ปรมัตถธรรม ๔ - ไม่ใช่ฟังเพียงชื่อ หรือ เรื่องราวของธรรม
ท่านอาจารย์ ธาตุชนิดนี้เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ทำกิจหน้าที่ของตนแล้วดับทันที เร็วมาก ขณะนี้จิตกำลังเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ สืบต่อกัน ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ต่อไปจนกระทั่งตาย และเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดอีก จิตก็ต้องเกิด ไม่มีเวลาหยุด สงบนิ่ง พักผ่อน ตั้งแต่แสนโกฏิกัปมาแล้ว จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า การสะสมสืบต่อของจิตแต่ละขณะนั้น ทำให้เราทุกคนในที่นี้ มีความคิด มีความเข้าใจ มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามแต่ละขณะจิต ซึ่งเกิดขึ้น แล้วรู้อารมณ์แต่ละขณะ
ผู้ฟัง ถ้าเราไม่ได้รู้จักปรมัตถ์เลย หมายถึง ในความรู้สึกของคนใหม่ๆ นี้ เราไม่เชื่อเรื่องจิตเกิดดับ เพราะว่าตลอดมาเรารู้สึกคล้ายๆ กับว่า เรานี้มีจิต หรือวิญญาณอยู่หนึ่งดวง อันนี้เราเป็นอย่างนี้มาตลอด แม้กระทั่งบางคนเขาบอกเขาตายแล้ว จิตวิญญาณดวงนี้ยังต้องล่องลอยไป เพื่อจะไปโน่น ไปนี่ อะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ทราบไหมว่าเพราะอะไร ที่คุณพูลทรัพย์พูดมานี้
ผู้ฟัง เพราะว่าเราจำมาอย่างนั้น เขาบอกเรามาอย่างนั้น ว่า เรามีจิตอยู่หนึ่งดวง ชื่อนี้ ทำงานอย่างนี้ มีคุณภาพอย่างนี้ อย่างนี้ แล้วตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังบอก ...
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อริยสาวก
ผู้ฟัง เพราะคนที่บอกนี่ไม่ใช่อริยสาวก หรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นอริยสาวกแล้ว จะไม่สงสัยเลย สิ่งใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสทรงแสดงสิ่งนั้นสามารถที่จะประจักษ์ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนที่ยังไม่ได้ฟังธรรมเลยก็จะไม่รู้ลักษณะของจิต ว่ามีจิต แล้วก็ไม่รู้ว่าจิตเกิดดับนั้นก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้ แต่ถ้าคนที่ฟังแล้ว ยังไม่ประจักษ์แจ้งก็ยังไม่เป็นอริยสาวก ต่อเมื่อใดประจักษ์แจ้ง เมื่อนั้นก็เป็นพระอริยสาวก เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี้เพื่อเข้าใจ เข้าใจนามธรรม และรูปธรรมตั้งแต่บัดนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น กำลังเห็น กำลังได้ยิน เป็นปกติในชีวิตประจำวัน จนกว่าเมื่อไรเป็นธรรมทั้งหมด ในชีวิต ในแต่ละขณะที่มีการระลึก คือสติระลึกได้ จะรู้ว่าเป็นธรรม โดยตลอด โดยสิ้นเชิง โดยละเอียด โดยประจักษ์แจ้ง เมื่อนั้นเป็นพระอริยบุคคล
เพราะฉะนั้นการฟังนี้ ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น เรื่องนามธรรมกับรูปธรรม ๒ อย่าง ที่มีจริงๆ และต้องฟังด้วยความอดทน จนกว่าจะเข้าใจ จนถึงประจักษ์แจ้ง ก็คิดดูว่าจะเป็นระยะเวลาที่ยาวนานแค่ไหน แต่ว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้จริงๆ เพราะว่าเป็นความจริง แล้วก็ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนกระทั่งไม่มีความสงสัยหลงเหลืออยู่ ในลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม
ผู้ฟัง แต่ดิฉันก็ได้ยิน มีคนอื่นเขาก็เคย อาจจะที่นี่ก็หลายท่านเหมือนกัน มีวิธีการทำอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ เดินอย่างนี้ เพื่อจะเห็นรูป เห็นนาม อย่างนี้
ท่านอาจารย์ แต่เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า
ผู้ฟัง ต้องเรียนถามหลายท่านที่มีประสบการณ์ ว่าจริงหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ มีใครมีประสบการณ์บ้างไหม เข้าใจอย่างนี้ อย่างที่กำลังเริ่มฟังวันนี้ เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า หรือว่าไปนั่งจ้องอยากจะเห็น ซึ่งไม่มีทางจะเห็นได้เลย เพราะขณะนี้แม้ว่านามธรรมและรูปธรรมกำลังเกิดดับอย่างเร็วมาก แต่เมื่อมีความไม่รู้ ฉาบทา ปิดบัง และยังมีตัณหา ความต้องการฉาบทาไว้ ไม่มีทางเลย ที่จะเห็นการเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมได้
การที่ปัญญาจะถึงระดับขั้นที่จะประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมได้ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องละคลายความสงสัย ความต้องการในนามธรรมและรูปธรรม แม้เพียงเล็กน้อย จนกว่าจะหมด ต้องเป็นเรื่องการละคลายโดยตลอด ถ้ายังมีความต้องการ คือโลภะ ถ้ายังมีความจงใจเป็นเจตนา ซึ่งไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่หนทางที่สภาพธรรมขณะนี้แม้เป็นจริงอย่างนี้ ก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าความจงใจกับความต้องการนี้เป็นตัวตน ไม่ใช่ปัญญาที่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้ ว่าขณะนี้เป็นนามธรรม และรูปธรรม ค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ คลายความไม่รู้ลงไป และเมื่อสติเกิด ก็จะยิ่งระลึกในลักษณะที่มีสภาพสภาวะจริงๆ กำลังปรากฏ ไม่ใช่ฟังเพียงชื่อ หรือเรื่องราวของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นต้องทราบจุดประสงค์ของการฟัง ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ด้วย ไม่ใช่ในขณะอื่น ไม่ใช่ขณะที่ไปอยู่ในห้อง แต่ต้องขณะไหนก็ได้ ซึ่งเป็นความจริงทั้งหมด เป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม ทั้งหมด
ผู้ฟัง ในขณะที่กำลังปรากฏ ก็คือขณะปัจจุบัน ส่วนที่ปรากฏไปแล้วนี่ ก็ไม่สมควรที่จะนำมาพิจารณาใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ไปคิดทำไม เรากำลังพูดถึงว่า สภาพธรรมขณะนี้ที่กำลังปรากฏนี้ มีความรู้ในลักษณะที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมบ้างหรือยัง แค่ไหน เพราะว่าก่อนนั้นไม่เคยรู้ ไม่เคยฟัง ไม่เคยรู้เรื่องนามธรรม รูปธรรมเลย เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้ไปทำอย่างอื่น ยังมีใครสงสัยในเรื่องของนามธรรมกับรูปธรรมบ้างไหม กับบัญญัติ
ผู้ฟัง ซึ่งเราสังเกตดู แทบจะทั่วประเทศก็ยังไปมีการนั่ง ...
ท่านอาจารย์ ไม่เป็นไร เรื่องของคนอื่นผ่านไป ขณะนี้เรากำลังพูดเรื่องปรมัตถธรรม เราจะต้องเข้าใจตรงนี้ คนอื่นจะเป็นยังไงก็เรื่องของความคิดอื่น เรื่องของความคิด เรื่องคนอื่น แต่ขณะนี้มีปรมัตถธรรมซึ่งเราควรจะเข้าใจขึ้น เพราะยากที่จะได้ฟัง ยากที่จะเข้าใจ ถ้าเราบังเอิญเกิดเป็นนก เป็นไก่ เป็นสุนัข ต่อให้อยู่ใกล้ๆ นี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจได้ ถ้าเราจะคุยกับเพื่อนเรื่องอื่น เรื่องปัญหาของโลก เรื่องสังคม เรื่องรัฐบาล เรื่องอะไร ขณะนั้นก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจปรมัตถธรรม ใครจะคิดยังไง ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถที่จะทำให้พวกเดียรถีย์ปริพาชกมีความเห็นถูกได้ เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละคน ที่มีโอกาสจะได้ฟัง ที่มีโอกาสเมื่อสะสมบุญเก่า ศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิใดๆ มาแล้วในอดีต ก็มีโอกาสที่จะได้เจริญกุศลนั้นๆ ขึ้นอีก ขณะนี้อย่าลืม ขณะที่ฟัง สติเกิด ปัญญาเกิด ไม่ต้องไปนึกถึงสติปัฏฐาน เพราะว่าถ้าไม่มีสติขั้นฟัง ปัญญาขั้นฟัง สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย สติปัฏฐานก็เกิดไม่ได้ นี่คือความหมายของคำว่า อบรม ไม่ใช่ว่าขณะนี้ไม่มีสติเลย และไปมีสติตอนเข้าไปอยู่ในห้อง ไม่ใช่อย่างนั้น แม้ขณะนี้สติก็มี ปัญญาก็มี แล้วขณะใดที่เข้าใจขึ้น สติปัญญาก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น จนกว่าสติจะมีการระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ ก็เป็นสติอีกระดับหนึ่ง คือ เป็นสติปัฏฐาน
ผู้ฟัง แค่ตาเราเห็นตรงสีแค่นั้นเอง ตอนหลังถึงได้เข้าใจตรงนี้ เมื่อมาเรียนปรมัตถธรรมแล้ว ขอบพระคุณมาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะนี้เวลาที่ทุกคนมองดูก็ไม่มีคุณพูลทรัพย์ จริงๆ แล้วมีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วมีเสียง ปรากฏทางหู ถ้าสามารถแยกได้ เข้าใจได้จริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว ขณะที่เห็นนั้น เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ไม่ใช่เสียง ส่วนเสียงก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เริ่มค่อยๆ เข้าใจอย่างนี้ จนกว่าจะเป็นจริงอย่างนี้ นั่นคือความเห็นที่ถูกต้อง เพราะว่าจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น วันไหนที่สติระลึก แล้วก็เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนเข้าใจโดยตลอดทั้ง ๖ ทาง เมื่อนั้นก็เป็นผู้ที่ดำเนินหนทางที่จะไปสู่การรู้แจ้งสัจจธรรมว่า ไม่มีอะไรเลย นอกจากนามธรรมและรูปธรรม แล้วต่อไปก็จะประจักษ์ความจริงแท้ของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งเกิดแล้วก็ดับ อย่างรวดเร็วด้วย
ผู้ฟัง คำว่าเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น หมายถึง เข้าใจโดยคิดนึก หรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เข้าใจโดยการฟัง แล้วก็พิจารณาไตร่ตรอง จนกว่าสติจะระลึก เมื่อสติระลึก ตอนนี้ก็เข้าใจในลักษณะโดยไม่ต้องคิด เพราะว่าฟังมาแล้ว เข้าใจมาแล้ว
ผู้ฟัง เข้าใจจนกว่าสติจะ ...
ท่านอาจารย์ จะเป็นสติปัฏฐาน ที่เราใช้คำว่า สติปัฏฐาน แต่ถ้าไม่ใช้ภาษาบาลี ก็คือสติที่ระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ ขณะนี้เป็นปรมัตถธรรมทั้งหมด แต่สติไม่ได้ระลึกที่ลักษณะที่เป็นปรมัตถ์ กำลังฟังเรื่องราวของปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้เรื่องปรมัตถธรรมเพิ่มขึ้น ก็มีปัจจัยที่สติจะเกิด แล้วก็ระลึกลักษณะปรมัตถ์ แล้วก็รู้ในอาการ ในสภาพที่เป็นปรมัตถ์ นั่นคือเริ่มจะเห็นธรรมว่าเป็นธรรม แต่ละอย่างๆ
ผู้ฟัง ตอนนี้ก็เรียกว่าเราเข้าใจเรื่องราวของธรรม เมื่อเราเข้าใจเรื่องราวของธรรมแล้ว ก็ต้องไตร่ตรองต่อไปอีก
ท่านอาจารย์ ขณะกำลังฟังเดี๋ยวนี้ ถ้าฟังด้วยดีอย่างที่พระผู้มีพระภาคมักจะตรัสเสมอว่า จงสดับ หรืออะไรอย่างนี้ หมายความว่าขณะที่ฟัง กำลังตั้งใจ พิจารณาให้เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง เพราะว่าอย่างตัวหนังสือ นามธรรมกับรูปธรรมนี้ มี และเราก็ไม่เคยฟังความกว้างขว้าง หรือความลึกของสภาพธรรม เราอ่าน เราก็เจอนามธรรมรูปธรรมเหมือนเดิมเท่าเก่า แต่ถ้าขณะที่ฟังนี้ เราฟังด้วยดี ด้วยความตั้งใจ ด้วยการพิจารณา ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เวลาผ่านคำนี้ เราเข้าใจกว้างแล้วก็ลึก แล้วก็ละเอียดด้วย ไม่ใช่เพียงแต่แค่ที่เราเคยผ่านตา ว่านามธรรมกับรูปธรรม หรือแค่เพียงเห็น
เท่าที่ฟังมา เริ่มจะเห็นพระปัญญาคุณของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ไหม สภาพธรรมกำลังเกิดดับ ถ้าไม่ทรงแสดง ใครจะรู้ ถ้าไม่ทรงแสดงโดยละเอียด ใครจะเชื่อ หรือใครจะน้อมใจพิจารณาตามได้ว่า ความจริงเป็นอย่างนั้น แม้แต่จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ หรือเป็นธาตุรู้ มีจริงๆ เพราะว่าขณะนี้ เห็น คนตายไม่เห็นเลย แต่ขณะเห็นนี้ ต้องเป็นความจริงอย่างหนึ่ง คือเป็นธาตุที่รู้ ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ให้เห็นได้ ขณะที่กำลังเห็น ก็คือสภาพรู้ หรือธาตุรู้
เพราะฉะนั้นให้ทราบลักษณะของจิต ซึ่งเวลาที่เกิดมา ถ้าเป็นสัตว์ที่มีชีวิตแล้ว ต้องมีจิตเกิด จึงจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้ ไม่ใช่มีแต่รูปเท่านั้น ถ้ามีรูปเท่านั้นจะกล่าวว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคลไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ามีนามธรรม คือมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ และในภูมิที่มีรูป จิตก็เกิดพร้อมกับรูป เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังนั่งอยู่นี้ เป็นจิต และรูป และนอกจากจิต ก็ยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต เกิดในจิต เพราะเหตุว่า จิต โดยลักษณะของจิตล้วนๆ เป็นธาตุรู้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะจำ ไม่สามารถที่จะรัก ไม่สามารถที่จะชัง ไม่สามารถที่จะโกรธ แต่เป็นสภาพที่รู้ว่า อารมณ์คือสิ่งนั้นกำลังปรากฏให้รู้ อย่างเสียง ขณะที่กำลังได้ยิน เป็นจิตที่ได้ยิน ส่วนความรู้สึกจะชอบ ไม่ชอบ เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าเจตสิก ถ้าออกเสียงตามภาษาบาลีจะต้องเป็น เจ-ตะ-สิ-กะ ใช่หรือไม่
อ.สมพร ใช่
ท่านอาจารย์ ในขณะนี้มีใครที่ไม่รู้จักเจตสิกบ้าง เพิ่งบอกไปเมื่อกี้นี้เอง สภาพนามธรรมที่เกิดกับจิต แต่ว่าจิตนั้นเป็นสภาพรู้เท่านั้น เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ เพราะเหตุว่าถึงจะเอาเจตสิกออก เอารูปออกหมด ก็ยังมีธาตุรู้ ซึ่งเป็นจิต แต่ความจริงจะเอาเจตสิกออกจากจิตไม่ได้เพราะเหตุว่าสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิด ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามซึ่งจิตเกิด ต้องมีเจตสิกเป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้น หรือขณะใดที่เจตสิกเกิด ก็ต้องมีจิตเป็นสังขาร เป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิก ๒ อย่างเป็นนามธรรม
ปรมัตถธรรมทั้งหมดที่เรากล่าวถึงในวันนี้ก็มี รูป ไม่ใช่สภาพรู้อะไรเลย และก็มีจิต และก็มีเจตสิก เป็นปรมัตถธรรม ๓ อย่าง ซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็กำลังดับด้วย กำลังเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
ก่อนศึกษาเรารู้ว่ามีคน มีหนังสือ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ นี้ก่อนศึกษา แต่เวลาที่ศึกษาแล้ว แข็ง มี นามธรรมมี รูปธรรมมี เรียกว่าเรารู้ความจริงของสิ่งซึ่งเราเคยคิดว่ามีจริง ว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีจริงนั้นคือ จิต เจตสิก รูป เท่านั้น ถ้าจิต เจตสิก รูป ไม่มี บัญญัติจะไม่มีเลย แต่เพราะมีจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ แล้วก็คิดเรื่องต่างๆ หลังจากที่เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว แม้ขณะนี้ ก็เต็มไปด้วยวาระที่จิตกำลังคิดเรื่องราวต่างๆ ทางตาเห็นก็เป็นคนนั้นคนนี้ กว่าจะลอกบัญญัติออก แล้วเหลือแต่ปรมัตถ์ ถึงจะเห็นได้โลกนี้ว่างเปล่า เพราะว่าจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏ ที่เป็นปรมัตถ์สั้นมาก แล้วดับเลย แล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏนิดหนึ่งดับ แล้วขณะต่อไปก็ดับ แล้วจะไม่ว่างเปล่าได้อย่างไร ในเมื่อดับแล้วดับเลย ไม่เหลืออะไรเลย แต่เพราะว่าเกิดสืบต่ออยู่เรื่อยๆ ก็เลยทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นยั่งยืน หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเห็นการเกิดแล้วดับทันที จะไม่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแน่นอน เพราะว่าเป็นปรมัตถธรรมที่มีเหตุปัจจัยก็เกิดแล้วก็ดับ ชื่อเสียงก็ยังไม่เข้ามาเลย ขณะที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดดับ
อ.สมพร ที่ว่าว่างเปล่านี้ ผมเห็นด้วย เพราะว่าบัญญัติทั้งหมด ไม่มี ก็เหลือแต่ปรมัตถ์ ๓ หรือ ๔ อย่างเท่านั้น แล้วปรมัตถ์ ๓ อย่างนั้นก็เกิดดับ ไม่ได้เกิดครั้งเดียวตั้งอยู่นมนาน จึงว่า ว่างเปล่า ก็น่าคิด ว่าที่เราหลงใหลอยู่นี้ เพราะเราติดอยู่ในบัญญัติ
ผู้ฟัง ความคิดเป็นปรมัตถ์หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ จิตคิด จิตเป็นปรมัตถ์ แต่เรื่องที่คิดเป็นบัญญัติ
ผู้ฟัง คิดขนาดไหนถึงเรียกว่า คิด อันนี้ไม่เข้าใจ เพราะว่ารู้สึกว่ามันจะคิดเป็นบัญญัติไปเลย ไม่ทันคิดปรมัตถ์ คิดแค่ปรมัตถ์นี้ยังไม่ ...
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่จิตมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นปรมัตถ์ ต้องอาศัยสติระลึก จึงจะรู้ว่าลักษณะแท้ๆ ที่เป็นปรมัตถ์นั้น มี อย่างเราเห็นกล่อง เวลาที่เห็นเป็นกล่องนี้คือบัญญัติ หมายความว่า มีจิตเห็นเกิดแล้วดับ และต่อจากนั้นจิตจึงคิด รู้ จำได้ ว่าเป็นกล่อง หรือว่าเป็นคนนั้น คนนี้ นี่คือจิต ที่ไม่ใช่จิตเห็น จิตเห็นจะเห็นนิดเดียวเเล้วก็ดับ และจิตขณะต่อไปเพราะอาศัยการจำ จำทันทีเลย
ผู้ฟัง เพราะคิดก็เป็นบัญญัติเลย
ท่านอาจารย์ บัญญัติทั้งหมด
ผู้ฟัง แล้วคิดที่เป็นปรมัตถ์ เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ตัวคิด สภาพคิดเป็น จิต แต่เรื่องราวที่คิด ไม่มีจริง มีในขณะที่คิดเท่านั้น และมีเป็นเรื่องเท่านั้นด้วย ไม่ใช่ตัวจริงๆ
ผู้ฟัง มันรู้สึกพอคิดก็เป็นเรื่องไปหมด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบัญญัตินี้ ทำให้เราหลงติดอยู่ว่าเป็นคนนั้น คนนี้ เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งความจริงแล้วเป็นปรมัตถธรรม ซึ่งเกิดดับ
อ. สมพร ปรมัตถธรรมนั้น จะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ตาม เกิดที่ไหนดับที่นั่นอย่างรวดเร็ว แต่เราคิดเรื่องมันติดต่อกันไป จึงเป็นบัญญัติ ส่วนมากมันเป็นบัญญัติ ปรมัตถ์นั้น เช่น การเห็น จิตเห็นที่ตา ก็ดับที่ตาแล้ว จะออกไปได้ยินที่หูอีกไม่ได้ มันไม่ใช่ว่าจิตที่เห็นที่ตา แล้วจิตอันนั้นออกไปได้ยินที่หู มันคนละอัน เพราะฉะนั้นเกิดที่ไหน ดับที่นั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เคลื่อนย้ายแม้แต่เส้นผมเดียว จิตเกิดที่ไหนดับที่นั่น แล้วเกิดดับอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าที่ไหน ที่หทยวัตถุก็ได้ ที่หูก็ได้ ที่ตาก็ได้ จมูกก็ได้ ลิ้นก็ได้ แล้วแต่ การเห็นปรมัตถ์นั้น เห็นได้ยาก เห็นแต่บัญญัติ เห็นได้ง่าย เมื่อเห็นแต่บัญญัติ ไตรลักษณ์ก็ไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง ขอย้อนกลับที่เมื่อกี้นี้ ว่าคิดเรื่องราว ตรงไหนเป็นปรมัตถ์ ถ้าจะตอบชัดๆ อย่างนี้จะได้ไหมว่า คิดนั้นคือวิตก คือหน้าที่ของจิต นั่นเป็นคิด นั่นเป็นปรมัตถ์ เรื่องราวต่อจากคิดเป็นบัญญัติ อันนี้ใช่หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ก่อนที่เราจะไปถึงเจตสิก ๕๒ ประเภท เราก็ต้องทราบว่า ที่สำคัญที่สุด หรือเป็นใหญ่ที่สุดในการรู้อารมณ์คือ จิต เพราะฉะนั้นใช้อีกคำหนึ่งว่า มนินทรีย์ หมายความว่า เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ ที่ปรากฏทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเห็นขณะนั้น ก็คือจิตกำลังรู้อารมณ์คือเห็นทางตา เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งรู้ ว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา กำลังได้ยินเสียง ไม่ต้องคิดเรื่องเห็นอีกแล้ว ขณะนี้เสียงปรากฏ นี้เป็นการศึกษาธรรม ศึกษาตัวธรรมที่กำลังทำกิจได้ยิน เป็นธาตุรู้ที่กำลังได้ยินเสียง
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ไม่มีลักษณะของเจตสิกปรากฏ ภายหลังเราจะได้ยินชื่อว่าวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกข์เจตสิก วิริยเจตสิก ฉันทเจตสิก แต่เวลานี้ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เห็น จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน เจตสิกอื่นไม่ปรากฏเลย ทั้งๆ ที่มี กำลังได้ยิน จิตก็เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้เสียง คือได้ยินเสียง ลักษณะของเจตสิกใดๆ ไม่ปรากฏเลย ในขณะที่ลักษณะของจิตกำลังเป็นธาตุที่กำลังรู้อารมณ์ เป็นใหญ่ เป็นประธานจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าสภาพนี้ปรากฏ บุคคลนั้นจะไม่มีความสงสัยเลยว่าธาตุรู้จะไม่มีรูปร่างลักษณะใดๆ ทั้งสิ้น เจตสิกใดๆ ก็ไม่ปะปนอยู่ในที่นั้น รูปใดๆ ก็ไม่มี แต่เป็นธาตุที่รู้ เกิดขึ้นรู้ ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จิตจะไม่รู้อะไร ไม่ได้ เพราะเมื่อเป็นธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ นี่คือ จิต ใช้คำว่า มนินทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๑ ในอินทรีย์ ๒๒ ชนิด สภาพปรมัตถธรรมซึ่งเป็น จิต เจตสิก รูป จำแนกเป็นอินทรีย์ได้ ๒๒ อย่าง รูปที่เป็นอินทรีย์ก็มี เจตสิกที่เป็นอินทรีย์ก็มี ส่วนจิตเป็นมนินทรีย์ เพราะฉะนั้นเอาอันนี้ก่อน เอาจิตซึ่งเป็นใหญ่ เป็นประธาน และภายหลังเราจะรู้ว่าอะไรเป็นเจตสิก
เพราะเหตุว่า ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตที่เห็น ความรู้สึกเกิดกับจิตทุกขณะ ที่จะกล่าวว่ามีแต่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย ไม่ได้ เพราะเหตุว่าบางครั้งอย่างเวลาที่เราเห็นสิ่งที่เราชอบใจ เราก็รู้สึกโสมนัส ดีใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่ไม่ว่าจะเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส จะต้องมีความรู้สึกเกิดร่วมด้วย สภาพของจิตไม่เปลี่ยน จิตต้องเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ เสมอไปอย่างเดียว แต่ว่าเจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภท แล้วก็เปลี่ยน เช่น ความรู้สึกไม่ใช่มีแต่เฉพาะดีใจ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเสียใจ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะทุกข์กาย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะสุขกาย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะอุเบกขา รวมความว่า เวทนา ซึ่งเป็นภาษาบาลี ภาษาไทยคือ ความรู้สึก มีลักษณะ ๕ อย่าง แต่เกิดขึ้นทีละ ๑ ลักษณะ
มีใครบ้างที่เกิดมาไม่เคยเสียใจ ไม่เคยโกรธ มีไหม แต่โกรธไม่ใช่เสียใจ ไม่ใช่ความรู้สึก แต่เวลาโกรธนั้น ความรู้สึกไม่สบายเลย ตรงกันข้ามกับเวลาเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้นเวทนาเจตสิก แม้ว่าจะเกิดกับจิตทุกดวงก็จริง แต่สภาพของเวทนานั้นเปลี่ยน เป็นอุเบกขาก็ได้ โสมนัสก็ได้ โทมนัสก็ได้ แต่จิตไม่เปลี่ยน จิตเป็นมนินทรีย์ คือต้องเป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น ไม่ทำหน้าที่อื่นเลยทั้งสิ้น หน้าที่ของจิตมีอย่างเดียว คือรู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ ไม่ใช่รู้อย่างปัญญา ซึ่งเป็นความเห็นถูกว่าไม่ใช่ตัวตน แต่ไม่ว่าอารมณ์ปรากฏทางใด จิตรู้อารมณ์นั้น เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้ ส่วนเจตสิกอื่นๆ ก็เกิดทำกิจของเจตสิกนั้นๆ ตามหน้าที่ เช่น เวทนาความรู้สึกเป็นสภาพที่เป็นอินทรีย์ด้วย เป็นใหญ่ เพราะเหตุว่า ถ้าสุขเวทนาเกิดขึ้นขณะใด เจตสิกและจิตซึ่งเกิดร่วมด้วยเป็นสุขหมด เป็นไปตามเวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้นที่เราใช้คำว่า สหคตัง ทุกครั้งที่พูดถึงจิตดวงหนึ่งดวงใด จะต้องมีเวทนาเจตสิกกำกับทุกครั้ง ให้รู้ความต่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่ใช้คำว่า โสมนัสสสหคตัง เป็นสภาพของความรู้สึกซึ่งดีใจ เป็นสุขทางใจ ทำให้เจตสิกและจิตที่เกิดร่วมด้วยนั้นเป็นสุข ขณะนั้นจะมีความรู้สึกเป็นสุขชัดเจน เป็นอินทรีย์หนึ่งในอินทรีย์ ๒๒ ทุกอย่างเป็นไปกับความรู้สึกนั้น ถ้าเกิดตรงข้าม กำลังสบายๆ ทุกอย่าง ได้รับข่าวร้ายกะทันหัน ทุกขเวทนาเกิด ทุกอย่างที่เกิดกับจิตขณะนั้นจะเฉยๆ หรือว่าจะโสมนัส ไม่ได้เลย เมื่อเวทนาเป็นอย่างไร สภาพธรรมอื่นที่เกิดร่วมด้วยก็เป็นไปกับเวทนานั้น นี่คืออินทรีย์หนึ่ง ซึ่งก็เป็นขันธ์หนึ่ง ซึ่งต่อไปก็คงจะเพิ่มเติมได้ว่า คงไม่มีใครลืมว่าปรมัตถธรรมมี ๔ ทบทวนได้ไหม ใครไม่ได้มีไหม ปรมัตถธรรม ๔ ได้แก่ ๑.จิต ๒.เจตสิก ๓.รูป ๔.นิพพาน
จิตเป็น ๑ ไม่ว่าจิตเกิดขึ้นขณะใด ก็เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้อารมณ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ใช้อีกคำหนึ่ง สักครู่ท่านอาจารย์สมพรคงจะให้ความหมายของวิญญาณ กับ ขันธ์ แต่ดิฉันก็คงจะอธิบายให้เข้าใจ แต่ไม่ใช่ในเรื่องของพยัญชนะหรือในเรื่องศัพท์
เมื่อสภาพธรรมไม่ได้มีน้อยเลย จิตแม้ว่าเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้อารมณ์ แต่ก็เกิดไม่หยุด ตั้งแต่เกิดจนตาย มีใครนับประมาณได้ว่าจิตเกิดไปแล้วเท่าไหร่ เพราะว่าเร็วแสนเร็ว ขณะนี้ทันทีที่เห็น ก็ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน และระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินนั้น เท่าที่มีวาระที่จะเกิดดับสืบต่อกัน จิตหลายขณะที่ห่างกัน แต่เสมือนว่าพร้อมกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความรวดเร็วของการเกิดดับของจิตเจตสิกนี้แค่ไหน จิตนับไม่ถ้วนเลย เกิดดับสืบต่ออยู่ตลอดเวลา แต่รวมแล้วก็คือประเภทเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อจัดเป็นกอง หรือเป็นส่วน จะแยกปรมัตถธรรม ๓ ซึ่งเกิดดับ ออกเป็น ๕ ส่วน
ปรมัตถธรรม ๓ คือ จิต เจตสิก รูป เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ ส่วนใดที่เป็นจิต เป็นวิญญาณขันธ์ เฉพาะจิตอย่างเดียวเป็นวิญญาณขันธ์ ๑ ส่วนแล้ว แล้วก็เจตสิก ถึงแม้ว่าจะมีต่างกันเป็นประเภท ๕๒ อย่าง เช่น โลภะก็เป็นเจตสิก โทสะก็เป็นเจตสิก วิริยะก็เป็นเจตสิก โมหะก็เป็นเจตสิก ทุกอย่างที่มีในชีวิตประจำวัน เมื่อไม่ใช่จิต และเป็นนามธรรม เป็นเจตสิกทั้งหมด เราจะรู้หรือไม่รู้ จะเรียกชื่อหรือไม่เรียกชื่อก็ตาม เจตสิกก็ต้องเกิดขึ้น ทำกิจของเจตสิกนั้นๆ เพราะฉะนั้นเจตสิกทั้งหมด มีใครรู้บ้างวันนี้ ๕๒ อย่าง แต่ที่รู้แน่ๆ คือเวทนา ใช่หรือไม่ หรือเวทนาก็ไม่รู้ เวทนารู้ไหม ความรู้สึกนี่รู้ไหม ถามว่ารู้สึกอย่างไร ตอบได้ใช่ไหม เสียใจตอบได้ ใครพูดอะไรทำอะไรที่ไม่ถูกใจ จิตเศร้าหมอง เสียใจ น้อยใจ หรือคิดถึงเรื่องที่อาจจะทำให้เกิดความทุกข์ แม้ว่าผ่านไปแล้ว พอคิดขึ้นก็ยังอาจจะเป็นความรู้สึกที่เศร้าหมอง เสียใจอีกก็ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าทุกคน มีเวทนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ เเล้วก็รู้ลักษณะของเวทนาเจตสิก แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต จะไม่เกิดที่อื่นเลย เจตสิกทั้งหมดต้องเกิดกับจิต เกิดในจิต เกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกัน แล้วก็รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นเราก็แยกเวทนา ซึ่งเป็นเจตสิกหนึ่ง ออกไปอีกพวกหนึ่ง เวทนาก็เกิดกับจิตทุกดวง ชาตินี้เวทนานับไม่ถ้วนใช่ไหม เวทนาอะไรมาก
ผู้ฟัง ส่วนใหญ่ก็เป็นที่เกิดนี้จริงๆ ก็เป็นอุเบกขา ทว่าถ้าสังเกตมาทั้งหมดนี้ มันก็มีทั้งนั้น
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่พอถามก็เฉยๆ ตั้งแต่เช้ามานี้ก็เฉยๆ เสียมากเลย นานๆ ก็จะโสมนัสนิดหนึ่ง หรือว่าโทมนัสนี่ก็แล้วแต่เหตุการณ์ บางคนก็เจ้าทุกข์คิดมาก ไม่มีความสุขเลย คิดแต่เรื่องทุกข์ๆ ทั้งนั้นเลย เรื่องสุขๆ ไม่คิดเลย ก็มีใช่ไหม ขณะนั้นก็แสดงว่าสำหรับคนนั้นโทมนัสเวทนาก็ออกจะมากพอที่จะรู้ได้ว่าเป็นคนเจ้าทุกข์ บางคนก็รื่นเริง ไม่ทุกข์เลย ทุกอย่างสบาย หัวเราะ ร้องเพลง จะสังเกตได้ใครร้องเพลงทั้งวัน เวทนาเป็นอย่างไร ขณะที่กำลังร้องเพลง เฉยๆ ได้ไหม น้อย ยาก เพราะเหตุว่า เวลาร้องเพลงนี้ ก็แสดงถึงความรู้สึกที่เป็นสุข
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกทั้งหมดจัดเป็นพวกหนึ่ง เป็นพวกความรู้สึก คือเวทนาขันธ์ หรือ กองของเวทนา เพราะฉะนั้นแม้ว่าปรมัตถธรรมจะมี ๓ แต่จำแนกเป็นขันธ์ ๕ ขันธ์ ขันธ์หนึ่งคือขันธ์แรก เมื่อกี้เราพูดเรื่องจิต เจตสิก ขอพูดตามลำดับคือ รูปขันธ์ จิตเป็นสภาพรู้ รูปไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้นเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็มีรูปมากมายเลย เพราะฉะนั้น จิตจะรู้อะไร ส่วนใหญ่
ผู้ฟัง จิตรู้เวทนา
ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่ตั้งแต่เช้ามา คือ ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ไม่ใช่มีแต่นามขันธ์ คือจิต เจตสิก มีรูปด้วย หรือ ปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้นนี้มี ๓ อย่าง คือจิต เจตสิก รูป
