจะคิดจริงๆ แล้ว ๒๕๐๐ กว่าปีนี้ ไม่นานเลย กรุงเทพ ๒๐๐ อีก ๒๐๐ อีก ๒๐๐ ก็ค่อยๆ บวกไป ประเดี๋ยวก็ ๑๐ เท่า ก็ ๒๐๐๐ แล้ว เพราะฉะนั้นก็มีผู้ที่ได้เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้สนใจ พอที่จะรู้ว่าธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น ทรงแสดงเรื่องนี้ ความจริงอย่างนี้ แต่ว่าเนื่องจากไม่ใช่เป็นผู้ที่เป็น อุคฆฏิตัญญูบุคคล คือเมื่อได้ฟังแล้วก็สามารถที่จะรู้สภาพธรรมได้โดยรวดเร็ว หรือ วิปัญจิตัญญู คือเมื่อได้ทรงแสดงและอธิบายแล้วพอสมควร ก็รู้ได้ หรือไม่ใช่ เนยยบุคคล คือผู้ที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมในชาตินั้น แต่เป็น ปทปรมะบุคคล คือในชาตินั้นไม่บรรลุ ไม่รู้แจ้ง ต้องในสมัยหลังๆ จึงสามารถจะรู้แจ้งได้เพราะปัญญาค่อยๆ อบรม
ถ้าอ่านประวัติของพระสาวกทั้งหลาย ไม่น้อยเลยเป็นกัปๆ แต่ว่าเราก็ไม่ต้องไปคิดว่ากี่กัปมาแล้ว เอาขณะนี้ที่กำลังฟัง เข้าใจแค่ไหน นั่นคือคำตอบว่าเราได้อบรมเจริญปัญญามากน้อยเท่าไร หรือแม้แต่การที่เมื่อฟังแล้ว สติระลึกที่ลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ นี่คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ต้องมีอยู่ในที่นี้ ในขณะที่มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรามีโลภะ มีความต้องการอยากจะประจักษ์การเกิดดับ แล้วก็ถามวิธีการว่าทำอย่างไร ขั้นไหน ระดับไหน Step ไหน อะไรไหน และก็วางรูปแบบมาว่าอย่างนี้ๆ แล้วเราจะประจักษ์ นั่นไม่ใช่เรื่องของปัญญาเลย
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจแม้แต่สภาพธรรมที่เป็นปัญญา ว่าปัญญาไม่ใช่รู้วิชาการอื่นเลย เพราะการรู้วิชาการอื่นทั้งหมด รู้เรื่องราวของปรมัตถธรรมแต่ไม่รู้จักตัวสภาพที่เป็นปรมัตถธรรมขณะนี้ อย่างใครจะพูดเรื่องโสตประสาท คลื่นเสียงอะไรๆ ก็แล้วแต่ นั้นเป็นเรื่องราวของสภาพปรมัตถธรรม แต่ถ้าเป็นตัวปรมัตถธรรมจริงๆ ต้องขณะกำลังเห็น มีสภาพธรรม ๒ อย่างคือ สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปธรรม มีจริงๆ กำลังปรากฏ แล้วก็ปรากฏเฉพาะทางตาด้วย ไม่ปรากฏทางอื่น และนามธรรมก็เป็นสภาพที่รู้สิ่งที่กำลังปรากฎทางตา คือเห็น ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แล้วจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นี่คือสภาพนามธรรมที่กำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ ทีละทาง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ตัวตนก็ไม่มี เป็นนามธรรม ก่อนจะประจักษ์การเกิดดับ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่วิธีการ แต่เป็นการอบรมเจริญปัญญา เริ่มต้นจากขั้นฟังเข้าใจ แล้วก็สามารถที่จะรู้ได้เวลาที่สัมมาสติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ถ้าขณะนี้สัมมาสติไม่เกิด ไม่มีการระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรม ก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้ ว่าสัมมาสติมีลักษณะอย่างไร ก็อยู่ในตำรา มรรคมีองค์ ๘ ก็ท่องไป มรรคมีองค์ ๕ ก็ท่องไป แต่ไม่รู้ตัวจริงว่าลักษณะของสัมมาสตินั้น คือขณะที่ระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรม
เพราะฉะนั้นจะต้องมีการปฏิบัติแบบไหน วิธีการอย่างไร ขั้นตอนอย่างไรหรือเปล่า นอกจากอบรมปัญญาเพิ่มขึ้นจากการฟัง ถ้าฟังไม่เข้าใจก็ไม่มีทางเลย แล้วถ้าฟังแล้วเข้าใจแล้วไปรออีกว่าเมื่อไรสติปัฎฐานจะเกิด ก็ผิด เพราะมีความเป็นตัวตน เพราะฉะนั้นหลักของพระพุทธศาสนาซึ่งตรงที่สุด ซึ่งคำสอนอื่นไม่มี ก็คือเรื่องความเป็นอนัตตา ทุกอย่างต้องเป็นอนัตตา แม้แต่สติก็เป็นอนัตตา ปัญญาก็เป็นอนัตตา สภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร ใครจะฉลาดปราดเปรื่องสักเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ใช่ของเขา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับ ต้องเป็นเรื่องรู้แล้วละ ละคลาย ไม่ใช่ไปติดข้อง ต้องการ ว่าเมื่อไหร่ๆ ๆ สติจะเกิด เมื่อไหร่สติจะเกิดมากๆ เมื่อไหร่จะรู้การเกิดดับ นั่นเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องละ
